ตอนที่ 27 — เสียงเพรียกจากบรรพกาล

ตอนที่ 27 — เสียงเพรียกจากบรรพกาล

มหาเทพผู้สวมวิญญาณ · 30 ตอน

ไอเย็นเยียบที่เกาะกุมกายของอัคคีค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับเสียงคร่ำครวญที่เบาบางลง เขาพยายามขยับกายอีกครั้ง แต่ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดรึงทุกอณูของร่างกายไว้ แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมา ราวกับเป็นพยานในการต่อสู้ดิ้นรนอันเงียบงันนี้ ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว ทว่าเสียงบางอย่างกลับดังชัดขึ้นในโสตประสาทของเขา ‌มันไม่ใช่เสียงลม เสียงสัตว์ป่า หรือแม้แต่เสียงคร่ำครวญก่อนหน้านี้ แต่มันเป็นเสียงที่เก่าแก่กว่านั้น ราวกับมาจากก้นบึ้งของกาลเวลา เสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจและปริศนา

“ผู้ถูกเลือก…” เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู ​แต่เป็นเสียงที่ส่งตรงถึงจิตวิญญาณ “…เจ้าคือหนึ่งเดียว…”

อัคคีพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ พลังที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระในร่างบัดนี้กลับถูกกดทับ สู่สภาพที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาจำได้ถึงความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นในตอนที่แล้ว แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย ‍แต่เป็นความเจ็บปวดที่กัดกินถึงแก่นแท้ของความเป็นตัวตน

“นี่มัน…อะไรกัน?” เขาพึมพำ น้ำเสียงแหบพร่า

“พลังที่หลับใหล…กำลังถูกปลุกขึ้น…” เสียงกระซิบยังคงดังต่อเนื่อง “…แต่มีราคาที่ต้องจ่าย…”

อัคคีสูดลมหายใจลึก เขาพยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ภาพของดวงวิญญาณสีดำที่พุ่งเข้ามา ภาพของพลังงานบางอย่างที่ปะทะเข้าใส่ร่างของเขา ‌เขาจำได้ว่าเขากำลังจะใช้พลังของศิวะเพื่อขับไล่มันออกไป แต่แล้ว…ทุกอย่างก็ดำมืด

“ราคา…ราคาอะไร?” เขาถามออกไปอีกครั้ง

“การปลดปล่อย…คือการเสียสละ…” เสียงนั้นตอบกลับมา “…เพื่อตื่นขึ้น…เจ้าต้องสละบางสิ่ง…”

ความหมายของคำว่า “สละ” ยังคงคลุมเครือ แต่ความรู้สึกกดดันภายในใจกลับทวีความรุนแรงขึ้น ‍ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวจากเขา

ทันใดนั้นเอง ภาพนิมิตก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา ไม่ใช่ภาพที่เกิดจากตา แต่เป็นภาพที่ฉายขึ้นในจิตใจ เขาเห็นผืนป่าแห่งนี้ในอดีตกาล อันเขียวขจี งดงาม และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ​แต่แล้ว ภาพก็เปลี่ยนไป เขาเห็นเงาดำทะมึนคืบคลานเข้ามา ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ความมืดเข้าครอบงำ ผืนป่าทรุดโทรม พลังชีวิตเหือดหาย

แล้วเขาก็เห็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่ง นางมีใบหน้าอ่อนโยน ​ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ท่าทางของนางดูอ่อนแรง แต่ก็ยังคงความสง่างาม นางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความพินาศนั้น และนางก็กำลังทำบางสิ่งบางอย่าง…นางกำลังรวบรวมพลังที่กระจัดกระจายอยู่รอบกาย นางกำลังพยายามเยียวยาผืนป่าแห่งนี้

“นางคือ…ใคร?” อัคคีถามด้วยความสงสัย

“นางคือผู้พิทักษ์…ผู้ซึ่งเสียสละทุกสิ่ง…เพื่อปกป้องผืนป่าแห่งนี้…” เสียงกระซิบตอบ ​“…นางคือผู้ที่แบกรับความเจ็บปวด…เพื่อมิให้ความมืดกลืนกิน…”

อัคคีมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ เขาเห็นนางรวบรวมเอาเศษเสี้ยวของพลังชีวิตที่เหลืออยู่ จากสิ่งมีชีวิตที่ล้มตาย จากต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา จากสายน้ำที่เหือดแห้ง พลังเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นแสงสีทองอ่อนๆ นางค่อยๆ ปล่อยแสงนั้นออกไป แสงนั้นสัมผัสกับผืนดินที่แห้งแล้ง ต้นไม้ที่ตายแล้ว และสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแรง และด้วยปาฏิหาริย์…ทุกสิ่งก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แต่ในขณะเดียวกัน อัคคีก็เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง ร่างกายของนางดูผอมลง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายก็เริ่มหม่นหมองลงเรื่อยๆ ราวกับว่าทุกครั้งที่นางใช้พลัง นางก็สูญเสียพลังชีวิตของตนเองไป

“นาง…กำลังจะตาย?” อัคคีถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล

“นางได้สละชีวิตของนางไปแล้ว…เพื่อยับยั้งความมืด…” เสียงนั้นตอบ “…แต่จิตวิญญาณของนาง…ยังคงอยู่…เฝ้ามอง…รอคอย…”

ทันใดนั้น ภาพก็เปลี่ยนไป เขาเห็นร่างของนางค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง สลายไปกับสายลม แต่ก่อนที่จะหายไปทั้งหมด ดวงตาของนางก็หันมาสบตาของเขา ราวกับจะสื่อสารบางสิ่งบางอย่าง

“นางมองมาที่ข้า…ทำไม?” อัคคีถาม

“เพราะเจ้าคือผู้ที่จะสานต่อ…เจ้านำพาพลังแห่งเทพเจ้ามายังโลกมนุษย์…” เสียงนั้นกล่าว “…และในที่สุด…เจ้าก็จะได้พบกับนาง…อีกครั้ง…”

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของอัคคีเต้นแรงขึ้น เขาไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เชื่อมโยงกับหญิงสาวในนิมิตนั้น

“ข้า…ต้องทำอะไร?” เขาถาม

“ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของเจ้า…” เสียงนั้นตอบ “…รับเอาจิตวิญญาณของนางมา…เพื่อเติมเต็ม…และเพื่อกอบกู้…”

การเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของหญิงสาว? การรับเอา? อัคคีรู้สึกถึงความขัดแย้งภายใน เขาคือศิวะ เทพเจ้าแห่งการทำลายล้างและการสร้างสรรค์ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คืออัคคี มนุษย์ที่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้พลังของเทพเจ้า

“ข้า…จะทำได้อย่างไร?” เขาถาม

“จงเชื่อมั่นในตนเอง…” เสียงนั้นกล่าว “…จงเปิดใจรับ…และจงจำ…ว่าเจ้าคือใคร…”

ในขณะที่อัคคีกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านั้น เขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน ร่างกายที่เคยถูกกดทับบัดนี้เริ่มคลายออก ความเจ็บปวดที่กัดกินจิตวิญญาณก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาเช่นเดิม ทว่ารอบกายของเขากลับปรากฏแสงสีทองอ่อนๆ ลอยวนอยู่ แสงนั้นเป็นประกายระยิบระยับราวกับละอองดาว แต่ละละอองเปล่งประกายราวกับชีวิต

“นี่คือ…?” เขาเอ่ยถาม

“จิตวิญญาณของนาง…” เสียงนั้นตอบ “…ที่กำลังรอคอยเจ้า…”

อัคคีค่อยๆ ยกมือขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่คุ้นเคย แต่ก็มีความสดใหม่กว่าเดิม มันไม่ใช่พลังของศิวะที่แข็งแกร่งและเยือกเย็น แต่มันเป็นพลังที่อ่อนโยน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหวัง

“ข้า…สัมผัสได้…” เขาพึมพำ “…ข้ารู้สึกถึง…”

ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวใจของเขา เป็นความรู้สึกผูกพัน ความรู้สึกโหยหา และความรู้สึกปรารถนาที่จะปกป้อง

“นาง…กำลังมอบพลังให้ข้า…” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “…และข้า…ก็พร้อมที่จะรับมัน…”

อัคคีหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้หลับตาด้วยความเจ็บปวด แต่หลับตาด้วยความตั้งใจ เขาปล่อยให้พลังงานสีทองนั้นไหลเวียนเข้ามาในร่าง ผสมผสานเข้ากับพลังของศิวะที่อยู่ในตัวเขา

ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกอันมหัศจรรย์ก็ถาโถมเข้ามา เขาเห็นภาพของผืนป่าที่กำลังถูกความมืดกลืนกินอีกครั้ง แต่คราวนี้…เขาไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังอีกต่อไป เขารู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน

“ข้า…คือศิวะ…” เขาพึมพำ “…และข้า…คืออัคคี…”

“ข้า…คือผู้ที่จะเยียวยา…”

“ข้า…คือผู้ที่จะปกป้อง…”

“และข้า…คือผู้ที่จะนำพา…แสงสว่าง…กลับคืนมา…”

พลังงานสีทองที่ลอยวนอยู่รอบกายของเขาก็พลันพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่การถูกบังคับ แต่เป็นการไหลเข้ามาอย่างยินยอม ราวกับว่าร่างกายของเขาโหยหาพลังนั้นมานานแสนนาน

ร่างของอัคคีเริ่มสว่างไสวขึ้น แสงสีทองสว่างจ้าจนแทบมองไม่เห็นร่างของเขา เสียงกระซิบจากบรรพกาลค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ดังสม่ำเสมอของเขา

เมื่อแสงสีทองค่อยๆ จางลง ร่างของอัคคีก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้…เขามีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ผมของเขาก็ดูยาวขึ้นเล็กน้อย และเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูเหมือนจะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ราวกับว่ามันได้รับการหล่อหลอมขึ้นใหม่จากแสงและพลังงาน

เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง รู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ความอ่อนแอและความเจ็บปวดในตอนที่แล้วได้หายไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น

“ข้า…พร้อมแล้ว…” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม “…พร้อมที่จะเผชิญหน้า…”

ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามอันดุดันก็ดังขึ้นมาจากเบื้องลึกของป่า เสียงนั้นไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าทั่วไป แต่มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความชั่วร้าย เป็นเสียงที่บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของบางสิ่งที่น่ากลัว

อัคคีหันไปมองทางต้นเสียงด้วยแววตาที่ไม่หวาดหวั่น แต่กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ข้า…ได้ยินแล้ว…” เขาพึมพำ “…การต่อสู้…กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง…”

เขาเห็นเงาดำทะมึนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเงามืดของป่า มันมีรูปร่างที่บิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่เขาด้วยความอาฆาตแค้น

“เจ้า…คือผู้ที่จะต้องชดใช้…” เสียงของมันดังแหบพร่า “…สำหรับการรบกวน…”

อัคคีแสยะยิ้ม เขาไม่รู้สึกกลัวต่อสิ่งตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา ราวกับว่ามันพร้อมที่จะระเบิดออกมาเมื่อใดก็ได้

“ข้า…คือผู้ที่จะมอบบทเรียน…” เขาตอบกลับไป “…ให้กับความมืด…”

ลมหายใจของอัคคีเปลี่ยนเป็นอุ่นขึ้น แสงสีทองในดวงตาของเขาสว่างวาบขึ้นกว่าเดิม เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามา…


บทสรุปท้ายตอน (ที่น่าติดตาม):

การหลอมรวมจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์แห่งป่าได้ปลดปล่อยพลังใหม่ให้กับอัคคี แต่การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตอันชั่วร้ายในเงามืดของป่าก็บ่งบอกถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา อัคคีจะใช้พลังที่เพิ่งได้รับมานี้อย่างไรในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว? และความหมายที่แท้จริงของการ "สละ" เพื่อรับเอาพลังมานั้นคืออะไร? การต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และชะตากรรมของผืนป่าแห่งนี้กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย!

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!