ดวงดาวสีเลือด: รอยอดีตที่สะกดดาว

ตอนที่ 3 — ปริศนาแห่งหอคอยเงา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,044 คำ

ความเงียบอันหนักอึ้งที่เคยปกคลุมยานอวกาศ "เอ็กโซดัส" ยานสำรวจข้ามกาแล็กซีลำมหึมา บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ค่อยๆ ดังขึ้น ราวกับหัวใจดวงใหม่ที่เริ่มเต้นอีกครั้ง หลังจากหลับใหลมายาวนานหลายทศวรรษ อเล็กซ์ ‌หรือที่ในหมู่ลูกเรือเรียกขานเขาว่า "อติรุจ" ชายหนุ่มนักโบราณคดีดวงตาคมกริบ ที่มีความหลงใหลในอดีตอันลึกลับไม่แพ้การสำรวจดวงดาว ได้ยืนนิ่งอยู่หน้าจอภาพโฮโลแกรมขนาดมหึมา จอแสดงผลสีฟ้าอ่อนทอประกาย แสดงภาพจำลองสามมิติของดาวเคราะห์ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน

"ยังคงเป็นดาวเคราะห์ที่แปลกประหลาดนะครับท่านกัปตัน" เสียงทุ้มต่ำของอติรุจดังขึ้น ​เขากล่าวกับกัปตันยาน "เซเรน่า" หญิงสาวผู้มากประสบการณ์ ใบหน้าของเธอสะท้อนความกังวลเล็กน้อยภายใต้แสงสลัวของห้องควบคุม "พลังงานที่ตรวจจับได้จากดาวดวงนี้มีความไม่สม่ำเสมออย่างยิ่ง และยังมีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีปัจจุบัน"

กัปตันเซเรน่าพยักหน้าช้าๆ ดวงตาสีเข้มของเธอจ้องมองไปยังภาพจำลอง "ความผิดปกติทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ ‍อติรุจ พลังงานที่แตกต่างจากแหล่งพลังงานที่เราเคยบันทึกไว้ ยิ่งกว่านั้นคือสัญญาณโบราณที่คล้ายกับภาษาที่สูญหายไปแล้วซึ่งนักวิเคราะห์ของเราตรวจพบเมื่อหลายปีก่อน"

"แต่การเดินทางของเรามาจนถึงที่นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ" อติรุจเสริมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เราสูญเสียลูกเรือไปเกือบครึ่งจากสภาพแวดล้อมที่คาดไม่ถึง และอุปกรณ์บางส่วนก็เสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้"

"ฉันรู้" กัปตันเซเรน่าตอบ ‌"แต่เรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังแล้ว อติรุจ ยิ่งเราใกล้จะถึงเป้าหมายมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากเท่านั้น"

ยานเอ็กโซดัสได้ลอยลำอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ที่ถูกตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "เคอรอส" ดาวเคราะห์สีเข้มทึบ หมุนวนอยู่ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นและแก๊สที่มองเห็นได้จากระยะไกล ภาพโฮโลแกรมแสดงให้เห็นพื้นผิวที่ขรุขระเต็มไปด้วยหุบเหวและภูเขาที่ดูราวกับถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาอันยาวนาน ‍แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของอติรุจมากที่สุดคือโครงสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทวีปหนึ่ง โครงสร้างนั้นมีลักษณะคล้ายหอคอยสูงเสียดฟ้า สร้างขึ้นจากวัสดุที่ไม่คุ้นเคย สีดำสนิทราวกับกลืนกินแสงดาวรอบข้าง

"ท่านกัปตันครับ ผมกำลังประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ระยะไกล" เสียงของ "ไลลา" นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์โบราณดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของห้องควบคุม ​"โครงสร้างนั้น... ไม่ใช่หอคอยตามที่เราเข้าใจกันทั่วไป มันมีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมที่เกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยความรู้ของเราในปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุด... มีรหัสทางคณิตศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างนั้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบที่พบในข้อความโบราณที่เราวิเคราะห์มาตลอดหลายปี"

อติรุจเดินเข้าไปใกล้จอภาพ เขาเห็นรายละเอียดของโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่แค่หอคอย ​แต่เป็นเหมือนเขาวงกตที่ซับซ้อน มีรูปทรงเรขาคณิตที่แปลกประหลาดสลับซับซ้อน และมีแสงสีม่วงอ่อนๆ ส่องสว่างออกมาจากช่องเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งอาคาร

"รหัสทางคณิตศาสตร์?" กัปตันเซเรน่าเลิกคิ้ว "หมายความว่าอย่างไร ไลลา"

"หมายความว่า... ​โครงสร้างนี้อาจไม่ใช่สิ่งก่อสร้างธรรมดา แต่เป็นอุปกรณ์บางอย่าง อติรุจ" ไลลากล่าว "หรืออาจเป็น... แหล่งเก็บข้อมูลขนาดมหึมา"

"แหล่งเก็บข้อมูลของใคร?" อติรุจถาม เขาเริ่มรู้สึกถึงอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน ความตื่นเต้นผสมปนเปกับความหวาดหวั่น "อารยธรรมที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา... พวกเขาต้องยิ่งใหญ่มาก"

"นั่นคือสิ่งที่เราต้องค้นหา" กัปตันเซเรน่าตอบ "อติรุจ เตรียมทีมสำรวจ เราจะลงจอดใกล้กับโครงสร้างนั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้"

"ครับท่านกัปตัน" อติรุจตอบรับ เขาหันไปมองไลลา "คุณจะไปด้วยไหม ไลลา?"

ไลลามองอติรุจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "แน่นอนค่ะ ฉันอยากจะไขปริศนาของภาษาโบราณนี้ให้ได้"

หลังจากนั้นไม่นาน ยานสำรวจขนาดเล็ก "ไพโอเนียร์" ก็ถูกปล่อยออกจากยานเอ็กโซดัส ยานขนาดกะทัดรัดนี้มีนักสำรวจสามคน ได้แก่ อติรุจ ไลลา และ "คาล" ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยและเทคโนโลยี การเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศของเคอรอสนั้นเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนและกระแสลมที่รุนแรงราวกับว่าดาวเคราะห์ดวงนี้กำลังพยายามผลักดันพวกเขาออกไป

เมื่อยานไพโอเนียร์ลอยลงสู่พื้นผิวที่ขรุขระของเคอรอส ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาคือความอ้างว้างอันน่าทึ่ง ท้องฟ้าสีคล้ำมืดมิด มีแสงดาวริบหรี่ส่องผ่านกลุ่มเมฆหมอกหนาทึบ พื้นดินเต็มไปด้วยฝุ่นละเอียดสีแดงเข้ม และมีก้อนหินขนาดใหญ่กระจายเกลื่อนกลาดไปทั่ว

"นี่มัน... เหมือนฝันร้ายเลย" คาลกล่าวขณะที่เขากำลังตรวจสอบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย "ไม่คิดว่าจะมีดาวเคราะห์แบบนี้อยู่จริง"

"แต่ก็เป็นฝันร้ายที่น่าตื่นเต้นนะครับ คาล" อติรุจตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาลงจากยานอย่างระมัดระวัง สัมผัสได้ถึงแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าโลกเล็กน้อย และอากาศที่หนาวเย็นจนรู้สึกได้ผ่านชุดอวกาศ

เมื่อพวกเขาเดินห่างจากยานไพโอเนียร์ออกไป โครงสร้างขนาดมหึมาที่พวกเขาเห็นจากบนยานเอ็กโซดัส ก็ยิ่งใหญ่ตระหง่านขึ้นเรื่อยๆ มันดูราวกับภูเขาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ สีดำสนิทของมันดูดกลืนแสงรอบข้างทั้งหมด จนแทบมองไม่เห็นรายละเอียดใดๆ แต่ยิ่งเข้าใกล้ พวกเขาก็เริ่มเห็นลวดลายที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นบนพื้นผิว ราวกับอักษรโบราณที่สลักเสลาอย่างประณีต

"เหลือเชื่อจริงๆ" ไลลากล่าว พลางใช้เครื่องสแกนจับภาพลวดลายเหล่านั้น "รูปแบบเหล่านี้... มันสอดคล้องกับภาษาที่ฉันคาดการณ์ไว้เกือบทั้งหมด"

"แล้วมันมีความหมายว่าอะไร?" อติรุจถาม เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น

"ฉันกำลังพยายามถอดรหัสอยู่ค่ะ" ไลลาตอบ "แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็น... ชุดคำสั่งบางอย่าง"

ในขณะที่ทั้งสามกำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบโครงสร้าง ก็มีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นจากอุปกรณ์ของคาล

"มีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว" คาลกล่าวอย่างรวดเร็ว "อยู่เบื้องหลังโครงสร้างนั้น!"

ทั้งสามคนหันไปมองตามทิศทางที่คาลชี้ พวกเขาเห็นเงาสีดำทะมึนขนาดมหึมาค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเงามืดของโครงสร้างนั้น มันไม่ใช่สัตว์หรือเครื่องจักรที่พวกเขารู้จัก มันมีลักษณะคล้ายกับ... ท่อนไม้ที่มีหนวดระยางมากมาย และดูเหมือนว่ามันจะเปล่งแสงสีแดงเข้มออกมาจากส่วนกลาง

"นั่นมันอะไรกัน?" อติรุจอุทาน

"ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน" ไลลาตอบ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย

เงาประหลาดนั้นเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ หนวดระยางของมันโบกสะบัดไปมาในอากาศ ราวกับกำลังสำรวจสิ่งแวดล้อม ดวงตาสีแดงเข้มหลายคู่ที่อยู่บนตัวของมันจ้องมองมายังพวกเขาราวกับจะกลืนกิน

"เตรียมพร้อม!" คาลตะโกน เขายกปืนพลังงานขึ้นมาเล็งไปยังเงาประหลาดนั้น

เงาประหลาดนั้นเร่งความเร็วเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว มันปล่อยคลื่นพลังงานสีแดงออกมาจากส่วนกลาง พุ่งตรงมายังยานไพโอเนียร์

"หลบเร็ว!" อติรุจตะโกน

ทั้งสามคนรีบวิ่งหลบเข้าที่กำบังหลังก้อนหินขนาดใหญ่ คลื่นพลังงานสีแดงพุ่งเข้าชนยานไพโอเนียร์อย่างจัง ทำให้ยานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

"ยานเสียหายหนัก!" คาลรายงาน "เราต้องหาทางออกจากที่นี่แล้ว!"

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไร เงาประหลาดนั้นก็เคลื่อนที่เข้ามาประชิดตัว แสงสีแดงจากดวงตาของมันสว่างวาบขึ้นราวกับจะเผาไหม้ทุกสิ่ง

"นี่มัน... ไม่ใช่แค่ซากอารยธรรม" อติรุจกล่าวอย่างตกตะลึง "มันคือ... กับดัก!"

ในขณะเดียวกัน บนยานเอ็กโซดัส กัปตันเซเรน่ากำลังเฝ้าดูสถานการณ์ด้วยความตกใจ

"สัญญาณชีพของทีมสำรวจกำลังลดลง! มีอะไรบางอย่างกำลังโจมตีพวกเขา!" เสียงของเจ้าหน้าที่สื่อสารดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก

กัปตันเซเรน่ากำหมัดแน่น "ส่งหน่วยกู้ภัยไปเดี๋ยวนี้!"

แต่ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไปแล้ว เงาประหลาดนั้นกำลังโอบล้อมอติรุจ ไลลา และคาลเอาไว้ ดวงตาสีแดงเข้มของมันจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างกระหายเลือด และแสงสีแดงที่เปล่งออกมาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับกำลังจะกลืนกินพวกเขาเข้าไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด

"เราจะทำอย่างไรดีคะท่านกัปตัน?" ไลลาตะโกนถามเสียงสั่น

อติรุจมองไปรอบตัว เขาเห็นเพียงความว่างเปล่าและความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกัน ดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่สลักอยู่บนพื้นผิวของโครงสร้างขนาดมหึมา สัญลักษณ์นั้นคล้ายกับดวงดาว แต่มีลักษณะบิดเบี้ยว และดูเหมือนจะเปล่งแสงสีแดงจางๆ ออกมา

"นั่นมัน..." อติรุจพึมพำ "ดวงดาวสีเลือด..."

เงาประหลาดนั้นกำลังจะเข้ามาถึงตัวพวกเขา ท่ามกลางความสิ้นหวัง อติรุจรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่ประหลาดจากสัญลักษณ์ดวงดาวสีแดงนั้น ราวกับมันกำลังเรียกหาเขา... หรือกำลังเตือนภัยบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? อติรุจและทีมสำรวจจะรอดพ้นจากเงาประหลาดนี้ได้อย่างไร? และ "ดวงดาวสีเลือด" นั้นมีความหมายอย่างไรต่อชะตากรรมของพวกเขา?

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!