ดวงดาวสีเลือด: รอยอดีตที่สะกดดาว

ตอนที่ 4 — ม่านหมอกแห่งกาลเวลาและเสียงกระซิบจากอดีต

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 772 คำ

เสียงเครื่องยนต์ของยานเอ็กโซดัสที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับดังกระหึ่มราวกับพายุที่คุกรุ่น เปลวเพลิงสีฟ้าอมม่วงพวยพุ่งออกจากหัวขับทั้งสิบสอง ส่งแรงผลักดันยานลำมหึมาให้แหวกผ่านความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ อัครา หรือที่รู้จักกันในนาม "อติรุจ" นักโบราณคดีอวกาศผู้มีดวงตาคมกริบและรอยแผลเป็นจางๆ ‌พาดผ่านโหนกแก้ม นั่งประจำตำแหน่งกัปตันที่ห้องบังคับการหลัก แสงสีเขียวเรืองรองจากแผงควบคุมสะท้อนบนใบหน้าของเขา ฉายแววครุ่นคิดและความมุ่งมั่น

“ระดับความเร็วปัจจุบันคือ 0.8 ของความเร็วแสง การเดินทางไปยังระบบดาวอาร์คาเนียใช้เวลาประมาณสิบห้าวันมาตรฐาน” เสียงสังเคราะห์อันนุ่มนวลของ ​"เอวา" ปัญญาประดิษฐ์ประจำยานดังขึ้นอย่างราบเรียบ

อติรุจพยักหน้าช้าๆ เขาเหลือบมองภาพจำลองของดวงดาวที่ปรากฏบนจอภาพหลัก ดวงดาวสีแดงก่ำ ขนาดยักษ์ มีรัศมีที่บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ รูปลักษณ์ของมันชวนให้รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับเป็นปีศาจร้ายที่จ้องมองจากห้วงลึกของอวกาศ ‍“เอวา ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับอาร์คาเนียอีกครั้ง มีอะไรที่มนุษย์เรายังไม่รู้ หรือมีข้อผิดพลาดในการบันทึกบ้างหรือไม่”

“จากการตรวจสอบฐานข้อมูลทั้งหมด รวมถึงบันทึกการสำรวจยุคก่อนหน้า ข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงดาวสีเลือดนั้นมีจำกัดมากครับ กัปตัน รายงานส่วนใหญ่ระบุถึงสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต ‌และตรวจพบสัญญาณพลังงานที่ผิดปกติเป็นระยะ” เอวาตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

"สัญญาณพลังงานที่ผิดปกติ... นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดเรามาที่นี่" อติรุจพึมพำ เขาคิดถึงตำนานโบราณที่เล่าขานถึงอารยธรรมที่สาบสูญไปพร้อมกับภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวบนดาวเคราะห์ดวงนั้น ข้อมูลที่กระจัดกระจายและคลุมเครือเหล่านี้ยิ่งจุดประกายความสงสัยในตัวเขา

"อติรุจ" เสียงทุ้มของ "ไอร่า" ‍หัวหน้าทีมวิศวกรรมดังลอดมาจากช่องสื่อสาร เธอเป็นหญิงสาวที่มีผมสีดำยาวประบ่า ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียว มักจะมีความคิดที่แตกต่างจากคนอื่นเสมอ

“ฉันกำลังตรวจสอบระบบพลังงานสำรอง เผื่อว่าเราจะต้องใช้กำลังขับเพิ่ม หรืออาจจะต้องเผชิญกับอะไรที่ไม่คาดคิด” ไอร่ากล่าว

“ขอบคุณนะไอร่า หากมีอะไรผิดปกติแจ้งมาได้ทันที” ​อติรุจตอบกลับ

การเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันไกลโพ้นนั้นเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ระหว่างความรู้และความไม่รู้ ทุกครั้งที่ยานเอ็กโซดัสเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมายใหม่ ความตื่นเต้นและความกังวลจะปะปนกันไป ดวงดาวสีเลือดปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บนจอภาพ มันแผ่รังสีอันน่าอึดอัดแผ่ซ่านเข้ามา ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

เมื่อยานเอ็กโซดัสเข้าสู่ระบบดาวอาร์คาเนีย ​บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ม่านหมอกสีเทาเข้มเริ่มปกคลุมไปทั่ว ดวงดาวสีเลือดเองก็ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆหมอกประหลาดที่ไม่มีที่มาที่ไป

"เอวา รายงานสภาพแวดล้อม" อติรุจสั่ง

"ตรวจพบอนุภาคประหลาดในชั้นบรรยากาศ สัญญาณการสั่นสะเทือนของอวกาศสูงผิดปกติ และระดับรังสีที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้" เอวาตอบ ​เสียงของมันแฝงไปด้วยความไม่แน่ใจเล็กน้อย

"ชั้นบรรยากาศหนาทึบเกินไป เราต้องหาทางเจาะทะลุเข้าไป" อติรุจกล่าว สายตาของเขามองไปยังภาพจำลองของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่ปรากฏอยู่ห่างออกไป ดาวเคราะห์ดวงนั้นมีสีเขียวอมน้ำตาล ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำสนิท

"เราจะใช้โหมด 'สแกนคลื่นควอนตัม' เพื่อเจาะทะลุชั้นบรรยากาศครับ กัปตัน แต่ต้องระวัง อาจเกิดการรบกวนสัญญาณได้" ไอร่าเตือน

"ทำได้เลย" อติรุจตัดสินใจ

ยานเอ็กโซดัสค่อยๆ ลดระดับความเร็วลง หันหัวยานเข้าหาดาวเคราะห์เป้าหมาย ลำแสงสีฟ้าอ่อนพวยพุ่งออกจากด้านหน้าของยาน ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในม่านหมอกอันหนาทึบ จอภาพหลักเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ภาพดาวเคราะห์ที่เคยเห็นก็เริ่มชัดเจนขึ้น

"ตรวจพบโครงสร้างขนาดใหญ่ที่พื้นผิว เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน" เอวาแจ้ง

"ลงจอดที่บริเวณใกล้เคียงโครงสร้างนั้น" อติรุจสั่ง

ยานเอ็กโซดัสค่อยๆ ร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวลบนพื้นผิวที่ปกคลุมไปด้วยหินสีดำละเอียด ฝุ่นละอองปลิวฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อม่านหมอกคลี่คลายออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้อติรุจและลูกเรือทุกคนต้องตะลึง

เบื้องหน้าพวกเขาคือซากปรักหักพังอันยิ่งใหญ่ มหาวิหารที่ทำจากวัสดุสีเงินวาววับที่ส่องประกายภายใต้แสงอันริบหรี่ของดวงดาวสีเลือด เสาหินแกะสลักรูปทรงแปลกตาตั้งตระหง่านราวกับยาม ก่อให้เกิดเงาทอดยาวบนพื้นดินที่แห้งแล้ง กลิ่นอายของความเก่าแก่และความลี้ลับแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

"ไม่น่าเชื่อ..." อติรุจพึมพำ เขาลงจากยานพร้อมกับ "เซน" นักสำรวจรุ่นเยาว์ผู้เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น และ "ลีอา" นักชีววิทยาอวกาศผู้มีผมสีทองหยิกฟู

"โครงสร้างนี้มีอายุหลายพันปี หรืออาจจะหลายหมื่นปี" อติรุจกล่าวขณะที่เขาสัมผัสกับผิวของกำแพงหิน

"พื้นผิวมีพลังงานสะสมอยู่สูงมากครับ" เซนรายงานพลางถือเครื่องสแกนมือถือ

ทันใดนั้นเอง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นมาจากภายในซากปรักหักพัง เป็นเสียงที่เหมือนกับเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน

"ท่านได้ยินไหม?" ลีอาร้องถาม ใบหน้าของเธอซีดเผือด

"ได้ยิน... มันเหมือนเสียงใครบางคนกำลังเรียกหา" อติรุจตอบ

เสียงกระซิบนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาคุ้นเคย แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่สื่อสารเข้ามาในจิตใจ ราวกับเป็นคำเชิญชวน หรืออาจจะเป็นคำเตือน

"ระวัง!" ไอร่าตะโกนมาจากภายในยาน

ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นจากใจกลางของซากปรักหักพัง ม่านหมอกรอบตัวก็เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เผยให้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว

เบื้องหน้าพวกเขา ปรากฏเป็นวัตถุรูปทรงกลมขนาดมหึมา ลอยอยู่กลางอากาศ มันเป็นสีแดงเข้มราวกับเลือดที่เพิ่งหลั่งออกมา และมีแสงสีม่วงสว่างไสวอยู่ภายใน รูปลักษณ์ของมันบิดเบี้ยว ผิดธรรมชาติ ราวกับเป็นบาดแผลขนาดมหึมาที่เปิดออกในอวกาศ

"นั่นมัน... ดวงดาวสีเลือด!" เซนอุทานด้วยความตกตะลึง

ดวงดาวสีเลือดนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาพวกเขา แสงสีม่วงภายในสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

"มันไม่ใช่ดวงดาว... มันคือสิ่งมีชีวิต!" อติรุจตะโกน

ยานเอ็กโซดัสสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เครื่องยนต์ส่งเสียงร้องโหยหวน อติรุจรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของพวกเขาไปตลอดกาล การเผชิญหน้ากับอดีตที่สะกดดาวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และมันกำลังจะกลืนกินพวกเขาไปพร้อมกับมัน...

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!