ดวงดาวสีเลือด: รอยอดีตที่สะกดดาว

ตอนที่ 25 — เสียงกระซิบจากห้วงนิทรา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,074 คำ

แสงสีทองอบอุ่นจากดาวฤกษ์ดวงใหม่ยังคงทอประกายอาบไล้ไปทั่วห้องควบคุมของยานเอ็กโซดัส ความราบรื่นในการเดินทางที่เข้ามาแทนที่แรงสั่นสะเทือนอันโหดร้ายเมื่อครั้งก่อน ทำให้ลูกเรือทุกคนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อัครา พลเรือเอกแห่งยานเอ็กโซดัส นั่งอยู่บนเก้าอี้บังคับการหลัก ดวงตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างชมวิว สู่ภาพของหมู่ดาวที่ประดับประดาอยู่เบื้องหน้า ‌ภาพเหล่านั้นดูราวกับภาพวาดอันงดงามที่สรรค์สร้างโดยจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล

“ท่านพลเรือเอกคะ” เสียงหวานใสของ อริสา นักโบราณคดีประจำยาน เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่ “ข้อมูลจากเครื่องสแกนกำลังแสดงผลที่น่าสนใจค่ะ”

อัคราหันกลับมา มองใบหน้าของอริสาที่ฉายแววตื่นเต้น ​“มีอะไรหรือ อริสา?”

“ซากอารยธรรมที่เรากำลังมุ่งหน้าไปค่ะ ดูเหมือนว่าจะมีโครงสร้างบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนั้น เรายังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด แต่ขนาดของมันใหญ่มาก ใหญ่กว่าที่เราคาดการณ์ไว้เสียอีก”

หัวใจของอัคราเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ความตื่นเต้นปนเปไปกับความระแวง “ใหญ่แค่ไหน?”

“ใหญ่ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ‍หรือไม่ก็เป็นอาคารที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมหาศาลค่ะ” อริสาอธิบาย มือเรียวของเธอไล้ไปตามแผงควบคุม ข้อมูลกราฟิกที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ “แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ… มีสัญญาณพลังงานบางอย่างที่ยังคงทำงานอยู่ภายในซากปรักหักพังนั้นค่ะ”

“พลังงาน? เป็นไปได้อย่างไร หลังจากผ่านไปนับหมื่นปี?” ‌อัคราขมวดคิ้ว

“นั่นคือสิ่งที่ดิฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจค่ะ มันไม่ใช่พลังงานรูปแบบที่เราคุ้นเคย มันดูเหมือนจะเป็นพลังงานชีวภาพที่ถูกเก็บกักไว้ หรือไม่ก็เป็นพลังงานรูปแบบอื่นที่เรายังไม่เคยค้นพบมาก่อน”

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ลูกเรือของยานเอ็กโซดัสต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสำรวจดาวเคราะห์อันไกลโพ้นแห่งนี้ ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า ‘เซเลสเทีย’ ตามการตั้งชื่อของพวกเขาเอง ‍เซเลสเทียเป็นดาวเคราะห์ที่เคยเต็มไปด้วยอารยธรรมอันรุ่งเรือง แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงซากปรักหักพังโบราณที่ถูกกาลเวลาและสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

การค้นพบครั้งนี้ ทำให้ความหวังของพวกเขาที่จะไขปริศนาของอารยธรรมที่สาบสูญไปนี้ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“เราจะลงจอดที่จุดใด?” อัคราถาม

“เราจะลงจอดใกล้กับบริเวณที่มีสัญญาณพลังงานเข้มข้นที่สุดค่ะ ดิฉันคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของโครงสร้างใต้ดินนั่น” อริสาตอบ “แต่ก่อนอื่น… ​ฉันอยากให้ท่านพลเรือเอกได้เห็นบางอย่างค่ะ”

เธอปรับหน้าจอแสดงผลให้เป็นภาพมุมกว้างของดาวเซเลสเทีย ภาพของดาวเคราะห์สีน้ำตาลแดงที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่ในบางจุด มองเห็นร่องรอยของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่โผล่พ้นพื้นผิวขึ้นมาเป็นระยะๆ

“นี่คือภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ความละเอียดสูงค่ะ” อริสาอธิบาย “เราพบว่าบริเวณใจกลางของทวีปที่เรากำลังจะลงจอดนั้น มีลักษณะเป็นเหมือนแอ่งกระทะขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ พื้นผิวถูกขัดเกลาอย่างประณีตจนสะท้อนแสงได้ราวกับกระจก ​เมื่อมองจากอวกาศ จะเห็นเป็นวงกลมสีเงินขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงดาวฤกษ์ดวงใหม่ของเรา”

อัคราจ้องมองภาพนั้นนิ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“มัน… มันมหัศจรรย์มาก” เขาพึมพำ

“ดิฉันเชื่อว่านี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมโบราณแห่งนี้ค่ะ” อริสาเสริม “และฉันเชื่อว่าการค้นพบพลังงานที่ยังคงทำงานอยู่ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขความลับทั้งหมด”

ขณะที่อัครากำลังจมดิ่งอยู่กับภาพอันน่าอัศจรรย์ของเซเลสเทีย ​เสียงเตือนภัยจากระบบสื่อสารก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

“เกิดอะไรขึ้น?” อัคราถามอย่างรวดเร็ว

“สัญญาณบางอย่างค่ะท่านพลเรือเอก” ชายหนุ่มประจำสถานีสื่อสารตอบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “เป็นสัญญาณที่ไม่ทราบแหล่งที่มา มาจากทิศทาง… มาจากทิศทางด้านหลังของยานเราค่ะ”

อัคราลุกขึ้นยืนทันที ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นพล่านไปทั่วร่าง “มาจากด้านหลัง? แสดงว่ามันตามเรามา?”

“ไม่แน่ใจค่ะท่านพลเรือเอก สัญญาณมันแปลกมาก มันเหมือน… เหมือนไม่ใช่สัญญาณของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเหมือนเสียงกระซิบที่ดังมาจากความว่างเปล่า”

“เสียงกระซิบ? อธิบายมาให้ชัดเจนกว่านี้!” อัคราเสียงดังขึ้น

“คือ… คือมันไม่ใช่เสียงที่เราจะฟังเข้าใจได้ค่ะ มันเป็นคลื่นความถี่ที่สูงมาก จนปกติหูเราไม่ได้ยิน แต่มันกำลังถูกประมวลผลโดยระบบแปลภาษาของเรา และผลลัพธ์ที่ได้… มันเหมือนกับคำพร่ำเพ้อ หรือบทสวดอะไรสักอย่างค่ะ”

อริสาเดินเข้ามาใกล้แผงควบคุม มองกราฟสัญญาณที่แสดงผล “มันไม่ใช่สัญญาณสื่อสารปกติแน่ๆ ค่ะ มันดูเหมือน… เหมือนเป็นคลื่นสมองที่ถูกส่งออกมา”

“คลื่นสมอง? ของใคร?” อัคราถาม

“นั่นคือสิ่งที่ดิฉันกำลังสงสัยค่ะ” อริสาตอบ “ลองฟังดูนะคะ”

เธอปรับระบบเสียง และทันใดนั้น เสียงประหลาดก็ดังขึ้นในห้องควบคุม เสียงนั้นเป็นเหมือนเสียงฮัมต่ำๆ ที่ซ้อนทับด้วยเสียงแหลมสูงที่บาดหู ผสมผสานกับเสียงที่คล้ายกับเสียงลมพัดผ่านช่องแคบๆ แต่เมื่อระบบแปลภาษาประมวลผล เสียงเหล่านั้นก็กลายเป็นคำพูดที่ฟังดูแปลกประหลาด ราวกับมาจากอดีตกาลอันไกลโพ้น

“…แสง…สว่าง…กำลัง…จะ…มา… ความมืด… กำลัง… จางหาย… จิต… จะ… หลุดพ้น…” เสียงนั้นแปร่งกระเส่า ราวกับมาจากที่ที่ไกลแสนไกล

อัคราขนลุกซู่ เขารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่คืบคลานเข้ามา

“นี่มันอะไรกัน?” เขาถาม

“ดิฉันไม่ทราบแน่ชัดค่ะท่านพลเรือเอก แต่สัญญาณนี้… มันเหมือนกับสิ่งที่เคยปรากฏในบันทึกของอารยธรรมโบราณที่สูญหายไปบางส่วนที่เราเคยค้นพบก่อนหน้านี้ค่ะ” อริสาอธิบาย “พวกเขาเคยกล่าวถึง ‘เสียงจากห้วงนิทรา’ ที่จะนำพาจิตไปสู่มิติอื่น”

“ห้วงนิทรา? คุณหมายถึง… สภาวะการหลับใหล?”

“ประมาณนั้นค่ะ แต่มันไม่ใช่การหลับใหลธรรมดา มันคือสภาวะที่จิตจะสามารถเดินทางข้ามมิติได้” อริสาขยับนิ้วไปตามแผงควบคุมอย่างรวดเร็ว “และที่น่าตกใจกว่านั้น… สัญญาณนี้ กำลังมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นค่ะ”

บนหน้าจอแสดงผล ปริมาณพลังงานของสัญญาณที่แปลกประหลาดนี้กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบบางอย่างของยาน

“ระบบนำทางเริ่มสั่นคลอนค่ะท่านพลเรือเอก!” นักบินประจำยานตะโกนขึ้น

“ระบบพลังงานก็เช่นกัน! มีความผันผวนอย่างรุนแรง!” เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลังงานเสริม

“ตั้งสติไว้ทุกคน!” อัคราออกคำสั่งด้วยเสียงที่พยายามจะสงบ “อริสา สัญญาณนี้มาจากไหนกันแน่?”

“มัน… มันมาจากดาวเคราะห์เซเลสเทียค่ะท่านพลเรือเอก!” อริสาตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ไม่ใช่จากนอกอวกาศ แต่มาจาก… มาจากซากอารยธรรมใต้ดินที่เรากำลังจะไป!”

ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วห้องควบคุม ทุกคนมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น

“เป็นไปได้อย่างไร? เราเพิ่งตรวจพบมันเมื่อสักครู่นี้เอง!” อัครากล่าว “และมันก็กำลังเข้ามาใกล้เราอย่างรวดเร็ว!”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตามเรามาค่ะท่านพลเรือเอก” อริสาเงยหน้ามองอัครา ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความเข้าใจอันน่าสะพรึงกลัว “มันคือ… มันคือ ‘ดวงดาวสีเลือด’ ที่กำลังปลุกสิ่งที่หลับใหลอยู่บนดาวเซเลสเทียต่างหาก!”

ขณะที่อริสาพูดจบ ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นนอกหน้าต่างชมวิว แสงนั้นรุนแรงและเรืองรองจนแทบจะกลบแสงสีทองของดาวฤกษ์ดวงใหม่ไปจนหมด สัญญาณเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งยาน

“นั่นมัน…!” อัคราอุทาน

“ดวงดาวสีเลือด!” ลูกเรือคนหนึ่งตะโกนด้วยความหวาดกลัว

วัตถุขนาดมหึมาที่เคยปรากฏเพียงเป็นภาพเงารางๆ บนจอเรดาร์ ตอนนี้กลับแผ่กระจายแสงสีแดงราวกับเลือดสดๆ มันหมุนวนอย่างช้าๆ แต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม แสงสีแดงนั้นไม่ใช่แค่แสง แต่เหมือนมีชีวิต มันสั่นไหวราวกับกำลังหายใจ และค่อยๆ ทอประกายเข้าหาร่างของยานเอ็กโซดัส

“มัน… มันกำลังดูดพลังงานของเรา!” เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลังงานตะโกน “พลังงานหลักกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว!”

“ระบบป้องกันทำงานเต็มกำลัง! แต่… แต่เกราะพลังงานกำลังอ่อนแอลง!” นักบินเสริม

อัครากำพวงมาลัยบังคับการแน่น ดวงตาของเขามองไปยัง ‘ดวงดาวสีเลือด’ ที่กำลังคุกคามยานของเขา ความคิดของเขาวิ่งพล่าน เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมัน เป็นตำนานเล่าขานในหมู่ผู้สำรวจอวกาศ นักสำรวจที่เคยเผชิญหน้ากับมันล้วนไม่รอดชีวิตกลับมา

“มันไม่ใช่แค่ดาว” อัคราพึมพำ “มันคือ… อาวุธบางอย่าง”

“ท่านพลเรือเอกคะ!” อริสาตะโกน “สัญญาณจากดาวเซเลสเทียกำลังเปลี่ยนไป! มันเข้มข้นขึ้นอีก! เหมือนกับว่า ‘ดวงดาวสีเลือด’ กำลังปลุกพลังงานที่หลับใหลอยู่นั้นให้ตื่นขึ้น!”

ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงจาก ‘ดวงดาวสีเลือด’ ก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก จนแทบทำให้ทุกคนตาพร่ามัว เสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วทั้งยาน

“ยานกำลังเสียการควบคุม!”

“ระบบทั้งหมดล้มเหลว!”

“เรากำลังถูกดึงเข้าไปหา…!”

ก่อนที่คำพูดของเขาจะจบลง ยานเอ็กโซดัสทั้งลำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ แสงสีแดงจาก ‘ดวงดาวสีเลือด’ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดที่ปกคลุมทุกอย่างไว้… และเสียงกระซิบอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากห้วงนิทรา…

“…มา…เถิด…ผู้ถูกเลือก…สู่…นิรันดร์…”

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!