คลื่นทะเลยังคงโหมกระหน่ำราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในห้วงอเวจี สายลมทะเลที่เย็นยะเยือกพัดกระหน่ำ พาเอาละอองน้ำเค็มมาประพรมใบหน้าของตะวันฉายที่กำลังยืนหยัดอยู่บนโขดหินริมหาด แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องเมื่อครู่เลือนหายไปอีกครั้ง ถูกบดบังด้วยม่านเมฆที่ก่อตัวหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะปิดกั้นทุกสิ่งทุกอย่างจากโลกภายนอก
“นี่มันอะไรกันแน่…” เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของตะวันฉาย ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วบริเวณ ไม่พบวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกเสียจากซากปรักหักพังของเรือประมงลำใหญ่ที่แตกกระจายอยู่บนหาดทราย เปลือกไม้และเศษซากลอยเกลื่อนกลาดไปทั่ว สะท้อนให้เห็นถึงพายุที่รุนแรงจนเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสร้างขึ้นได้
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ทำให้ตะวันฉายต้องยกมือขึ้นปิดปาก เขารู้สึกคลื่นไส้ นี่ไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดของสัตว์ทะเลทั่วไป แต่มันมีความเข้มข้น ชวนสยดสยองเกินกว่าจะอธิบายได้
“ตะวันฉาย! อยู่ตรงนี้เอง!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ตะวันฉายรีบหันขวับ พบร่างของภูผา เพื่อนสนิทที่วิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับไฟฉายในมือ
“เป็นอะไรไป ทำไมมาอยู่คนเดียวกลางพายุแบบนี้” ภูผาถามด้วยความเป็นห่วง พลางสาดแสงไฟฉายไปรอบๆ อย่างระแวง
“ฉัน…ฉันไม่รู้เหมือนกัน” ตะวันฉายตอบเสียงเครือ “เมื่อกี้ฉันเห็น…เห็นแสงสีแดงๆ ใต้ทะเล แล้วเรือนั่น…”
“เรือนั่นน่ะ เพื่อนชาวประมงของฉันเอง” ภูผาพูดเสียงเศร้า “พวกเขาออกไปหาปลาตั้งแต่เมื่อวานเย็น หวังว่าจะมีใครรอดชีวิตบ้าง”
ตะวันฉายมองไปยังซากเรือด้วยความรู้สึกผิด เขาไม่น่าปล่อยให้เพื่อนออกมาในสภาพอากาศแบบนี้เลย “ฉันเสียใจด้วยนะภูผา”
“อย่าเพิ่งเสียใจไปเลย เราต้องหาทางช่วยคนที่อาจจะรอด” ภูผาพูดพลางสอดไฟฉายเข้าไปในซากเรือ “แต่ดูเหมือน…จะไม่มีใครเหลือแล้ว”
เมื่อแสงไฟฉายสาดส่องเข้าไปในซากเรือ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ทั้งสองถึงกับผงะ เลือดสีแดงเข้มเจิ่งนองเต็มพื้นไม้ที่แตกหัก เศษชิ้นส่วนของอวั
“นี่มัน…ไม่ใช่อุบัติเหตุ” ตะวันฉายพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“แล้วมันคืออะไร?” ภูผาถามเสียงสั่น “ใครมันจะทำเรื่องแบบนี้กับเพื่อนของเราได้ลงคอ”
ตะวันฉายก้าวเข้าไปในซากเรืออย่างระมัดระวัง เขาหยิบชิ้นส่วนของอะไรบางอย่างขึ้นมา มันเป็นเหมือนเกล็ดบางๆ แต่แข็งเหมือนหิน มีประกายสีดำเหลือบเขียว ดูแปลกประหลาด ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่มันอะไรกัน?” ภูผาถาม
“ฉันก็ไม่รู้” ตะวันฉายตอบ “แต่ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นมันที่ไหนสักแห่ง”
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นมาจากกลางทะเล เสียงนั้นดังมาจากทิศทางเดียวกับที่ตะวันฉายเห็นแสงสีแดงเมื่อครู่
“เสียงอะไรน่ะ!” ภูผาถามด้วยความตกใจ
“เสียงคน” ตะวันฉายตอบ “มันมาจากกลางทะเล”
ทั้งสองรีบวิ่งไปที่ริมหาดอีกครั้ง พยายามเพ่งมองเข้าไปในความมืดมิดของท้องทะเล แต่ก็มองเห็นเพียงคลื่นที่ถาโถมเข้าใส่ฝั่งไม่หยุดหย่อน
“มีคนกำลังจมน้ำ!” ตะวันฉายตะโกน
“แต่เราจะไปช่วยเขาได้ยังไง ในสภาพอากาศแบบนี้” ภูผาถามอย่างสิ้นหวัง
“เราต้องลอง!” ตะวันฉายตัดสินใจแน่วแน่ เขาไม่สามารถปล่อยให้ใครต้องตายไปต่อหน้าต่อตาได้อีกแล้ว “ฉันจะลงไป!”
“บ้าไปแล้ว! มันอันตรายเกินไป!” ภูผาคัดค้าน
“ถ้านายไม่ไป ฉันก็จะไปคนเดียว!” ตะวันฉายไม่รอช้า เขาก้าวเท้าลงไปในทะเลที่กำลังบ้าคลั่งอย่างไม่ลังเล
“ตะวันฉาย! รอด้วย!” ภูผาร้องห้าม แต่ก็จำใจต้องก้าวตามเพื่อนลงไปในน้ำเย็นเยียบ
กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากดูดกระชากร่างของทั้งสองให้ลอยออกไปจากฝั่งอย่างรวดเร็ว ตะวันฉายพยายามแหวกว่ายเข้าหาทิศทางที่ได้ยินเสียง แต่คลื่นลูกใหญ่ก็ซัดถาโถมเข้ามา ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบาก
“นายได้ยินอะไรไหม?” ตะวันฉายตะโกนถามภูผาที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ข้างๆ
“ได้ยิน…เสียงเหมือน…เสียงอะไรบางอย่างกำลัง…กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ำ!” ภูผาตอบเสียงหอบ
ทันใดนั้นเอง สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาก็โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเบื้องหน้าของพวกเขา มันมีรูปร่างคล้ายสัตว์ทะเล แต่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นมาหลายเท่า ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำเหลือบเขียววาววับ แสงจันทร์ที่สาดลงมา (ถึงแม้จะริบหรี่) ก็ยังสะท้อนเกล็ดเหล่านั้นจนสว่างวาบ
“นั่นมัน…อะไรน่ะ!” ภูผาอุทานด้วยความหวาดกลัว
“เกล็ดพวกนั้น…” ตะวันฉายพึมพำ “เหมือนกับที่ฉันเจอในซากเรือ!”
สัตว์ร้ายนั้นส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับเสียงฟ้าร้อง แล้วมันก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสองด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
“หลบเร็ว!” ตะวันฉายตะโกน
ทั้งสองพยายามหลบหลีกอย่างสุดชีวิต แต่คลื่นที่ซัดมาก็ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด สัตว์ร้ายนั้นอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นฟันแหลมคมสีขาวราวกับมีดโกน มันพุ่งเข้ามาหมายจะกัดกินพวกเขา
“ฉาย!” ภูผาร้องเสียงหลง
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง ตะวันฉายก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าประหลาดใจ สัตว์ร้ายตัวนั้นมีดวงตาข้างหนึ่งที่ผิดปกติ มันมีสีแดงฉานราวกับเลือด และกำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมา
“ตาข้างนั้น…” ตะวันฉายคิด “เหมือนกับแสงที่ฉันเห็นเมื่อครู่!”
เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณบอกให้เขาพุ่งเข้าหาตาข้างนั้น
“ภูผา! นายต้องช่วยฉัน!” ตะวันฉายตะโกน “หาอะไรมาทิ่มตาข้างนั้น!”
ภูผาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เขาหยิบเศษไม้ที่แข็งแรงขึ้นมาจากซากเรือที่ลอยมาใกล้ๆ แล้วพยายามว่ายเข้าไปประชิด
สัตว์ร้ายนั้นกำลังจะงับตะวันฉาย แต่ในจังหวะสุดท้าย ตะวันฉายก็สามารถหลบหลีกไปได้ แล้วตะโกนบอกภูผา “ตอนนี้แหละ!”
ภูผาใช้แรงเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าประชิดแล้วใช้เศษไม้ที่ถือไว้ ทิ่มเข้าใส่ตาข้างสีแดงฉานของสัตว์ร้ายอย่างแรง
“อ๊ากกกกก!” เสียงร้องโหยหวนของสัตว์ร้ายดังลั่น ราวกับแผ่นดินจะแยกออก มันกระโดดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาข้างนั้นเปื้อนเลือด และแสงสีแดงก็ดับวูบลง
“มัน…มันหนีไปแล้ว!” ภูผาพูดด้วยความโล่งอก
ตะวันฉายรีบว่ายกลับเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว ภูผาก็ตามมาติดๆ ทั้งสองหอบหายใจเหนื่อยหอบ แต่ก็รอดชีวิตมาได้
เมื่อเท้าแตะพื้นหาดทรายที่เปียกชุ่ม ตะวันฉายก็ทรุดตัวลงนั่ง เขายังคงรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจ
“ตะวันฉาย…เมื่อกี้มันคืออะไร?” ภูผาถามเสียงสั่น
“ฉันไม่รู้” ตะวันฉายตอบ “แต่ฉันแน่ใจว่ามันไม่ใช่อะไรที่เราเคยรู้จัก”
เขาหยิบชิ้นส่วนเกล็ดสีดำเหลือบเขียวขึ้นมาดูอีกครั้ง มันยังคงเย็นเฉียบอยู่ในมือ
“สิ่งเหล่านี้…แสงสีแดง…สัตว์ร้ายตัวนั้น…ทั้งหมดนี้มันเชื่อมโยงกัน” ตะวันฉายพูด “เหมือนกับว่า…เราเพิ่งจะก้าวเข้าไปในโลกที่อันตรายยิ่งกว่าที่เราเคยคิด”
คืนนั้น ทั้งสองไม่ได้หลับใหล พวกเขามัวแต่ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความน่าสะพรึงกลัวของสัตว์ร้ายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และความจริงที่ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ชั่วร้ายกำลังคุกคามท้องทะเลอันเงียบสงบ
ตะวันฉายมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านพักที่มองเห็นทะเล เขาเห็นแสงสีแดงจางๆ ส่องวาบขึ้นมาจากใต้น้ำอีกครั้ง แล้วก็หายลับไปในความมืด
“มันยังอยู่…” ตะวันฉายพึมพำ “และฉันคิดว่า…มันกำลังจะกลับมา”
ปริศนาของเพลิงทมิฬใต้สมุทรเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และตะวันฉายก็รู้ดีว่าชีวิตของเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป.

เพลิงทมิฬใต้สมุทร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก