สายลมทะเลยังคงพัดกระหน่ำไม่หยุดหย่อน ราวกับจะพยายามพัดพาตะวันฉายให้กระเด็นออกจากโขดหินที่เขายืนอยู่ แต่ร่างของชายหนุ่มกลับมั่นคงราวกับรากต้นไม้โบราณ แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องเมื่อครู่ บัดนี้เลือนหายไปกับม่านเมฆที่หนาทึบยิ่งกว่าเดิม ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่โอบล้อมเขาไว้ คลื่นทะเลยังคงซัดกระหน่ำไม่หยุดพัก ส่งเสียงคำรามก้องราวกับสัตว์ร้ายใต้สมุทรที่กำลังตื่นจากนิทรา
ตะวันฉายยกมือขึ้นปาดน้ำเค็มที่เกาะพราวอยู่บนใบหน้า ดวงตาคมกริบของเขาสอดส่องไปในความมืดมิด เบื้องหน้าคือผืนน้ำอันไร้จุดสิ้นสุดที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป ความเย็นยะเยือกของสายลมทะลุผ่านเนื้อผ้าบางเบาของเสื้อเชิ้ตที่เขาใส่ ทำให้ร่างกายรู้สึกชาไปทั้งแถบ แต่ความหนาวเย็นภายนอกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกเย็นเยียบที่ก่อตัวขึ้นในใจ
"จะรออะไรอีก..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกจากริมฝีปาก เขาพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าลงจากโขดหิน มุ่งหน้าสู่ผืนน้ำที่บ้าคลั่งนั้นโดยตรง
การก้าวลงสู่ทะเลในยามค่ำคืนที่คลื่นลมแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตะวันฉายกลับทำราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน เขาดำดิ่งลงไปในน้ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ร่างกายของเขาปะทะเข้ากับคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้าใส่ราวกับกำแพงน้ำ แรงกระแทกนั้นทำให้เขาแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แต่สัญชาตญาณนักรบที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตทำให้เขารับมือกับมันได้
เขาว่ายน้ำไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล โดยใช้แสงจันทร์ที่ริบหรี่ลอดผ่านผืนน้ำเป็นเครื่องนำทาง เขาต้องดำลงไปให้ลึกกว่านี้ เพื่อหา "มัน" สิ่งที่เขาตามหามาตลอดหลายปี
เมื่อดำลงไปลึกขึ้น ความมืดมิดก็ยิ่งทวีคูณ แสงสว่างจากเบื้องบนเริ่มเลือนหายไป เหลือเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด เสียงคร่ำครวญของคลื่นทะเลด้านบนก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงน้ำที่ไหลเวียนรอบตัวเขา แรงกดดันของน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปอดของเขาเริ่มบีบรัด แต่เขายังคงกัดฟันสู้
สายตาของตะวันฉายสอดส่องไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เขาเห็นเพียงเงาตะคุ่มของปะการังและสัตว์ทะเลที่แหวกว่ายไปมาในความมืด แต่ยังไม่เห็น "มัน"
จู่ๆ ร่างกายของเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ปะการัง ไม่ใช่หิน และไม่ใช่สัตว์ทะเลทั่วไป มันมีความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านออกมาอย่างประหลาด
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ เงาตะคุ่มนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น มันคือโครงสร้างบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นจากหินและอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะเรืองแสงได้จางๆ ในความมืด
"นี่มัน... อะไรกัน?" เขากระซิบถามตัวเอง
เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสโครงสร้างนั้น มันเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็ง และมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่สื่อสารเข้ามาในสมองของเขา มันไม่ใช่เสียง ไม่ใช่ภาพ แต่เป็นความรู้สึก... ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ความสูญเสีย และความโกรธแค้น
ขณะที่เขากำลังพยายามทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามานั้นเอง จู่ๆ แสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้นรอบๆ ตัวเขา ทำให้เขาต้องรีบหดมือกลับ
แสงสีฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถมองเห็นโครงสร้างตรงหน้าได้อย่างชัดเจน มันคือซากปรักหักพังโบราณ มีลวดลายแกะสลักแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวอักษรที่สลักอยู่บนซากปรักหักพังนั้นดูราวกับอักษรโบราณที่สาบสูญไปนานแล้ว
และเบื้องหน้าของเขา คือประตูหินขนาดมหึมาที่ถูกปิดสนิท ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่ดูเหมือนจะเรืองแสงได้
"นี่มัน..." ตะวันฉายเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวาดระแวง
เขาจำได้ว่าเคยมีตำนานเล่าขานกันปากต่อปากเกี่ยวกับ "วิหารใต้สมุทร" ที่สาบสูญไปพร้อมกับอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง แต่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริง
แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เรืองรองออกมาจากสัญลักษณ์บนประตูหินเริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของประตูหินได้อย่างชัดเจน ตัวอักษรโบราณสลักเป็นลวดลายที่สลับซับซ้อน ดูราวกับมีชีวิต
ทันใดนั้นเอง ประตูหินขนาดมหึมาก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงครืดคราดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
ตะวันฉายรีบถอยห่างออกมา เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังปลุกให้บางสิ่งบางอย่างตื่นขึ้น
"ตูม!"
ประตูหินขนาดมหึมานั้นถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นความมืดมิดที่อยู่เบื้องหลัง ลึกล้ำยิ่งกว่าความมืดมิดของผืนน้ำที่เขาดำอยู่เสียอีก
จากภายในประตูหินนั้น มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวเข้ามา
ร่างเงาสีดำทะมึนค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันมีขนาดใหญ่โตกว่าตะวันฉายหลายเท่า และรูปร่างของมันก็ดูราวกับสัตว์ประหลาดในตำนาน
ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉาน ส่องแสงวาวโรจน์ในความมืด ราวกับถ่านเพลิงที่กำลังลุกโชน
"มาแล้ว..." ตะวันฉายกัดฟันแน่น เขาหยิบอาวุธคู่กายที่ซ่อนไว้ใต้น้ำขึ้นมา มันคือหอกสั้นที่มีปลายแหลมคมซึ่งทำจากวัสดุที่ไม่ทราบชนิด มันสามารถปลดปล่อยพลังงานบางอย่างออกมาได้เมื่ออยู่ในมือของเขา
ร่างเงาสีดำทะมึนนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ มันคือ "ทมิฬ" สัตว์ร้ายในตำนานที่ถูกผนึกไว้ใต้วิหารแห่งนี้
"แก... กล้าดียังไงถึงมาปลุกข้า!" เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าร้องดังมาจากร่างเงาสีดำนั้น
ตะวันฉายไม่ตอบ เขาเตรียมพร้อมที่จะสู้
"ข้าจะฆ่าแก!" เสียงทมิฬดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการพุ่งเข้าใส่ตะวันฉายอย่างรวดเร็ว
ตะวันฉายเบี่ยงตัวหลบการโจมตีอย่างฉิวเฉียด ร่างกายของเขาพลิ้วไหวราวกับปลาในกระแสน้ำ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงลมที่พัดผ่านไปอย่างรุนแรงจากการพุ่งของทมิฬ
"แกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!" ทมิฬคำราม
ตะวันฉายเงื้อหอกในมือพร้อมที่จะตอบโต้ เขาเห็นช่องว่างเพียงเล็กน้อยในการป้องกันของทมิฬ
"แกอาจจะแข็งแกร่ง... แต่แกประมาทเกินไป!"
ตะวันฉายพุ่งเข้าใส่ทมิฬด้วยความเร็วสูง เขาแทงหอกสั้นของเขาเข้าที่สีข้างของทมิฬ
"ฉึก!"
เสียงแหลมคมของหอกทะลุผ่านบางสิ่งที่เหมือนจะเป็นเกราะของทมิฬได้สำเร็จ
ทมิฬร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด มันสะบัดร่างอย่างรุนแรง ทำเอาตะวันฉายกระเด็นไปไกล
"แก... กล้าดียังไง!" ทมิฬตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ตะวันฉายกระแอมไอเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงกระดูกซี่โครงที่อาจจะร้าวจากการกระแทก แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
"ข้ามาเพื่อปิดบัญชี... กับแก!"
ดวงตาสีแดงฉานของทมิฬจ้องเขม็งมาที่ตะวันฉาย ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง
"แกจะเสียใจ... ที่มาขวางทางข้า!"
ทมิฬรวบรวมพลังงานสีดำทะมึนไว้ที่กรงเล็บของมัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ตะวันฉายอีกครั้ง การโจมตีครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายเท่า
ตะวันฉายรู้ดีว่าเขาไม่สามารถรับการโจมตีครั้งนี้ได้ตรงๆ เขาต้องหาทางหลบหนี หรือไม่ก็หาจุดอ่อนของทมิฬให้เจอ
ขณะที่เขากำลังคิดหาทางอยู่นั้นเอง จู่ๆ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยส่องสว่างอยู่บนประตูหินก็ค่อยๆ จางหายไป ทำให้ความมืดมิดกลับคืนมาอีกครั้ง
"อ๊าก!"
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นจากทมิฬ
ตะวันฉายหันไปมอง เขาเห็นว่าแสงสีฟ้าที่จางหายไปนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อทมิฬอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังถูกดูดพลังงานออกไป
"นี่มัน... โอกาสของข้า!"
ตะวันฉายรีบใช้จังหวะนี้พุ่งเข้าใส่ทมิฬอีกครั้ง เขาแทงหอกสั้นของเขาเข้าไปที่จุดเดิมที่เคยแทงไว้
"ฉึก!"
ครั้งนี้ หอกสั้นของเขาทะลุเข้าไปในร่างของทมิฬได้ลึกยิ่งกว่าเดิม
ทมิฬกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดแสน มันพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการพันธนาการของหอกสั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
"แก... จะต้องชดใช้!" ทมิฬพยายามตะโกน แต่เสียงของมันก็เริ่มอ่อนแรงลง
ร่างของทมิฬเริ่มสั่นคลอน แสงสีดำทะมึนที่ห่อหุ้มตัวมันอยู่ก็เริ่มเลือนหายไป เผยให้เห็นร่างที่ผอมแห้งราวกับโครงกระดูก
ตะวันฉายยืนจ้องมองทมิฬด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขาเคยได้ยินเรื่องราวความโหดร้ายของทมิฬมาตลอดชีวิต แต่เมื่อได้เห็นมันในสภาพเช่นนี้ เขากลับรู้สึกถึงความสงสารปนเปไปกับความแค้น
"ถึงเวลา... จบเรื่องนี้แล้ว"
เขาออกแรงดึงหอกสั้นออกมาจากร่างของทมิฬ
"ฉึก!"
เมื่อหอกสั้นถูกดึงออก ร่างของทมิฬก็เริ่มสลายไปกลายเป็นฝุ่นผงสีดำที่ลอยฟุ้งกระจายไปในน้ำ
ไม่นานนัก ร่างของทมิฬก็อันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเงียบสงัด
ตะวันฉายยืนนิ่งอยู่กลางซากปรักหักพังโบราณ เขาถอนหายใจยาว รู้สึกโล่งอกไปพร้อมๆ กับความเหนื่อยล้า
แต่แล้ว เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังที่ที่ทมิฬเคยยืนอยู่
มันคือแท่นบูชาหินขนาดเล็ก ที่มีวัตถุบางอย่างวางอยู่บนนั้น
ตะวันฉายค่อยๆ ว่ายเข้าไปใกล้ วัตถุนั้นคือไข่มุกสีดำเม็ดใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับในความมืด มันมีพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาอย่างทรงพลัง
"นี่มัน... พลังของสมุทรดำ..."
เขาเอื้อมมือไปหยิบไข่มุกสีดำนั้นมาถือไว้ในมือ มันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกถึงพลังงานที่อบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามา
ขณะที่เขากำลังพิจารณาไข่มุกสีดำนั้น จู่ๆ เสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้นในหัวของเขา
"ผิดปกติ! ตรวจจับวัตถุพลังงานสูง!"
เสียงของระบบแจ้งเตือนที่ติดตัวเขามาดังขึ้นอย่างกะทันหัน
"อะไรกัน?"
เขามองไปรอบๆ พยายามหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ทันใดนั้นเอง เขาเห็นเงาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวมาจากมุมมืดของซากปรักหักพัง
มันไม่ใช่ทมิฬ... แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่า
ร่างของมันดูราวกับแมงกะพรุนยักษ์ที่มีหนวดระยางยาวเฟื้อย และหนวดเหล่านั้นกำลังเปล่งแสงสีเขียวเรืองรองออกมา
"อ๊าก!"
เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นจากตะวันฉาย
เงาของสิ่งมีชีวิตยักษ์ตนนั้นกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ พร้อมกับหนวดระยางที่ชี้ตรงมาที่เขา... และไข่มุกสีดำในมือของเขา
ตะวันฉายรู้ดีว่าเขาไม่สามารถสู้กับมันได้ในสภาพนี้ เขาต้องรีบออกจากที่นี่ไปทันที!
เขาหันหลังกลับและรีบว่ายน้ำออกไปจากซากปรักหักพังด้วยความเร็วสูงสุด แต่เสียงลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของหนวดระยางของสิ่งมีชีวิตยักษ์ตนนั้น ก็ดังไล่ตามหลังมาติดๆ...

เพลิงทมิฬใต้สมุทร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก