แสงอรุณสีทองค่อยๆ ทอประกายละมุนละไม อาบไล้ผืนน้ำทะเลที่สงบนิ่งจนคลื่นลูกเล็กๆ ซัดสาดกระทบฝั่งอย่างอ่อนโยน กลิ่นอายเค็มปนสดชื่นของทะเลโชยมาตามลมแผ่วเบา ปลุกให้ตะวันฉายผู้หลับใหลอยู่บนโขดหินริมผาค่อยๆ รู้สึกตัว การพักผ่อนอันแสนสั้นเมื่อคืนนี้มิได้ช่วยให้ความเหนื่อยล้าหายไปหมดสิ้น กลับกัน ความรู้สึกปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูกยังคงกัดกินอยู่ แต่ถึงกระนั้น สัญชาตญาณนักสู้ก็ปลุกเร้าให้เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ บริเวณที่เขามาติดเกาะ
ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว เมฆหมอกที่เคยปกคลุมเมื่อคืนเริ่มสลายตัว เผยให้เห็นความงดงามของท้องทะเลสีครามเข้มที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เบื้องหน้าของเขาคือผืนน้ำอันเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด ส่วนเบื้องหลังคือหน้าผาสูงชันที่เต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาทำให้เห็นรายละเอียดของโขดหินที่เขาเกาะอยู่ มันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถูกกัดเซาะโดยคลื่นลมมานับพันปี มีพืชพรรณทะเลเกาะเกี่ยวอยู่ตามซอกหลืบเล็กๆ
ตะวันฉายสูดลมหายใจลึก กลั้นความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่ไว้ในใจ เขาจำเป็นต้องสำรวจสภาพแวดล้อมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป การอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ทางออก เขาต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้ให้ได้
“ยังคงติดแหง็กอยู่สินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าเล็กน้อยจากการตะโกนเมื่อคืนนี้
เขาค่อยๆ ขยับร่างกายที่ยังระบม ลำดับแรกคือการประเมินสภาพของตนเอง โชคดีที่บาดแผลภายนอกมีเพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยและรอยถลอกจากการกระแทกกับหิน แต่ภายในร่างกายยังคงมีความรู้สึกเมื่อยล้าและอ่อนเพลียสะสมจากการต่อสู้เมื่อคืนและความหนาวเหน็บที่ผ่านมา
“อย่างน้อยก็ยังมีแรงเดิน” เขากล่าวปลอบใจตนเอง
ตะวันฉายเดินสำรวจไปตามแนวโขดหิน พยายามมองหาทางลงสู่ชายหาด หรือจุดที่สามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้ดีกว่านี้ เขาเดินช้าๆ อย่างระมัดระวัง เพราะพื้นผิวที่เหยียบย่ำนั้นเต็มไปด้วยหินแหลมคมและขรุขระ
“ต้องหาแหล่งน้ำจืดให้ได้ก่อน” ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เขาตระหนักดีว่าทรัพยากรน้ำจืดบนเกาะร้างนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ขณะที่เขากำลังก้มลงมองหาอะไรบางอย่างที่อาจเป็นประโยชน์อยู่ตามซอกหิน เสียงบางอย่างก็ดังแว่วมาจากใต้น้ำ เป็นเสียงที่แปลกประหลาด ไม่เหมือนเสียงคลื่น หรือเสียงสัตว์ทะเลทั่วไป
“นั่นอะไรกัน?”
ตะวันฉายชะงัก เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เป็นเสียงคล้ายการกะพริบ หรือการสั่นสะเทือนบางอย่างที่ส่งผ่านผืนน้ำเข้ามา
ด้วยสัญชาตญาณของนักสู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่อาจแฝงอยู่ เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ใช้มือข้างหนึ่งยึดโขดหินไว้แน่นเพื่อทรงตัว สายตาจับจ้องไปที่ผิวน้ำบริเวณที่เขาได้ยินเสียง
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเขาทำให้หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อย บริเวณผิวน้ำที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก กำลังเกิดความปั่นป่วนผิดปกติ คลื่นเล็กๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและหมุนวนเป็นวงกลม ราวกับมีบางสิ่งขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้น้ำ
“ไม่ใช่แค่ปลาแน่ๆ” เขาคิด
ความอยากรู้อยากเห็นผสมผสานกับความระแวง ทำให้ตะวันฉายไม่สามารถละสายตาไปได้ เขาพยายามเพ่งมองเข้าไปในน้ำให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมาก็ยังไม่สามารถทะลุทะลวงความขุ่นของน้ำทะเลได้มากนัก
ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดก็โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเพียงครู่เดียว มันมีลักษณะคล้ายกิ่งไม้ที่บิดเบี้ยว แต่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ผิวมันมีสีเข้มเกือบดำ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายแวววาว และที่ปลายของมันมีหนามแหลมคมหลายอัน
“อะไรกันนั่น?” ตะวันฉายอุทานเสียงเบา
สิ่งมีชีวิตนั้นดำดิ่งลงไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความปั่นป่วนเล็กๆ บนผิวน้ำ
ตะวันฉายพยายามประมวลผลสิ่งที่เขาเห็น สิ่งมีชีวิตดังกล่าวดูแปลกประหลาด ไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ปลา ไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลาน และก็ไม่เหมือนสัตว์ทะเลทั่วไปที่เขาเคยเรียนรู้
“หรือจะเป็นสัตว์ในตำนาน?” เขาครุ่นคิด
เขาตัดสินใจที่จะไม่เสี่ยงเข้าไปใกล้บริเวณนั้น เขาจำเป็นต้องหาเส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ทราบที่มา
ตะวันฉายหันหลังกลับและเดินต่อไปตามแนวโขดหินอีกครั้ง แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยคำถามและความกังวล สิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่มันฝังแน่นอยู่ในความคิด
“เราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวบนเกาะนี้”
ขณะที่เขากำลังคิดเพลินๆ เท้าของเขาก็สะดุดเข้ากับก้อนหินที่ยื่นออกมา ทำให้เสียหลักเซไปด้านข้าง เขาพยายามทรงตัว แต่ก็ไม่ทัน ร่างของเขากำลังจะล้มลงไปในทะเล
“แย่แล้ว!”
แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะกระแทกกับผิวน้ำ มือข้างหนึ่งก็คว้าเข้าที่ข้อมือของเขาไว้แน่น เป็นการคว้าที่แข็งแรงและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
ตะวันฉายหันขวับไปมองด้วยความตกใจ เขามองเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างเพรียวบาง ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกล้าราวกับนักล่า และผิวสีแทนที่บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
“ระวังหน่อยสิ” เสียงของเธอทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ตะวันฉายรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เขาไม่คิดว่าจะมีใครมาอยู่ที่นี่ได้อีก เขาไม่ได้เห็นใครตั้งแต่เรืออับปาง
“คุณ… เป็นใคร?” เขาถามเสียงตะกุกตะกัก
หญิงสาวไม่ตอบคำถาม แต่กลับมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ประเมิน
“คุณมาทำอะไรที่นี่? คุณเป็นพวกเดียวกับพวกมันหรือเปล่า?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกมัน? พวกคุณหมายถึงอะไร?” ตะวันฉายถามด้วยความงุนงง
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นน่า” เธอถอนหายใจ “คนที่พยายามจะขโมย ‘สิ่งนั้น’ ไปน่ะ”
ตะวันฉายยิ่งสับสน เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นกำลังพูดถึง
“ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ผมแค่ติดเกาะอยู่ที่นี่หลังจากเรืออับปาง” เขาอธิบาย
หญิงสาวมองเขาอย่างพิจารณา ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเขา
“เรืออับปาง… คุณแน่ใจหรือ?” เธอเลิกคิ้ว
“แน่ใจสิ ผมเกือบจะตายอยู่แล้วเมื่อคืนนี้” ตะวันฉายตอบอย่างหงุดหงิด
ทันใดนั้น เสียงประหลาดที่เขาได้ยินเมื่อครู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังใกล้เข้ามากว่าเดิม หญิงสาวเงี่ยหูฟัง สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดทันที
“แย่แล้ว พวกมันมาแล้ว” เธอพูดเสียงเบา “คุณตามมา”
เธอออกแรงดึงตะวันฉายให้ตามเธอไปอย่างรวดเร็ว ตะวันฉายเองก็รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาไม่ลังเลที่จะตามหญิงสาวไป
เธอพาวิ่งไปตามแนวโขดหินที่ตะวันฉายเพิ่งจะเดินมา เมื่อสักครู่มีร่องน้ำเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะนำไปสู่โพรงถ้ำ เมื่อมาถึงปากโพรงถ้ำ เธอหยุดชะงัก และผายมือเชิญให้ตะวันฉายเข้าไปก่อน
“รีบเข้าไป!”
ตะวันฉายมองเข้าไปในโพรงถ้ำ มันมืดมิดและดูจะลึกเข้าไปข้างใน เขาลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวและความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ของเธอ เขาก็ยอมทำตาม
เมื่อตะวันฉายก้าวเข้าไปในโพรงถ้ำได้ไม่นาน หญิงสาวก็รีบตามเข้ามาและใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ ปิดปากโพรงถ้ำจนสนิท เหลือเพียงช่องเล็กๆ พอให้แสงลอดเข้ามาได้
ภายในโพรงถ้ำนั้นเย็นยะเยือกและอับชื้น มีกลิ่นดินและสาหร่ายทะเลปะปนกันไป ตะวันฉายหันไปมองหญิงสาวที่นั่งพิงผนังถ้ำ ใบหน้าของเธอซีดเผือดเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เมื่อกี้… เสียงอะไร?” ตะวันฉายถาม
“เป็นสิ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลแถวนี้” หญิงสาวตอบเสียงเครียด “พวกมันอันตรายมาก และไม่เป็นมิตรกับมนุษย์”
“แล้ว… ‘พวกมัน’ ที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้ล่ะครับ? หมายถึงสิ่งมีชีวิตพวกนั้น?”
“ใช่” เธอพยักหน้า “มันเป็นกลุ่มเดียวกัน พวกมันกำลังตามหา ‘บางสิ่ง’ และใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ ‘สิ่งนั้น’ ก็จะตกอยู่ในอันตราย”
“ผมยังไม่เข้าใจเลยครับ คุณหมายถึง ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร? แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา?” ตะวันฉายซักถาม
หญิงสาวมองเขาอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธออ่อนลงเล็กน้อย
“ชื่อของฉันคือ ‘นที’ ฉันอยู่ที่นี่มานานแล้ว ฉันเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกคำพูด “และฉันเห็นว่าคุณไม่ใช่คนที่จะมาทำร้ายใคร คุณดูเหนื่อยล้าและสับสน”
“ผมชื่อตะวันฉาย ยินดีที่ได้รู้จักครับ นที” ตะวันฉายกล่าว “แล้วคุณอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้วครับ?”
“นานพอที่จะรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในทะเลแถบนี้” นทีตอบอย่างเรียบง่าย “และนานพอที่จะรู้ว่า ‘พวกนั้น’ กำลังจะมา”
เสียงกะพริบที่ดังมาจากนอกโพรงถ้ำดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นกำลังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ พวกมันกำลังออกล่า
ตะวันฉายรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น เขาเหลือบมองไปที่ช่องเล็กๆ ที่พอจะมองเห็นแสงภายนอกได้ แสงนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเข้มขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวสูงขึ้นบนท้องฟ้า
“คุณคิดว่าพวกมันจะหาเราเจอไหม?” ตะวันฉายถามด้วยความเป็นห่วง
“ถ้าพวกมันได้กลิ่นคุณ… อาจจะ” นทีตอบเสียงเย็น “พวกมันมีสัมผัสที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมมาก”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
นทีเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังความมืดเบื้องหน้า ราวกับกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
“เราต้องหาทางหนีออกไปจากที่นี่… ก่อนที่ ‘พวกนั้น’ จะรู้ว่าเราซ่อนตัวอยู่ที่ไหน” เธอพูดพลางลุกขึ้นยืน “และบางที… คุณอาจจะช่วยฉันได้”
ตะวันฉายมองนทีอย่างตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าเขาจะสามารถช่วยเหลืออะไรหญิงสาวคนนี้ได้บ้าง แต่เขารู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในตัวเธอ
“ผมพร้อมเสมอ” เขาตอบ
เสียงประหลาดนอกโพรงถ้ำเริ่มดังถี่ขึ้น ราวกับว่าพวกมันกำลังค้นหาอย่างบ้าคลั่ง แสงสว่างที่ลอดเข้ามาเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ
ตะวันฉายรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้จักนี้ จะเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา.

เพลิงทมิฬใต้สมุทร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก