คลื่นซัดสาดเข้ามากระทบฝั่งเป็นระลอก สาดน้ำเย็นเฉียบให้ชโลมไล้เรือนร่างของตะวันฉายที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ท่ามกลางแสงสนธยาที่กำลังจะลับขอบฟ้า สีส้มอมแดงของดวงอาทิตย์ทอประกายระยิบระยับบนผิวน้ำ สะท้อนภาพเงาของเขาที่ทาบทอดยาวเหยียดไปบนหาดทราย กลิ่นเหม็นเน่าที่เคยทำร้ายทุกประสาทสัมผัส ตอนนี้เจือจางลงจนแทบไม่รู้สึก ถึงแม้จะยังคงมีร่องรอยหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขั้นจะทำให้เขาเสียขวัญได้อีกต่อไป
เขาก้าวลงจากโขดหินที่ยืนอยู่ มองสำรวจไปรอบๆ สภาพแวดล้อมที่เคยปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบและกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียน บัดนี้กลับกระจ่างใสขึ้นเรื่อยๆ น้ำทะเลที่เคยขุ่นมัวราวกับมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่มากมาย บัดนี้ก็เริ่มเผยให้เห็นความใสสะอาดอีกครั้ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นใสแจ๋ว แต่ก็เพียงพอให้มองเห็นก้อนกรวดและเศษปะการังที่กระจัดกระจายอยู่ใต้ผิวน้ำ
“มันหายไปไหนหมด” ตะวันฉายพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า แต่แฝงไปด้วยความสงสัย เขาพยายามรวบรวมสติ สูดลมหายใจลึกๆ พยายามขจัดความเหนื่อยล้าและภาพหลอนจากเหตุการณ์เมื่อครู่ทิ้งไป
ความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาประสบพบเจอมาอย่างสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่เขามั่นใจว่าได้เห็นกับตาตนเอง ได้ยินเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว ได้กลิ่นเหม็นเน่าอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ได้รับรู้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมา ราวกับว่ามันคือฝันร้ายที่กำลังจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น แต่วินาทีนี้ สิ่งเหล่านั้นกลับเลือนหายไป เหลือเพียงแต่ความเงียบสงัดของท้องทะเลและหาดทราย
เขาเดินลุยน้ำทะเลไปเรื่อยๆ เท้าสัมผัสได้ถึงเม็ดทรายนุ่มๆ และคลื่นเย็นที่ซัดเข้ามาถึงหน้าแข้ง เขามองหาเบาะแสบางอย่าง ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตปริศนานั้น แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ราวกับว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงเขา
“ตะวันฉาย!”
เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ตะวันฉายหันกลับไปมอง ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขา บนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันเห็นคุณยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานมาก” หญิงสาวพูดหอบๆ เธอคือ ‘น้ำใส’ สมาชิกในทีมสำรวจที่หายตัวไปก่อนหน้านี้
“ฉันไม่เป็นไร น้ำใส เธอหายไปไหนมา” ตะวันฉายถาม พยายามเก็บอาการตกใจเอาไว้
“ฉัน… ฉันหลงทางค่ะ พอดีตอนสำรวจถ้ำใต้น้ำ แล้วเกิดน้ำวนพัดพาฉันออกไปไกลมาก พยายามหาทางกลับอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอฝั่ง” น้ำใสอธิบาย พลางกวาดตามองไปรอบๆ “ทำไมที่นี่ถึงดูเงียบเหงาผิดปกติ แล้วกลิ่นอะไรก็ไม่รู้… จางๆ”
ตะวันฉายไม่ได้ตอบคำถามของน้ำใสในทันที เขาหรี่ตามองสำรวจใบหน้าและสภาพของเธออีกครั้ง ชุดดำน้ำของเธอเปียกปอน มีรอยถลอกเล็กน้อยตามแขนและขา แต่โดยรวมแล้วดูปกติดี
“น้ำใส เธอเห็นอะไรบ้างตอนที่หลงทาง” ตะวันฉายถาม เสียงของเขายังคงมีความกังวลแฝงอยู่
“ก็… ก็มีแค่ทะเล ปกติค่ะ ฉันว่ายน้ำตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ จนเจอเกาะนี้ ฉันพยายามหาคนอื่นแล้วนะ แต่ก็ไม่เจอใครเลย” น้ำใสตอบ ใบหน้าของเธอฉายแววสับสน
ตะวันฉายพยักหน้าช้าๆ ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในใจ ภาพที่เขาเห็นมันชัดเจนมากเกินไปที่จะเป็นเพียงภาพหลอน หรือความเหนื่อยล้า มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป ความรู้สึกราวกับถูกเล่นตลกมันรุนแรงเหลือเกิน
“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ตอนนี้เราเจอกันแล้ว เราต้องหาทางกลับไปหาคนอื่นๆ” ตะวันฉายพูด เสียงของเขากลับมาหนักแน่นอีกครั้ง เขาพยายามสะบัดความคิดที่วนเวียนอยู่กับสิ่งมีชีวิตปริศนาออกไปก่อน
“แต่… เราจะกลับไปทางไหนคะ” น้ำใสถามอย่างกังวล
“เราต้องหาจุดที่สามารถติดต่อกับเรือได้” ตะวันฉายตอบ เขามองไปยังทิศทางที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า “ดูเหมือนว่าเราจะต้องพักค้างคืนที่นี่ก่อน”
ทั้งสองคนช่วยกันสำรวจบริเวณรอบๆ เพื่อหาที่พักที่เหมาะสม และรวบรวมสิ่งที่พอจะใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับก่อไฟได้ ตะวันฉายแอบสังเกตปฏิกิริยาของน้ำใสอย่างใกล้ชิด เธอไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว หรือตกใจกับสภาพแวดล้อมผิดปกติใดๆ เป็นเพียงความกังวลตามปกติของคนที่หลงทาง
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ตะวันฉายก็ก่อกองไฟขึ้น ความอบอุ่นจากเปลวเพลิงช่วยไล่ความหนาวเย็นและความรู้สึกอ้างว้างได้บ้าง
“ตะวันฉาย” น้ำใสเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งอยู่ริมกองไฟ “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่นี่”
ตะวันฉายหันไปมอง “เรื่องเล่าอะไร”
“มีคนเคยบอกว่า เกาะแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของ ‘เพลิงทมิฬ’ สัตว์ทะเลในตำนาน ว่ากันว่ามันจะปรากฏตัวขึ้นเฉพาะในยามที่น้ำทะเลผิดปกติ และมันจะนำพาหายนะมาสู่ผู้ที่พบเห็น” น้ำใสเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเธอฉายแววหวาดหวั่น
ตะวันฉายเงียบไป เขาไม่ได้แปลกใจกับเรื่องเล่านี้เลยสักนิด เพราะสิ่งที่เขาเห็นและรู้สึกเมื่อครู่มันเกินกว่าคำว่า ‘ปกติ’
“แล้ว… มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ” น้ำใสถาม
ตะวันฉายถอนหายใจยาว “ฉันไม่รู้แน่ชัด แต่วันนี้ฉันเจออะไรบางอย่างที่อธิบายได้ยากจริงๆ”
“คุณ… เห็นมันหรือคะ” น้ำใสถามเสียงสั่น
“ไม่เชิง เห็น แต่รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่รุนแรงมาก” ตะวันฉายตอบ “และกลิ่นนั่น…”
“ใช่ค่ะ ฉันก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกๆ ตอนที่ฉันกำลังว่ายน้ำกลับมา” น้ำใสเสริม “แต่พอเข้ามาใกล้ฝั่ง กลิ่นก็จางลงไป”
ทั้งสองคนนั่งเงียบไปพักหนึ่ง ปล่อยให้เสียงคลื่นและเสียงลมเป็นเพลงประกอบในความมืด ตะวันฉายพยายามประมวลผลทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง และภาพที่เห็นก็ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
“ตะวันฉายคะ” น้ำใสเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ฉัน… ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเฝ้ามองเราอยู่”
คำพูดของน้ำใสทำให้ตะวันฉายเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ความมืดสนิทของยามค่ำคืนปกคลุมไปทั่วผืนป่า แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่
“คุณรู้สึกเหมือนกันหรือ” ตะวันฉายถาม
“ค่ะ เหมือนมีสายตาเย็นเยียบกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา” น้ำใสตอบ เสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ตะวันฉายลุกขึ้นยืน เขาหยิบมีดประจำตัวขึ้นมาถือไว้แน่น สายตาของเขากวาดมองไปในความมืดรอบๆ เสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นตัว
“อย่ากลัว” ตะวันฉายพูดปลอบ “ฉันจะอยู่ตรงนี้”
ทันใดนั้นเอง เสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านหลัง น้ำใสสะดุ้งเฮือก แต่ตะวันฉายกลับนิ่งสงบ เขาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
“ใครอยู่ตรงนั้น!” ตะวันฉายตะโกนเสียงดัง
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ที่เสียดสีกัน แต่แล้ว…
แสงไฟสลัวๆ สองดวงก็ปรากฏขึ้นจากความมืด ดวงตาคู่นั้นเรืองแสงสีเขียวมรกตจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างไม่กระพริบ
“ตะวันฉาย… นั่นมัน…” น้ำใสอุทานด้วยความตกใจ
ตะวันฉายรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่สัตว์ธรรมดา แต่มันคือบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นมาก
“ถอยไปน้ำใส!” ตะวันฉายออกคำสั่ง เสียงของเขาเฉียบขาด
เขาเตรียมที่จะเข้าต่อสู้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร แสงไฟสลัวๆ สองดวงนั้นก็หายวับไปในพริบตา ราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง และเสียงลมที่พัดโชย
“มันไปแล้ว” ตะวันฉายพึมพำ เขาปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้
“นั่นมันคืออะไรคะ” น้ำใสถาม เสียงสั่นเครือ
“ฉันไม่แน่ใจ” ตะวันฉายตอบ “แต่มันไม่ใช่ธรรมดาแน่ๆ”
เขาหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง พยายามหาเบาะแส แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ความรู้สึกว่าถูกจับตามองยังคงอยู่ แต่ก็จางลงไปแล้ว
“เราต้องระวังตัวให้มากกว่านี้” ตะวันฉายกล่าว “ฉันว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนเกาะแห่งนี้”
เขาตัดสินใจที่จะไม่เล่าเรื่องที่เขาเผชิญเมื่อช่วงบ่ายให้กับน้ำใสฟังในตอนนี้ เพราะมันอาจจะทำให้เธอตกใจเกินไป สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการหาทางกลับไปหาคนอื่นๆ และเอาชีวิตรอดจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้
เมื่อแสงไฟกองไฟเริ่มอ่อนลง ตะวันฉายก็ผล็อยหลับไป แต่ในห้วงนิทรา เขาก็ยังคงเห็นภาพของแสงไฟสีเขียวมรกตคู่นั้นวนเวียนอยู่ ราวกับว่ามันกำลังจะกลับมา…
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของเกาะ แสงสว่างสีฟ้าอ่อนๆ กำลังสาดส่องออกมาจากใต้ผืนน้ำ ปริศนาแห่งเพลิงทมิฬใต้สมุทร กำลังจะเปิดเผยความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม.

เพลิงทมิฬใต้สมุทร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก