ผืนน้ำสีครามเข้มภายใต้แสงจันทร์สะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับมีเพชรพลอยนับล้านเม็ดลอยระยิบอยู่เบื้องหน้า ตะวันฉายยืนนิ่งอยู่ที่ริมหาดทรายสีหม่น ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังผืนน้ำเบื้องหน้า ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในส่วนลึกอันดำมืดนั้น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งอย่างแผ่วเบา เป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นในความเงียบงันของค่ำคืน เสียงนั้นสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเธอ เป็นเสียงที่ชวนให้นึกถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง
“พร้อมนะ ตะวันฉาย” เสียงทุ้มของนาวา ดังขึ้นข้างกาย แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่คุ้นเคย ตะวันฉายหันไปมองนาวา ดวงตาของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยว “พร้อมเสมอค่ะ” เธอตอบกลับ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของลมทะเลที่พัดผ่านใบหน้า
อีกไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็จะต้องดำดิ่งลงสู่มหานครใต้สมุทรที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้เกาะร้างแห่งนี้ ที่ซึ่ง “เพลิงทมิฬ” อาวุธโบราณอันทรงพลังของเผ่ามนุษย์เงือก กำลังรอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาไม่รู้ว่าใครจะไปถึงก่อนกัน ระหว่างพวกเขา ผู้พิทักษ์แห่งผืนดิน และกลุ่มของ ‘เงา’ ผู้ปรารถนาจะครอบครองเพลิงทมิฬเพื่อเป้าหมายอันมืดมิด
“ข้ายังคงเป็นห่วงเรื่อง ‘เงา’ อยู่ดี” นาวาเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้ามืดมิด “พวกมันรู้เรื่องเกาะนี้มาก่อนเรา และมีจำนวนไม่น้อย”
“เราก็มีพวกเรา” ตะวันฉายตอบ ยื่นมือไปแตะที่แขนของนาวาเบาๆ “เราจะไม่ยอมให้เพลิงทมิฬตกไปอยู่ในมือของคนชั่วเด็ดขาด”
เสียงกระซิบจากลมทะเลราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวโบราณที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ผืนทราย นานาจิตใจของทุกคนที่อยู่บนเกาะนี้กำลังถูกทดสอบ ความหวังและอันตรายถักทอเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
“ถึงเวลาแล้ว” นาวาพูดพลางสวมหน้ากากดำน้ำ
ตะวันฉายพยักหน้า เธอสวมหน้ากากดำน้ำของตนเอง รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่สัมผัสกับผิวหนัง การดำน้ำในครั้งนี้ไม่ใช่การผจญภัยธรรมดา แต่เป็นการแข่งกับเวลา และการต่อสู้กับอำนาจมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ทั้งสองคนก้าวลงสู่ผืนน้ำที่เย็นเฉียบ ร่างกายของพวกเขาค่อยๆ จมดิ่งลงไปในความมืดมิด แสงจันทร์ที่เคยส่องสว่างอยู่เบื้องบนค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความมืดที่ถูกบดบังด้วยเงาของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบกับปากทางเข้าสู่มหานครใต้สมุทรที่ซ่อนตัวอยู่ ปากทางนั้นดูราวกับปากของสัตว์ทะเลยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้ามา มันถูกปกคลุมด้วยสาหร่ายทะเลหนาทึบและปะการังหลากสีสัน แต่ภายใต้ความงดงามนั้น ซ่อนเร้นไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง
ทันทีที่ก้าวผ่านปากทางเข้าไป บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงเรืองรองสีฟ้าอมเขียวที่มาจากผลึกเรืองแสงที่ประดับประดาอยู่ทั่วบริเวณ กำแพงหินขนาดยักษ์ที่สลักเสลาเป็นลวดลายโบราณโอบล้อมพวกเขาไว้ ราวกับกำลังเดินอยู่ภายในวิหารใต้บาดาล
“สวยงามอย่างน่ากลัว” ตะวันฉายพึมพำ
“นี่คืออาณาจักรของมนุษย์เงือก” นาวากล่าวเสริม “อาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง และกำลังจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง”
ขณะที่พวกเขากำลังตื่นตาตื่นใจกับความงามของเมืองใต้สมุทร เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังทำให้พวกเขาหันขวับไปมอง
“พวกเจ้ามาช้ากว่าข้าเสียอีก” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นมาจากกลุ่มของ ‘เงา’ ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน พวกมันสวมชุดสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับความมืด มีเพียงดวงตาคู่คมที่สะท้อนแสงเรืองรองอยู่เท่านั้น
หัวหน้ากลุ่มของ ‘เงา’ ซึ่งมีใบหน้าคมเข้มและแววตาอาฆาต เดินเข้ามาประชิด
“เจ้าคือ… ‘ราล์ฟ’?” นาวาเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ถูกต้อง” ราล์ฟตอบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก “ข้าคือผู้ที่จะนำเพลิงทมิฬกลับคืนสู่อาณาจักรที่แท้จริงของมัน”
“อาณาจักรที่แท้จริงของมันไม่ใช่ที่สำหรับพวกเจ้า!” ตะวันฉายสวนกลับอย่างไม่ลังเล
“โอ้… เด็กน้อยผู้ไม่รู้อะไร” ราล์ฟหัวเราะเบาๆ “เจ้าคิดว่าการปกป้องคือการปิดบังงั้นหรือ? เพลิงทมิฬคือพลังอำนาจ! มันควรจะถูกนำมาใช้เพื่อความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ถูกฝังกลบไว้เฉยๆ”
“ความยิ่งใหญ่ของเจ้ามันคือการทำลายล้าง!” นาวากล่าว
การปะทะคารมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป จากความสงบเงียบกลายเป็นความตึงเครียดราวกับเส้นเชือกที่กำลังจะขาดสะบั้น
“พอได้แล้ว!” ราล์ฟตะโกน “อย่าเสียเวลาอีกเลย ข้าจะไปเอาเพลิงทมิฬ ถ้าเจ้าอยากจะตามมา… ก็ตามมาได้เลย”
พูดจบ ราล์ฟก็หมุนตัว และนำพรรคพวก ‘เงา’ ของตนเองพุ่งทะยานเข้าไปในทางเดินที่มืดมิดกว่าเดิม ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังสะท้อนก้อง
“เราต้องตามไป” ตะวันฉายกล่าวเสียงเครียด
“แน่นอน” นาวาตอบ
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าตาม ‘เงา’ เข้าไปในทางเดินนั้น ทางเดินนั้นค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ และยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ แสงสว่างจากผลึกเรืองแสงก็ยิ่งลดน้อยลง ความมืดมิดเข้าปกคลุม พวกเขาต้องอาศัยการมองเห็นในที่แสงน้อยและความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใต้ทะเล
ทันใดนั้นเอง เสียงปะทะอันดังสนั่นก็ดังขึ้นมาจากเบื้องหน้า เสียงนั้นดังราวกับภูเขาไฟระเบิด และแสงไฟสีแดงฉานก็สาดส่องเข้ามาในความมืด
“เกิดอะไรขึ้น?” ตะวันฉายถาม
“ดูเหมือนว่า ‘เงา’ จะไม่ใช่มนุษย์เงือกเพียงเผ่าเดียวที่อาศัยอยู่ในที่นี่” นาวากล่าว “และดูเหมือนว่าพวกเขาจะกำลังต่อสู้กันเอง”
พวกเขาก้าวออกไปจากทางเดินแคบๆ และพบกับภาพที่น่าตื่นตะลึง เบื้องหน้าคือโถงขนาดมหึมา ที่ซึ่งใจกลางของโถงนั้น มีแท่นบูชาก่อด้วยหินสีดำตั้งตระหง่านอยู่ และบนแท่นบูชานั้น มีเปลวเพลิงสีฟ้าอมม่วงที่ลุกโชนอยู่ มันไม่ใช่เปลวไฟธรรมดา แต่เป็นเปลวไฟที่ดูราวกับมีชีวิต
รอบๆ แท่นบูชานั้น กำลังมีการต่อสู้ที่ดุเดือดเกิดขึ้น กลุ่มของ ‘เงา’ ที่นำโดยราล์ฟ กำลังต่อสู้กับกลุ่มของมนุษย์เงือกที่ดูราวกับเป็นผู้พิทักษ์แห่งสถานที่แห่งนี้ พวกมันมีลักษณะที่แตกต่างจาก ‘เงา’ โดยสิ้นเชิง พวกมันมีเกล็ดสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายเรืองรอง ดวงตาของพวกมันสีทอง และครีบที่หลังและแขนดูแข็งแกร่ง
“นั่นคือ ‘เผ่าพันธุ์แห่งอัญมณี’!” นาวาอุทาน “พวกเขาคือผู้พิทักษ์ดั้งเดิมของเพลิงทมิฬ!”
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด เสียงหอกและกระบองกระทบกัน เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด และเสียงคำรามของสัตว์ทะเลที่ถูกเรียกมาช่วยในการต่อสู้ ดังระงมไปทั่วโถง
‘เงา’ ของราล์ฟดูเหมือนจะได้เปรียบกว่าเล็กน้อย ด้วยจำนวนที่มากกว่า และความก้าวร้าวในการโจมตี แต่ ‘เผ่าพันธุ์แห่งอัญมณี’ ก็ต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ด้วยทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่า และการใช้พลังธรรมชาติที่ซ่อนเร้น
“เราต้องเข้าไปช่วย!” ตะวันฉายพูด
“เดี๋ยวก่อน” นาวาห้ามไว้ “ดูนั่น”
เขาชี้ไปยังกลางของกลุ่ม ‘เผ่าพันธุ์แห่งอัญมณี’ ที่กำลังต่อสู้ มีร่างของชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ร่างนั้นสวมชุดเกราะสีเงินวาววับ และถือดาบเล่มใหญ่ที่เปล่งประกายสีทองออกมา ดาบเล่มนั้นดูราวกับถูกหล่อหลอมมาจากดวงอาทิตย์
“ท่านคือ… ‘เจ้าชายปฐพี’?” นาวาเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
ตะวันฉายเบิกตากว้าง เธอจำชายคนนั้นได้ทันที เขาคือคนที่เธอเคยเห็นในภาพวาดโบราณ เขาคือเจ้าชายผู้กล้าหาญ ผู้ซึ่งเคยปกป้องเผ่าพันธุ์ของตนเองจากภัยพิบัติ
“เขาคือผู้ที่จะหยุดยั้งราล์ฟได้” นาวากล่าว “แต่เขาเองก็กำลังต่อสู้อย่างหนัก”
ทันใดนั้นเอง ราล์ฟก็สามารถเอาชนะนักรบ ‘เผ่าพันธุ์แห่งอัญมณี’ คนหนึ่งได้ และกำลังจะพุ่งตรงไปยังแท่นบูชาที่มีเพลิงทมิฬอยู่
“เจ้าชายปฐพี!” ตะวันฉายตะโกนเรียก
เจ้าชายปฐพีหันมามอง เห็นตะวันฉายและนาวาที่เพิ่งเข้ามาถึง โอกาสที่พวก ‘เงา’ จะเข้าถึงเพลิงทมิฬใกล้เข้ามาทุกที
“เราต้องจัดการราล์ฟก่อน” นาวากล่าว “มิฉะนั้นทุกอย่างจะสายเกินไป”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้เคลื่อนไหว ร่างของราล์ฟก็ทะยานขึ้นไปบนแท่นบูชาอย่างรวดเร็ว มือของเขากำลังจะเอื้อมไปคว้าเพลิงทมิฬ
“ไม่!” ตะวันฉายตะโกนสุดเสียง
จู่ๆ โถงทั้งโถงก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เปลวเพลิงสีฟ้าอมม่วงบนแท่นบูชาก็เริ่มลุกโชนสูงขึ้น และมีแสงสว่างวาบออกมาอย่างรุนแรง
“เกิดอะไรขึ้น?” ราล์ฟถามด้วยความตกใจ
“มันกำลังจะปลดปล่อยพลัง!” เจ้าชายปฐพีตะโกน
ก่อนที่ใครจะทันได้ทำอะไร ร่างของราล์ฟก็ถูกคลื่นพลังงานอันมหาศาลซัดกระเด็นกระแทกเข้ากับกำแพงหินจนสลบไป
แต่เปลวเพลิงทมิฬกลับไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันเริ่มหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อมๆ กลางโถง และดูดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเข้าไป
“หนีเร็ว!” เจ้าชายปฐพีตะโกน
ตะวันฉายและนาวาพยายามจะถอยหนี แต่กระแสน้ำที่เกิดจากพายุหมุนใต้สมุทรนั้นรุนแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะต้านทานได้ พวกเขาถูกดูดเข้าไปใกล้กับพายุหมุนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่ความมืดค่อยๆ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปนั้น ตะวันฉายมองเห็นใบหน้าอันตึงเครียดของนาวา ที่กำลังพยายามจะคว้าแขนของเธอไว้
“ตะวันฉาย!” เสียงของนาวาขาดหายไปในกระแสลมและน้ำที่บ้าคลั่ง
ดวงตาของตะวันฉายเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท…

เพลิงทมิฬใต้สมุทร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก