สายฝนที่เคยสาดซัดอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ บัดนี้ได้อ่อนกำลังลง กลายเป็นเพียงละอองละเอียดที่โปรยปราย ชโลมพื้นดินให้เปียกชื้น กลิ่นดินและใบไม้ลอยกรุ่นมาตามลม ยามนี้รัตติกาลยังคงปกคลุมพระราชวังต้าถังอย่างมิดชิด ดวงจันทร์ที่เคยส่องสว่างราวกับถูกเมฆหมอกกลืนกินไปเสียสิ้น
องค์ชายหลี่หมิง หรือ "ฉาง" ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางละอองฝนเย็นเยียบ มือข้างหนึ่งยังคงกำแน่นราวกับจะบีบให้ทุกสิ่งแตกสลาย ความร้อนระอุในใจของเขาไม่ได้ลดลงตามอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกภายนอก ยิ่งเมื่อนึกถึงคำพูดของนางสนมหลิน ยิ่งทำให้คลื่นอารมณ์ปั่นป่วน
“พระองค์แน่ใจหรือพะย่ะค่ะ ว่าจะทรงเชื่อคำพูดของนางสนมไร้ค่าผู้นั้น” เสียงกระซิบแหบพร่าของเซียวเฉิงเลขาคนสนิทดังขึ้น ชวนให้หลี่หมิงถอนความคิดกลับมา
หลี่หมิงหลับตาลง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว “ข้าไม่ได้เชื่อทุกคำที่นางพูด เซียวเฉิง แต่ข้าสัมผัสได้ถึงความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น”
“แต่ว่า…” เซียวเฉิงเกือบจะทักท้วง หากแต่สายตาของหลี่หมิงก็ปราดขึ้นมาทันที
“ข้ารู้ว่าการกระทำของนางสนมหลินนั้นดูไร้เหตุผล ทว่าการที่นางยอมเสี่ยงเปิดเผยเรื่องราวนี้ ย่อมมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น” หลี่หมิงเดินไปหยิบผ้าคลุมสีดำสนิทมาสวมทับ “ยิ่งเมื่อเทียบกับท่าทีของนางสนมเหมยที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ”
เซียวเฉิงเงียบงัน เขาเข้าใจดีว่าองค์ชายของตนนั้นเฉลียวฉลาดเพียงใด และยามที่หลี่หมิงตั้งข้อสงสัยเมื่อใด ก็มักจะมีเงื่อนงำที่ซับซ้อนซ่อนอยู่เสมอ
“เราจะทำสิ่งใดต่อไปพะย่ะค่ะ” เซียวเฉิงเอ่ยถาม
“เราจะไปที่ตำหนักของนางสนมหลิน” หลี่หมิงกล่าวพลางเดินนำออกไป “ยามนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่จะเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุด”
ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางเดินใต้เงาไม้ แสงตะเกียงที่จุดตามทางเดินให้แสงสลัวๆ พอให้มองเห็นทาง แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างเงาประหลาดที่เต้นระบำไปมาตามแรงลม เซียวเฉิงปลดอาวุธที่ซ่อนไว้ในเสื้อผ้าออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะป้องกันองค์ชายหากมีภัยมาเยือน
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักของนางสนมหลิน ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาภายนอก หลี่หมิงส่งสัญญาณให้เซียวเฉิงรออยู่ด้านนอก เขาค่อยๆ เขย่งปลายเท้า ย่องไปที่ประตูตำหนัก มือเรียวยาวกดลงบนบานประตูไม้ที่เย็นเฉียบ
“นางสนมหลิน” เขาเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินภายใน “ข้าเอง องค์ชายหลี่หมิง”
ครู่หนึ่งผ่านไป ประตูตำหนักก็ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นร่างบางของนางสนมหลินที่ยืนรออยู่ ดวงตาของนางฉายแววเหนื่อยอ่อน แต่ก็มีความมุ่งมั่นฉายชัด
“ถวายพระพรองค์ชาย” นางก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิด” หลี่หมิงก้าวเข้าไปในตำหนักทันที “ข้าต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม”
ภายในตำหนักจัดวางอย่างเรียบง่าย ทว่าสะอาดสะอ้าน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอมลอยกรุ่น หลี่หมิงมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมาหานางสนมหลิน
“เจ้ากล่าวว่า มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง” หลี่หมิงเริ่มบทสนทนา “และผู้ชักใยผู้นั้น คือผู้ที่กำลังจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงนี้”
นางสนมหลินถอนหายใจแผ่วเบา “พะย่ะค่ะ องค์ชาย”
“ใครคือผู้นั้น” หลี่หมิงถามตรงๆ
นางสนมหลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น “คือ… องค์ชายองค์หนึ่งที่ทรงมีพระนามว่า ‘หลี่เฟิง’ พะย่ะค่ะ”
หลี่หมิงขมวดคิ้ว “หลี่เฟิง? องค์ชายรอง?”
“ใช่พะย่ะค่ะ” นางสนมหลินพยักหน้า “องค์ชายหลี่เฟิงทรงเป็นพระอนุชาลำดับที่สองของฝ่าบาท ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ทรงได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี ทว่า… พระองค์ทรงมีพระทัยที่ทะเยอทะยานเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด”
“เจ้ามีหลักฐานอันใดมายืนยันเรื่องนี้” หลี่หมิงถามเสียงเฉียบ
“ข้า… ข้าบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างองค์ชายหลี่เฟิง กับขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง” นางสนมหลินกล่าว “ตอนนั้นข้ากำลังไปทูลลาเสด็จอธิบดีกรมวัง แต่ได้ยินเสียงดังมาจากห้องข้างๆ ข้าจึงแอบฟัง”
“และสิ่งที่เจ้าได้ยินคือสิ่งใด”
“องค์ชายหลี่เฟิงทรงกล่าวถึง ‘แผนการที่กำลังจะสำเร็จ’ และการ ‘กำจัดเสี้ยนหนาม’ หากข้าจำไม่ผิด เสี้ยนหนามที่พระองค์ทรงกล่าวถึง คือ… องค์ชาย… องค์ชาย… องค์ชายรัชทายาทพะย่ะค่ะ”
คำพูดนั้นทำเอาหลี่หมิงถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง องค์ชายรัชทายาท? ความหมายนั้นชัดเจนเกินกว่าจะตีความผิดเพี้ยน
“แล้ว… แล้วเรื่องที่ข้าถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ลอบวางยาพิษล่ะ?” หลี่หมิงถามต่อ
“เรื่องนั้น… ข้าเชื่อว่า เป็นฝีมือขององค์ชายหลี่เฟิงเช่นกันพะย่ะค่ะ” นางสนมหลินกล่าว “ทรงต้องการสร้างความร้าวฉานระหว่างพระองค์กับฝ่าบาท และต้องการกำจัดองค์ชายรัชทายาทไปพร้อมๆ กัน”
“แต่ทำไมนางสนมเหมยถึง…?” หลี่หมิงเริ่มสงสัย
“นางสนมเหมย… นางสนมเหมยถูกองค์ชายหลี่เฟิงหลอกลวงพะย่ะค่ะ” นางสนมหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “องค์ชายทรงสัญญาว่าจะมอบตำแหน่งสนมเอกให้นาง หากนางช่วยวางยาพิษ แต่แท้จริงแล้ว… องค์ชายเพียงทรงใช้ประโยชน์จากนางเท่านั้น”
หลี่หมิงยืนนิ่งครุ่นคิด เขาจำได้ว่าตอนที่เขาถูกจับกุม นางสนมเหมยมีท่าทีที่แปลกประหลาด ราวกับกำลังปฏิบัติตามคำสั่งของใครบางคน
“เมื่อครู่ที่พระองค์ทรงพบข้า… เพราะเหตุใดจึง…” หลี่หมิงถาม
“ข้า… ข้าเกรงว่า หากเรื่องนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีผู้ใดทราบความจริง ฝ่าบาทจะทรงเข้าใจผิดไปตลอดกาล” นางสนมหลินกล่าว “และหากองค์ชายรัชทายาททรงถูกกำจัดไป… แผ่นดินนี้ก็จะตกอยู่ในอันตราย”
“เจ้าพูดถึงอันตราย… หมายถึงอะไร” หลี่หมิงถาม
“เมื่อองค์ชายหลี่เฟิงได้ขึ้นสู่บัลลังก์… ข้าได้ยินมาว่าทรงมีความสัมพันธ์อันดีกับแคว้นทางเหนือพะย่ะค่ะ… ความสัมพันธ์ที่อาจนำมาซึ่งภัยพิบัติหากทรงขึ้นเป็นฮ่องเต้”
หลี่หมิงรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่แล่นไปทั่วร่าง ความทะเยอทะยานขององค์ชายหลี่เฟิงนั้นเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ การวางแผนอันแยบยล้ำนี้ หากไม่ได้รับการเปิดเผย ก็อาจนำพาหายนะมาสู่ต้าถังได้
“เจ้า… เจ้าได้เห็นสิ่งใดอีกหรือไม่” หลี่หมิงถามอย่างมีความหวัง
นางสนมหลินส่ายหน้า “ข้าเห็นเพียงเท่านี้พะย่ะค่ะ… แต่ข้าได้ยินมาว่า… องค์ชายหลี่เฟิงทรงมี ‘ผู้ช่วย’ ที่ทรงอำนาจอยู่เบื้องหลังอีกคนหนึ่ง…”
“ผู้ช่วย?” หลี่หมิงถาม “เป็นใคร?”
“ข้า… ข้าไม่ทราบแน่ชัดพะย่ะค่ะ… แต่ข้าได้ยินคำกล่าวอ้างที่ว่า… ‘บุปผาที่แย้มบานยามรัตติกาล’… เป็นผู้ที่ทรงไว้วางใจที่สุด”
บุปผาที่แย้มบานยามรัตติกาล… คำเปรียบเปรยนี้ลอยวนเวียนอยู่ในสมองของหลี่หมิง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ตำหนักของนางสนมหลิน สายตามาหยุดที่แจกันดอกไม้อันหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมห้อง ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังแย้มบานอย่างงดงามภายใต้แสงตะเกียงสลัว…
“เซียวเฉิง!” หลี่หมิงเรียกชื่อเลขาคนสนิททันที “ไปค้นดูว่า… แจกันดอกไม้นี้… มีสิ่งใดซ่อนอยู่หรือไม่!”
เสียงฝีเท้าของเซียวเฉิงดังขึ้น เขาตรงเข้าไปยังแจกันดอกไม้ที่หลี่หมิงชี้ มือของเขากำลังจะเอื้อมไปสัมผัส…
จู่ๆ เงาตะคุ่มก็ปรากฏขึ้นที่หน้าต่างตำหนัก… ชายชุดดำผู้หนึ่ง… มือของเขาถืออาวุธบางอย่าง… จ้องมองมาที่พวกเขา…
“ระวัง!” เซียวเฉิงตะโกนพลางชักดาบออกมาปะทะ!

เพลิงเสน่หาบัลลังก์มังกร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก