ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

ตอนที่ 4 — เพลงดาบกลางตรอก ประกายดาวบนฟ้า

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,075 คำ

คมไพรยืนนิ่งอยู่กลางตรอกแคบที่ทอดตัวยาวราวกับลำไส้ที่บิดเบี้ยวของมหานคร แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนเก่าคร่ำคร่าที่ห้อยต่องแต่ง ส่งเงาทะมึนยืดยาวของร่างสูงโปร่งของเขาให้ทาบทับลงบนผนังอิฐมอญที่เต็มไปด้วยคราบสนิมและรอยสีซีดจาง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นฉี่หนูที่คละคลุ้งในอากาศบาดจมูก แต่สำหรับคมไพร มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "บรรยากาศ" ที่เขาคุ้นเคย ‌ภารกิจปลดปล่อยตัวประกันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ไม่มีเสียงปืนดังขึ้น ไม่มีเลือดหลั่ง การแทรกซึมและการปลดปล่อยดำเนินไปอย่างเงียบเชียบราวกับผีร้ายที่ล่องหน

ขณะที่เงาพยัคฆ์กำลังจะก้าวออกไปจากตรอกมืด เพื่อกลับคืนสู่โลกภายนอกที่สว่างไสวกว่า เสียงฝีเท้าหยาบกระด้างดังขึ้นจากปลายอีกด้านหนึ่งของตรอก รวดเร็วและหนักแน่นราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังบรรเลง คมไพรชะงักเท้า ​ร่างกายของเขาผ่อนคลายลง แต่ทุกอณูของประสาทสัมผัสกลับตื่นตัวเต็มที่ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ ซอกซอนไปยังมุมมืดที่ซ่อนเร้น

“ใครน่ะ!” เสียงห้าวหยาบดังแหวกอากาศ ร่างทึบสองร่างปรากฏขึ้นจากความมืด พวกมันเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ สวมเสื้อผ้าสีดำทะมึน ‍ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าพันคอ เหลือเพียงดวงตาที่ฉายแววอำมหิต

คมไพรไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่น หากแต่แฝงไว้ด้วยความอันตรายที่ซ่อนเร้น เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับทั้งสองอย่างเต็มตัว

“คงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรอกนะ” เสียงของเขาเยือกเย็น ราวกับน้ำค้างยามเช้าที่เกาะอยู่บนปลายใบมีด

“แก… ‌แกคือเงาพยัคฆ์!” เสียงหนึ่งตะโกนถามอย่างไม่เชื่อสายตา

“แล้วไงล่ะ?” คมไพรตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“แกทำอะไรกับเจ้านายของเรา!” ชายอีกคนตะคอก เสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

“เพียงแค่ทำให้คนดีๆ หลุดพ้นจากพวกสารเลวเท่านั้น” คมไพรกล่าว พลางขยับมือที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ท

“แกตายแน่!”

สิ้นเสียงนั้น ‍ร่างทั้งสองก็พุ่งเข้าใส่คมไพรพร้อมกัน ความเร็วของพวกมันน่าทึ่ง แต่สำหรับคมไพร มันช้าเกินไป

คมไพรหลบคมหมัดที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างหวุดหวิด เขาใช้ไหล่กระแทกเข้าที่ชายโครงของคนแรกอย่างแรง จนอีกฝ่ายเซถลาไปชนกับผนังอิฐเสียงดังอึกทึก คนที่สองฉวยโอกาสนี้กระโดดเข้าประชิดหมายจะใช้แขนรวบตัวคมไพร แต่คมไพรพลิกตัวหลบหลีกได้อย่างว่องไว ​เขาใช้ปลายเท้าเกี่ยวขาของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ทำให้อีกฝ่ายเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น

“เร็วเกินไป… พวกแกยังไม่พร้อม” คมไพรพึมพำกับตัวเอง

ขณะที่เขาจะจัดการกับชายที่นอนกองอยู่บนพื้น คนแรกที่โดนกระแทกก็ลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งของมันถือมีดสั้นเล่มงามที่สะท้อนแสงไฟนีออนสลัวๆ

“แกต้องตาย!” ชายผู้นั้นคำราม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความแค้น

คมไพรไม่รอช้า ​เขากระโดดหลบคมมีดที่ฟันเฉียงเข้ามาอย่างฉิวเฉียด เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ใช้ฝ่ามือปัดมือที่ถือมีดออก ก่อนจะใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลำคอของมันอย่างแรง

“อั่ก!”

ชายผู้นั้นทรุดลงทันที ลมหายใจขาดห้วง เขาพยายามตะเกียกตะกาย แต่ก็หมดแรงเสียแล้ว

คมไพรหันไปมองชายอีกคนที่กำลังจะลุกขึ้น เขาไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ลุกขึ้นยืน ​เขาเดินเข้าไปหาราวกับเสือดำที่กำลังย่องเหยื่อ

“พอแล้ว” คมไพรกล่าวเสียงเรียบ

“ไม่… ไม่มีวัน!” ชายผู้นั้นตะโกน ก่อนจะกระโดดเข้าใส่คมไพรอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่มีกรงเล็บเหล็กที่แหลมคมสวมอยู่ที่มือข้างซ้าย

คมไพรเบิกตากว้างเล็กน้อย “กรงเล็บเหล็ก… น่าสนใจ”

การต่อสู้ระยะประชิดกลับมาดุเดือดอีกครั้ง แสงไฟนีออนสลัวๆ สะท้อนกับกรงเล็บเหล็กที่วาดลวดลายอันตรายไปมาในอากาศ เสียงปะทะของเนื้อกระทบเนื้อ เสียงร้องคำราม และเสียงหอบหายใจดังสนั่นไปทั่วตรอกแคบ

คมไพรใช้ความเร็วและความคล่องแคล่วของเขาหลบหลีกการโจมตีของกรงเล็บเหล็กอย่างชำนาญ เขาจับจังหวะที่อีกฝ่ายพลาด พลางใช้มือปัดแขนที่มีกรงเล็บออก ก่อนจะใช้สันมือฟาดเข้าที่ขมับของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

“อ๊าก!”

ชายผู้นั้นเสียหลักล้มลงไปอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก

คมไพรยืนนิ่งอยู่กลางตรอก มองร่างทั้งสองที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น เขาถอนหายใจเบาๆ

“นี่สินะ… ผลของการไปยุ่งกับพวกสัตว์ป่า”

เขาไม่เสียเวลาอาลัยอาวรณ์ เขารีบก้าวออกจากตรอกแคบนั้น มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่เตรียมไว้

ทันทีที่เขาออกมาจากตรอก แสงไฟจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดส่องเข้ามา คมไพรชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะมีใครมารอเขาเร็วขนาดนี้

“ไง… น้องชาย” เสียงคุ้นหูดังมาจากในรถ

คมไพรจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของ “พยัคฆ์ดาว” เพื่อนเก่าสมัยที่ยังอยู่ในหน่วยพิเศษด้วยกัน พยัคฆ์ดาวเป็นคนเดียวที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเงาพยัคฆ์ และเป็นคนที่มักจะคอยช่วยเหลือเขาในยามที่ต้องการ

“นายมาเร็วนะ” คมไพรเดินเข้าไปหา

“ก็รู้ว่านายต้องอยากรีบกลับบ้านนี่” พยัคฆ์ดาวตอบพลางยิ้มกริ่ม “มีอะไรติดไม้ติดมือมาด้วยหรือเปล่า?”

คมไพรส่ายหน้า “ไม่มี… เรียบร้อยดี”

“ดีเลย… งั้นขึ้นรถสิ” พยัคฆ์ดาวเปิดประตูรถด้านข้างให้

คมไพรขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เขากอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง

“มีข่าวอะไรใหม่ๆ?” คมไพรเอ่ยถาม

“ก็… มีเรื่องนิดหน่อย” พยัคฆ์ดาวสตาร์ทเครื่องยนต์ “แกจำ ‘เจ้าสัว’ ได้ไหม?”

คมไพรพยักหน้า “เจ้าสัว… เจ้าของคาสิโนใหญ่ที่ปากน้ำนั่นน่ะเหรอ?”

“ใช่… ตอนนี้เขาโดนเล่นงานอย่างหนัก” พยัคฆ์ดาวกล่าว “ดูเหมือนว่าแกจะไปทำให้ ‘แก๊งค์มังกรแดง’ ไม่พอใจเข้าแล้วล่ะ”

คมไพรเลิกคิ้ว “แก๊งค์มังกรแดง… พวกนั้นไม่ใช่แค่พวกค้ายาหรอกนะ”

“รู้… พวกเขาเป็นองค์กรที่ใหญ่กว่านั้นมาก มีเครือข่ายไปทั่วเอเชีย” พยัคฆ์ดาวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และดูเหมือนว่าเจ้านายของพวกที่แกจัดการเมื่อกี้ จะเป็นคนของแก๊งค์มังกรแดง”

คมไพรเงียบไป เขารู้ดีว่าการเข้าไปยุ่งกับแก๊งค์มังกรแดงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พวกเขาอันตรายยิ่งกว่าพวกค้ายาธรรมดาหลายเท่า

“แล้วไงต่อ?” คมไพรถาม

“พวกเขาต้องการตัวแก… และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยให้แกมีชีวิตรอดไปง่ายๆ” พยัคฆ์ดาวกล่าว “ตอนนี้มีรายงานว่ามีนักฆ่าของแก๊งค์มังกรแดงจำนวนหนึ่ง กำลังเดินทางเข้ามาในเมืองของเรา”

คมไพรหลับตาลง เขาพอจะคาดเดาได้ถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

“แล้วเราจะทำยังไง?” คมไพรถาม

“เราจะหนี… ไปก่อน” พยัคฆ์ดาวพูด “แต่ไม่ใช่หนีไปตลอดชีวิต”

“หมายความว่าไง?”

“ฉันมีข้อมูลบางอย่าง… เกี่ยวกับฐานทัพลับของแก๊งค์มังกรแดง ที่ตั้งอยู่แถวชายแดน” พยัคฆ์ดาวกล่าว “ถ้าเราสามารถเข้าไปในนั้นได้… เราอาจจะหาข้อมูลบางอย่างที่จะช่วยให้เราจัดการกับพวกมันได้”

คมไพรหันไปมองพยัคฆ์ดาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฐานทัพลับ… ที่ชายแดน?”

“ใช่… มันเป็นข้อมูลลับสุดยอด แต่ฉันได้มาแล้ว” พยัคฆ์ดาวยิ้ม “และดูเหมือนว่า… ภารกิจครั้งนี้อาจจะอันตรายกว่าที่แกเคยเจอมาเสียอีก”

คมไพรพยักหน้า “ฉันพร้อมเสมอ”

รถยนต์ของพยัคฆ์ดาวแล่นฝ่าความมืดมิดของค่ำคืน มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ทั้งสองจะใช้เป็นจุดตั้งต้นของการผจญภัยครั้งใหม่

อีกด้านหนึ่งของเมือง ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากแสงสีและความเจริญ มีอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืด อาคารหลังนี้คือฐานทัพลับแห่งใหม่ของแก๊งค์มังกรแดง ที่เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวขององค์กร

ภายในฐานทัพนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เขาคือ “เซียน” หนึ่งในนักฆ่าฝีมือฉกาจของแก๊งค์มังกรแดง เซียนมีใบหน้าเรียบเฉยราวกับหินผา ดวงตาของเขาฉายแววเย็นชาและอำมหิต

“รายงาน… ความคืบหน้า” เซียนเอ่ยเสียงเรียบ

“นักฆ่าชุดแรก… กำลังเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงแล้วครับ” เสียงหนึ่งตอบกลับมาจากลำโพง

“ดี… และ ‘เงาพยัคฆ์’ ล่ะ? พบตัวแล้วหรือยัง?” เซียนถาม

“ยังครับ… แต่เรามีเบาะแสบางอย่าง”

เซียนพยักหน้า “หาตัวมันให้เจอ… ข้าต้องการหัวของมัน”

เขาหันไปมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองหลวงที่สว่างไสวอยู่ไกลๆ ทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียน

“พวกนอกคอก… พวกที่คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่… จงพินาศไปเสียเถิด” เซียนกล่าว พลางยกมือขึ้นลูบใบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอว

ในขณะเดียวกัน คมไพรที่นั่งอยู่ในรถของพยัคฆ์ดาว ก็รู้สึกได้ถึงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านเข้ามาในรถ ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงพายุที่กำลังจะมาถึง

“บางที… คราวนี้อาจจะต้องใช้เพลงดาบจริงๆ จังๆ เสียแล้ว” คมไพรพึมพำกับตัวเอง

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ราวกับกำลังเป็นสักขีพยานในการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น… การต่อสู้ที่อาจจะตัดสินชะตากรรมของเขา และของเมืองทั้งเมือง

คมไพรหลับตาลงอีกครั้ง ภาพของตรอกแคบๆ เมื่อครู่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด เขาเห็นเงาทะมึนของตัวเองที่กำลังจะเคลื่อนไหว ภาพของคมมีดที่สะท้อนแสงไฟ ภาพของกรงเล็บเหล็กที่วาดลวดลายอันตราย

“ถึงเวลา… ที่พยัคฆ์จะออกล่าเหยื่อเสียที”

เงาพยัคฆ์กำลังจะก้าวเข้าสู่สังเวียนแห่งความตาย… และครั้งนี้ เขาอาจจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา

บทสรุปของตอนที่ 4 ยังคงทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา การเผชิญหน้ากับแก๊งค์มังกรแดงที่กำลังจะอุบัติขึ้น และภารกิจเสี่ยงตายสู่ฐานทัพลับที่ชายแดน ล้วนเป็นปริศนาที่รอคอยการคลี่คลายในตอนต่อไป.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!