ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

ตอนที่ 19 — เงาทมิฬกลางสายฝน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,043 คำ

สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ราวกับจะชำระล้างบาปหนาของเมืองหลวงแห่งนี้ให้สิ้นซาก เสียงฟ้าร้องเมื่อครู่ได้จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิมในตรอกแคบแห่งนี้ คมไพร หรือ "เงาพยัคฆ์" ยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ‌มือข้างหนึ่งกำแน่นอยู่ที่ด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุม อีกข้างหนึ่งยกขึ้นปัดหยดน้ำฝนที่ไหลเข้าตา ภาพรอบกายพร่าเลือนไปเล็กน้อยจากม่านน้ำที่มองเห็น แต่ประสาทสัมผัสของเขากลับเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม เสียงหายใจของศัตรูที่ลอยมาตามลม เสียงฝีเท้าที่ย่องเข้ามา เสียงโลหะเสียดสีกันแผ่วเบา ทั้งหมดล้วนถูกเขาจับสัมผัสได้

เบื้องหน้าเขาคือกลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคน ​แต่ละคนล้วนสวมเสื้อผ้าสีดำสนิทที่กลืนไปกับเงามืดของตรอก มีเพียงประกายตาที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากปากซอยเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีตัวตน พวกเขากระจายกำลังกันออกเป็นวงล้อม เงียบเชียบราวกับนักล่าที่กำลังรอจังหวะชิงฉวยเหยื่อ

"คิดว่าปิดบังได้หมดแล้วรึไง ไอ้งานที่เจ้าทำไว้มันทิ้งรอยไว้ทุกที่" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากกลุ่มชายฉกรรจ์คนหนึ่ง เป็นเสียงที่แหบพร่าคล้ายถูกกรวดทรายบาด

คมไพรไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มมุมปาก ‍สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับเล็กน้อยทางด้านขวาของเขา ประตูเหล็กเก่าๆ ที่มีคราบสนิมเกาะหนา

"รอยที่ข้าทิ้งไว้น่ะ คือรอยที่พวกแกกำลังจะเจอ" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม

สิ้นเสียงคมไพร ชายฉกรรจ์คนเดิมก็ส่งสัญญาณด้วยการพยักหน้าเพียงเล็กน้อย กลุ่มของเขาก็พุ่งเข้าหาคมไพรพร้อมกันจากทุกทิศทาง

คมไพรเคลื่อนไหวราวกับสายลมที่ถูกพายุซัด ‌ประสานกับฝนที่ตกหนักจนแทบมองไม่เห็นใคร การเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็ว จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการหายตัว เขาหลบหลีกการโจมตีของชายฉกรรจ์คนแรกได้อย่างหวุดหวิด มีดสั้นในมือวาดออกเป็นเส้นโค้งสีเงินวาว สะท้อนแสงไฟเพียงริบหรี่ มันเฉือนเข้าที่ต้นแขนของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ‍แต่ก็ถูกกลบด้วยเสียงฝนที่กระหน่ำ

ชายฉกรรจ์คนนั้นถอยกรูดไปจับแขนที่เลือดไหลซึม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตั้งตัว ชายฉกรรจ์อีกสองคนก็พุ่งเข้ามาประชิดจากด้านข้าง

คมไพรหมุนตัวหลบคมดาบที่ฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว เสียงดาบปะทะกันดัง 'เคร้ง' ก้องกังวานในตรอกแคบ เขากระโดดถีบเข้าที่กลางอกของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ​ทำให้ร่างนั้นกระเด็นไปชนผนังตรอกอย่างแรง อีกคนพยายามเข้ามาซ้ำ แต่คมไพรใช้จังหวะที่คู่ต่อสู้เสียหลัก พลิกตัวหมุนไปข้างหลัง เงื้อมีดสั้นขึ้นสูง

"วูบ!" เสียงมีดกรีดอากาศดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอีกครั้ง ชายฉกรรจ์อีกคนทรุดลงไปกองกับพื้น ​เลือดสีแดงสดไหลนองอาบพื้นคอนกรีตเปียกชื้น

เสียงฝนยังคงทำให้ทุกอย่างรอบตัวเปียกชุ่ม แต่สำหรับคมไพรแล้ว มันกลับเป็นเหมือนผ้าคลุมที่ช่วยพรางตัวชั้นดี เขาเคลื่อนที่ไปมาในเงามืด สลับกับการใช้ประโยชน์จากสิ่งของรอบตัว ทั้งถังขยะที่วางเกะกะอยู่ริมผนัง หรือแม้แต่ราวเหล็กที่ยื่นออกมาจากหน้าต่างเก่าๆ

ชายฉกรรจ์ที่เหลือสองคนเริ่มลังเล พวกเขารู้ดีว่ากำลังเผชิญหน้ากับนักฆ่าระดับสูง ​ไม่ใช่โจรข้างถนนธรรมดา การโจมตีแบบตะลุมบอนไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย

"ระวังมัน! มันมีฝีมือ!" หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น

คมไพรไม่รอให้พวกเขาตั้งหลักได้ เขากระโจนเข้าไปหาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังสื่อสารกัน พลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดลงมาเฉียงๆ ก่อนจะแทงมีดสั้นสวนกลับเข้าไปที่สีข้างอย่างรวดเร็ว

"อั๊ค!" เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้ง ชายฉกรรจ์คนนั้นเซถอยหลังไปอย่างโซเซ

เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ยืนตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่ประตูเหล็กที่คมไพรหมายตาไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกผลักออกอย่างแรง

"เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลังประตูเหล็ก

คมไพรหันไปมอง เห็นชายร่างท้วมสวมชุดดำคล้ายกับกลุ่มแรก ยืนกอดอกมองมา ใบหน้าเคร่งขรึม

"แกก็มาด้วยงั้นเหรอ?" คมไพรเอ่ยถาม

"ข้ามาเพื่อเก็บกวาดสิ่งที่พวกมันทำไว้" ชายร่างท้วมตอบ

"ดูเหมือนว่าพวกแกจะพลาดท่ากันใหญ่เลยนะ" คมไพรกล่าวพร้อมกับมองไปยังร่างของชายฉกรรจ์ที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องล่าง

"เป็นเพราะแกต่างหาก ไอ้งานนี้มันไม่ง่ายอย่างที่แกคิด" ชายร่างท้วมกล่าว

"สำหรับข้า มันก็แค่งาน" คมไพรตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

ชายฉกรรจ์คนสุดท้ายที่รอดจากการโจมตีของคมไพร เห็นช่องทางก็รีบวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

"อย่าไปยอมให้มันหนีไป!" ชายร่างท้วมตะโกนสั่ง แต่ก็สายเกินไป

คมไพรไม่สนใจ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายร่างท้วมตรงๆ

"แล้วไงล่ะ? แกจะมาต่อสู้กับข้าด้วยรึไง" คมไพรถาม

"ไม่ใช่ข้า... แต่เป็นพวกเรา" ชายร่างท้วมกล่าวพลางผายมือไปทางด้านหลัง

ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีขาวสาดส่องเข้ามาในตรอกแคบอย่างรุนแรง ทำให้ม่านฝนพร่าเลือนไปอีก ภาพที่ปรากฏคือรถยนต์สีดำคันเข้มที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ราวกับจะทะลวงผ่านตรอกแคบนี้

"นี่มันอะไรกัน?" คมไพรเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

"แผนสำรองของพวกเราไงล่ะ" ชายร่างท้วมกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก

รถยนต์คันนั้นเลี้ยวหักศอกเข้ามาในตรอกแคบอย่างหวาดเสียว ชนเข้ากับถังขยะและข้าวของที่เกะกะอยู่ริมผนังอย่างไม่ใยดี เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว

"ถ้าแกคิดว่าจะหนีไปแบบง่ายๆ ล่ะก็ ฝันไปเถอะ!" ชายร่างท้วมตะโกน

คมไพรตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ในตรอกธรรมดา แต่มันคือกับดักที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า

"รถคันนั้น... มันจะมาชนข้า!" คมไพรคิดในใจ

เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงในตรอกแคบนั้นอันตรายเกินไป แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมจำนน

"หึ! ฉันชอบความท้าทาย" คมไพรพึมพำกับตัวเอง

ทันใดนั้น รถยนต์คันดังกล่าวก็เร่งความเร็วขึ้นอีก ดูเหมือนว่าคนขับจะมุ่งมั่นที่จะบดขยี้คมไพรให้แหลกคามือ

คมไพรตัดสินใจ เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้วิ่งหนี แต่กลับวิ่งเข้าหา รถยนต์คันนั้น!

"บ้าไปแล้ว!" ชายร่างท้วมอุทานด้วยความตกใจ

คมไพรวิ่งไปที่ผนังตรอก แล้วกระโดดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ใช้มือเกาะกับราวเหล็กที่ยื่นออกมาจากหน้าต่าง ชายร่างท้วมมองด้วยความอึ้ง

"แกจะทำอะไร?" เขาตะโกนถาม

คมไพรไม่ตอบ เขาดึงตัวเองขึ้นมาจนสุดแรง แล้วใช้เท้าทั้งสองข้างถีบเข้ากับผนังตรอกอย่างแรง

"ตูม!" เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

แรงถีบของคมไพรทำให้เขากระเด็นตัวออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว หลบพ้นจากวิถีของรถยนต์คันนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด

รถยนต์สีดำคันนั้นพุ่งทะลุตรอกแคบไปอย่างรวดเร็ว จนไปชนเข้ากับผนังอีกด้านหนึ่งของตรอก ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับฝุ่นควันฟุ้งกระจาย

คมไพรลงมายืนบนพื้นอย่างสง่างาม แม้ร่างกายจะเปียกปอนไปด้วยสายฝน แต่แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

"เสียดายนะ... ฉันนึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้" คมไพรกล่าวพร้อมกับยิ้มเย้ยหยัน

ชายร่างท้วมยืนตะลึง มองภาพรถยนต์ที่พังยับเยินอยู่เบื้องหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา

"เป็นไปไม่ได้... ไม่มีใครทำแบบนี้ได้!" เขาอุทาน

"ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก... ถ้าแกเจอคนที่เก่งกว่า" คมไพรตอบกลับ

ทันใดนั้นเอง เสียงไซเรนดังมาจากปากซอยของตรอก ยิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

"ตำรวจมาแล้ว!" ชายร่างท้วมอุทานด้วยความตกใจ

คมไพรหันไปมอง แล้วก็ยิ้มมุมปาก

"เอาล่ะ... ได้เวลาที่ข้าจะต้องไปแล้ว" เขาพูด

คมไพรหันไปมองชายร่างท้วมเป็นครั้งสุดท้าย

"ไว้เจอกันใหม่นะ... ถ้าแกยังรอดอยู่" เขาเอ่ย

คมไพรไม่รอช้า พุ่งตัวไปยังอีกด้านหนึ่งของตรอกที่ยังคงมืดมิด ราวกับเงาที่หายเข้าไปในความมืด

ชายร่างท้วมได้แต่ยืนมองตามไปด้วยความขุ่นเคืองและสิ้นหวัง เสียงไซเรนตำรวจดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เขาต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

ในขณะที่คมไพรวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกเล็กๆ อันซับซ้อน เขาได้ยินเสียงรถยนต์คันใหม่ดังไล่หลังมา แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่รถยนต์ธรรมดา

เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามนั้นดุดันกว่า เร็วกว่า และน่ากลัวกว่าเดิม

"อะไรอีกเนี่ย!" คมไพรสบถ

เขาหันไปมองด้านหลัง เห็นรถมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่กำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด คนขับสวมหมวกกันน็อคสีดำสนิทจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่คมไพรสัมผัสได้ถึงเจตนาที่มุ่งร้าย

"การไล่ล่าที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้น" คมไพรคิดในใจ

เขารู้ดีว่าการหลบหนีในครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด สายฝนที่ยังคงโปรยปรายไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเมื่อเผชิญหน้ากับการไล่ล่าด้วยยานพาหนะสุดหวาดเสียวเช่นนี้

คมไพรตัดสินใจ เขาหักเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะตัน แต่เขารู้ดีว่ามันคือทางออก

"หวังว่าพวกแกจะตามข้ามานะ..." คมไพรพึมพำ

เขาเร่งความเร็วของฝีเท้า พยายามจะไปให้ถึงเป้าหมายต่อไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่เงาทมิฬคนใหม่จะเข้ามาขวางทาง

เงาพยัคฆ์กำลังจะเผชิญหน้ากับบททดสอบครั้งใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!