สายฝนที่เคยโหมกระหน่ำราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง บัดนี้อ่อนกำลังลง กลายเป็นเพียงละอองเม็ดเล็กๆ ที่ลอยละล่องมาต้องผิวหน้าของคมไพร ชโลมไล้ความเย็นยะเยือกให้ซึมลึกไปถึงกระดูก ความเงียบในตรอกแคบแห่งนี้ช่างน่าขนลุกเสียยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องเมื่อครู่เสียอีก คมไพร หรือ "เงาพยัคฆ์" ถอนหายใจแผ่วเบา ฝ่ามือที่ยังคงเปียกชื้นจากละอองฝนกำหมัดแน่น เลือดที่หยดลงมาผสมกับน้ำฝนจนเจือจางไปหมดแล้ว ไหลรินเป็นทางยาวลงไปในความมืดของตรอก
ร่างของศัตรูสองนายยังคงแน่นิ่งอยู่บนพื้นเปียกชื้น ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อว่าความตายจะมาเยือนเร็วถึงเพียงนี้ คมไพรจำได้ดีว่าพวกมันคือใคร พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม "อสรพิษทมิฬ" ที่มีอำนาจมืดแผ่คลุมทั่วเมืองหลวงมานานหลายทศวรรษ การสูญเสียคนของมันไปสองคนในตรอกแคบๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการปลุกพยัคฆ์ที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน
"ยังไม่จบแค่นี้หรอก" คมไพรพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าดังลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก เขาเหลือบมองไปทางทางออกของตรอก ที่ซึ่งแสงไฟสลัวๆ จากถนนใหญ่ส่องเข้ามาเป็นระยะ ชวนให้รู้สึกถึงโลกภายนอกที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
เงาพยัคฆ์ผละจากร่างของศัตรูอย่างรวดเร็ว เขาต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่กลุ่มอสรพิษทมิฬจะรู้ข่าว การต่อสู้ครั้งนี้ถึงแม้จะจบลงด้วยชัยชนะ แต่ก็เพียงแค่การจุดประกายเล็กๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายสมรภูมิรอเขาอยู่
ขณะที่คมไพรตั้งท่าจะก้าวเท้าออกจากตรอก เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบคู่ก็ดังขึ้นมาจากปลายอีกด้านหนึ่งของตรอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนธรรมดา แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่ฝึกฝนมาอย่างดี มีจังหวะก้าวที่มั่นคง และบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ
"มาเร็วนักนะ" คมไพรยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา เขาเหลือบมองไปทางผนังของตรอกด้านซ้าย ซึ่งมีกองถังขยะเก่าๆ วางซ้อนกันอยู่หลายใบ และมีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างผนังกับกองถังเหล่านั้น
"หลบไปให้พ้นทาง ข้าจะไปดูข่าว" เสียงตะโกนที่ดังมาจากกลุ่มคนที่กำลังวิ่งเข้ามา ทำให้คมไพรตัดสินใจได้ทันที เขาแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างผนังกับกองถังขยะอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายของเขาที่ผอมเพรียวสามารถบีบตัวเข้าไปได้อย่างสบายๆ
แสงไฟฉายหลายดวงส่องเข้ามาในตรอก เผยให้เห็นร่างของชายฉกรรจ์หลายนายในชุดดำสนิท พวกเขามีท่าทีเร่งรีบ ดวงตาฉายแววแห่งความกระหายเลือด
"ตรงนี้! พบร่องรอยเลือด!" ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
"รีบตามไป! อย่าให้มันหนีไปได้!" อีกคนสั่งการ
คมไพรมองผ่านช่องว่างเล็กๆ เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นเขาที่ซ่อนตัวอยู่ เสียงฝีเท้าค่อยๆ จางหายไปตามความมืดของตรอก
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว คมไพรจึงค่อยๆ ขยับตัวออกจากที่ซ่อน เขาปัดฝุ่นที่เกาะตามเสื้อผ้าออกอย่างลวกๆ แล้วก้าวออกมาสู่ถนนใหญ่
สายฝนยังคงโปรยปราย แต่ไม่หนาแน่นเท่าเดิม ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นแสงอรุณรำไร คมไพรสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บที่ยังคงปวดร้าวไปทั่วร่าง
เขาเดินไปตามริมทางเท้าอย่างใจเย็น พยายามกลมกลืนไปกับผู้คนที่เริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอยในยามเช้าตรู่ บางคนกำลังเข็นรถเข็นขายของ บางคนกำลังรีบร้อนไปทำงาน
"คุณแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง" เสียงผู้หญิงดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของคมไพร
คมไพรหันไปมองต้นเสียง เป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มคนหนึ่ง เธอกำลังยืนอยู่กับชายหนุ่มผมสีดำอีกคน ที่ทั้งคู่ดูเหมือนจะกำลังหลงทาง
"แน่ใจสิ ไม่เห็นเหรอ ป้ายนั่นไง" ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้ายชื่อถนนที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุม
"แต่นั่นมันป้ายชื่อถนน... ไม่ใช่ป้ายชื่อตลาดที่เรากำลังจะไป" หญิงสาวแย้งด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
คมไพรสังเกตเห็นรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่ รถคันนั้นเป็นรถเก๋งสีดำเงา มีสติกเกอร์รูปงูเห่าสีแดงติดอยู่ที่กระจกหลัง สติกเกอร์ที่คมไพรคุ้นเคยดี มันคือสัญลักษณ์ของกลุ่มอสรพิษทมิฬ
"ตลาดนั่นมันอยู่คนละฝั่งเมืองเลยนะ" คมไพรเดินเข้าไปหาทั้งคู่ "พวกคุณกำลังจะไปตลาดสี่แยกใช่ไหม"
"ใช่ค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยความหวัง "พอดีเราเพิ่งมาถึงเมืองนี้ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่"
"ผมก็กำลังจะไปที่นั่นพอดี" คมไพรยิ้มบางๆ "ถ้าไม่รังเกียจ ผมจะไปส่ง"
หญิงสาวมองคมไพรด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มข้างกายเธอก็เช่นกัน
"ขอบคุณมากค่ะ" หญิงสาวกล่าว "คุณชื่ออะไรคะ"
"คมไพร" เขาตอบสั้นๆ
"ส่วนผม... ฉายา 'พยัคฆ์น้อย'" คมไพรแอบเติมชื่อเล่นของตัวเองในใจ
"ดิฉันอรัญญาค่ะ ส่วนนี่สมชาย"
"เชิญครับ" คมไพรผายมือไปทางรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก มันเป็นรถกระบะเก่าๆ สีซีด แต่สภาพโดยรวมดูดี
"รถของคุณเหรอคะ" อรัญญาถาม
"ไม่ใช่ครับ ของเพื่อนฝากไว้" คมไพรโกหกไป เขาแอบมองรถเก๋งสีดำคันนั้นอีกครั้ง เห็นชายสองคนกำลังก้าวลงจากรถ
"พวกนั้นเป็นใครน่ะ" สมชายกระซิบถาม
"ไม่รู้สิครับ" คมไพรตอบ "แต่ถ้าพวกคุณรีบไปตลาด ผมว่าเราควรจะไปกันก่อน"
คมไพรเปิดประตูรถกระบะให้ทั้งคู่ ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นที่นั่งคนขับ เขาขับรถออกจากซอยอย่างใจเย็น แต่สายตาจับจ้องไปที่รถเก๋งสีดำคันนั้นตลอดเวลา
"คุณแน่ใจนะว่าพวกนั้นไม่ได้ตามเรามา" อรัญญาถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องห่วงครับ" คมไพรตอบ "ผมจะดูแลพวกคุณเอง"
รถกระบะเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนที่เริ่มมีรถรามากขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นจนเกือบจะเต็มที่ คมไพรยังคงรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้องมา เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรู้สึกไปเอง หรือเป็นเพราะเขากำลังตกเป็นเป้าหมาย
"พวกนั้นกำลังขับตามเรามา" คมไพรพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน "เตรียมตัวให้พร้อม"
อรัญญาและสมชายมองหน้ากันด้วยความตกใจ
"คุณบอกว่าไม่ต้องห่วงไง" สมชายถาม
"ผมพูดไปอย่างนั้นแหละ" คมไพรตอบ "แต่ผมไม่เคยบอกว่าจะไม่สู้"
คมไพรหักเลี้ยวรถเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยถังขยะและเศษขยะ เสียงยางรถบดกับพื้นเปียกชื้นดังขึ้น
"ทำไมต้องเข้าตรอกนี้ด้วย!" อรัญญาถามอย่างหวาดกลัว
"มันจะทำให้พวกมันตามเรายากขึ้น" คมไพรตอบ "และมันก็เป็นที่ที่ผมถนัดที่สุด"
รถกระบะวิ่งไปตามตรอกแคบๆ อย่างรวดเร็ว คมไพรบังคับรถได้อย่างชำนาญ เขาหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้อย่างฉิวเฉียด
"พวกมันตามเรามาแล้ว!" สมชายตะโกน
เสียงเครื่องยนต์ของรถเก๋งสีดำดังไล่หลังมาติดๆ คมไพรเหลือบมองกระจกหลัง เห็นรถเก๋งคันนั้นพยายามเร่งความเร็วเพื่อไล่ตามมา
"จับให้มั่น!" คมไพรตะโกน แล้วหักเลี้ยวรถอย่างรวดเร็ว ทำให้รถเก๋งคันนั้นเกือบจะชนเข้ากับถังขยะ
"แย่แล้ว! พวกมันมาขวางทาง!" อรัญญาชี้ไปข้างหน้า
คมไพรเห็นแล้ว รถเก๋งสีดำอีกคันหนึ่งกำลังขับออกมาจากอีกทางหนึ่งของตรอก และกำลังจะมาขวางทางรถของเขา
"พวกมันรู้แล้วว่าเราจะไปไหน!" คมไพรกัดฟัน "พวกมันจะจับเราให้ได้!"
คมไพรตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาหักพวงมาลัยรถกระบะอย่างแรง ทำให้รถหมุนเคว้งคว้างไปกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับกำแพงของตรอกอย่างจัง
เสียงโลหะบิดเบี้ยวและกระจกแตกดังสนั่น อรัญญาและสมชายร้องเสียงหลง
"คุณทำอะไร!" สมชายตะโกน
"ผมจะพาทุกคนหนีจากที่นี่" คมไพรตอบ "แล้วเราจะสู้กับพวกมันตรงนี้!"
คมไพรเปิดประตูรถอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง เขากระโดดลงจากรถ แล้วหยิบอาวุธที่ซ่อนไว้ใต้อานรถออกมา มันคือมีดสั้นคมกริบเล่มหนึ่ง
"อรัญญา สมชาย ออกจากรถไป!" คมไพรตะโกน "ไปทางนั้น! หาที่หลบ!"
เขาชี้ไปที่ซอกเล็กๆ ของกำแพงตรอก ที่ซึ่งมีเศษซากวัสดุก่อสร้างกองอยู่
"แต่คุณล่ะ!" อรัญญาถามด้วยความเป็นห่วง
"ผมจะจัดการเอง" คมไพรตอบ "วิ่งไป!"
อรัญญาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เชื่อฟังคมไพร เธอและสมชายรีบออกจากรถไปหาที่หลบ
คมไพรหันไปเผชิญหน้ากับรถเก๋งทั้งสองคัน ที่ตอนนี้กำลังจอดขวางทางอยู่ ชายฉกรรจ์สี่คนในชุดดำสนิท ก้าวลงมาจากรถ แต่ละคนมีท่าทีแข็งกร้าว และถืออาวุธในมือ
"เงาพยัคฆ์! ในที่สุดแกก็จนมุม!" ชายคนหนึ่งพูดเสียงดัง
คมไพรยิ้มเยาะ
"จนมุมเหรอ... พวกแกนั่นแหละที่จะจนมุม"
เขากำมีดในมือแน่น สายตาของเขาจ้องมองไปยังศัตรูอย่างไม่หวาดหวั่น แม้จะรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับจำนวนที่มากกว่า แต่คมไพรก็ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย
"แกจะหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว" ชายคนเดิมพูด
"ใครว่าผมจะหนี" คมไพรเอ่ยเสียงเรียบ "ผมจะรบ"
คมไพรทะยานเข้าใส่ศัตรูอย่างรวดเร็ว ท่าทีของเขารวดเร็วราวกับพายุ แต่แฝงด้วยความอันตรายราวกับพยัคฆ์ที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ
การต่อสู้ที่ดุเดือดกำลังจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง ในตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และเสียงฝนที่ยังคงโปรยปราย…
คมไพรจะสามารถเอาชนะศัตรูที่เหนือกว่าได้หรือไม่? อรัญญาและสมชายจะปลอดภัยหรือไม่? และการต่อสู้นี้จะนำพาคมไพรไปสู่ชะตากรรมใด?

ลมพยัคฆ์ผ่าสิบทิศ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก