กระซิบรัตติกาล

ตอนที่ 9 — เสียงกระซิบจากผนัง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,083 คำ

ความหนาวเย็นประหลาดที่พุ่งเข้าปะทะร่างของนทีเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยังคงเป็นเงาเลือนรางที่ตามหลอกหลอนความคิดของเขา ยิ่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่รัตติกาล ความหนาวเหน็บนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ใช่ความหนาวกายที่เสื้อผ้าหนาๆ จะช่วยปัดเป่าได้ แต่มันคือความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ

เขาพยายามเพ่งสายตาไปยังทิศทางที่เขาได้ยินเสียงนั้น ‌เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ราวกับจะเล็ดลอดออกมาจากซอกหลืบใดซอกหลืบหนึ่งของคฤหาสน์หลังใหญ่ แต่ยิ่งมองเท่าไหร่ ภาพตรงหน้าก็มีเพียงผนังหินเก่าแก่สีคล้ำ ทาบทับด้วยเงาทึบของเฟอร์นิเจอร์โบราณที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามโถงทางเดิน

“ที! แกเป็นอะไรไป?” เสียงของฟ้าใสตะโกนดังมาจากด้านหลัง ทำให้เขาผงะ หันกลับไปมอง ​แสงจากตะเกียงน้ำมันที่เธอถือส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวของเขา

“เปล่า… ไม่มีอะไร” นทีพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ แม้จะรู้สึกว่ามันสั่นเครือเล็กน้อย “แค่รู้สึกว่าอากาศมันเย็นผิดปกติ”

ฟ้าใสเดินเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้าสำรวจใบหน้าของเขา “ฉันว่าแกดูแปลกๆ นะ ‍ตั้งแต่เราเข้ามาในห้องนี้แล้ว มีอะไรที่แกเห็น หรือรู้สึกรึเปล่า?”

นทีลังเล เขาไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องเสียงกระซิบที่ได้ยินให้ฟ้าใสฟังดีหรือไม่ มันอาจจะฟังดูไร้สาระ หรือทำให้เธอหวาดกลัวเกินจำเป็น ทว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นในใจ ทำให้เขาอยากจะแบ่งปันความกังวลนี้กับใครสักคน

“เมื่อกี้… ‌ฉันเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง” นทีเอ่ยเสียงเบา “เสียงกระซิบแผ่วเบา… มาจากแถวๆ นี้แหละ”

ฟ้าใสเลิกคิ้ว “เสียงกระซิบ? ในห้องนี้เนี่ยนะ? ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” ‍เธอหันไปมองรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา “หรือว่าแกจะหูแว่วไปเอง? อาจจะเพราะเราเดินทางมาเหนื่อยๆ แล้วก็…”

“ไม่ใช่… มันไม่ใช่เสียงหูแว่ว” นทีรีบสวนขึ้น “มันชัดเจนมาก… ​เหมือนมีคนกำลังพูดอยู่ใกล้ๆ หูเลย”

ความไม่เชื่อปรากฏบนใบหน้าของฟ้าใส แต่แววตาของเธอก็ฉายประกายของความสงสัยเล็กน้อย “จริงเหรอ? แล้วเสียงนั้นพูดว่าอะไรล่ะ?”

“ฉันฟังไม่ชัด… มันเบาเกินไป… แต่มันเหมือนเป็นคำพูด… คำพูดที่ฟังดู… ​เหมือนขอร้อง” นทีพยายามนึกย้อนกลับไป เสียงนั้นไม่ได้มีความโกรธแค้น หรือเป็นภัยคุกคาม แต่กลับเต็มไปด้วยความโหยหา และความเจ็บปวด

ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศในห้องกลับมาอึมครึมอีกครั้ง ความเงียบที่เกิดขึ้นตอนนี้ ​ไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง และความไม่แน่นอน

“บางที… เราอาจจะแค่คิดไปเอง” ฟ้าใสพยายามปลอบใจตัวเอง และนที “ที่นี่มันเก่าแก่… อาจจะมีเสียงลมลอดเข้ามา หรือเสียงอะไรจากภายนอกก็ได้”

“แต่เสียงมันมาจากข้างใน… จากผนังนี่เลย” นทีชี้ไปที่ผนังหินด้านหนึ่ง มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะที่ยื่นออกไปสัมผัสกับผิวผนังที่เย็นเฉียบ

“อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะที” ฟ้าใสเดินเข้ามาประชิดตัว วางมือบนแขนของเขา “เราค่อยๆ สำรวจที่นี่กันไปทีละส่วนดีกว่า เผื่อจะเจออะไรที่ช่วยไขปริศนาได้”

หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มสำรวจห้องนั้นอย่างละเอียด ห้องนั้นเป็นห้องสมุดเก่าแก่ หนังสือจำนวนมากกองสุมอยู่บนชั้น ไม้ที่ผุกร่อนตามกาลเวลา ฝุ่นหนาทึบปกคลุมทุกสิ่ง ราวกับว่าห้องนี้ถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน

ขณะที่นทีกำลังก้มลงสำรวจกองหนังสือเก่าที่กองอยู่มุมห้อง แสงตะเกียงของฟ้าใสก็ส่องไปกระทบกับบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือเหล่านั้น

“นี่อะไรน่ะ?” ฟ้าใสอุทาน เธอค่อยๆ เขี่ยกองหนังสือออก เผยให้เห็นกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่ง

กล่องไม้ใบนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ทำจากไม้เนื้อดี แต่ถูกกาลเวลาทำให้สีเข้มขึ้น มีลวดลายแกะสลักที่ดูวิจิตรบรรจง แต่ก็ลบเลือนไปตามกาลเวลา มันดูเหมือนกล่องเก็บของ หรือกล่องใส่ของมีค่า

“เปิดดูสิ” นทีเร่งเร้าด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น

ฟ้าใสค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเขี่ยฝุ่นที่เกาะอยู่ตามช่องเปิดของกล่องออก เธอลองดันฝาปิดเบาๆ แต่ก็ยังคงแน่นสนิท

“มันเปิดไม่ออก” ฟ้าใสบอก “เหมือนมันถูกล็อคไว้”

นทีเดินเข้าไปช่วย เขาพยายามงัดฝากล่องขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล “สงสัยต้องมีกุญแจ”

ขณะที่พวกเขากำลังพิจารณากล่องไม้ใบนั้น จู่ๆ เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังชัดเจนกว่าเดิม ราวกับจะตอบสนองต่อการค้นพบของพวกเขา

“ช่วย… ด้วย…”

เสียงนั้นดังมาจากที่เดิม ตรงผนังหินนั้นเอง นทีกระโดดผึงถอยหลังไปยืนชิดฟ้าใสทันที

“ได้ยินไหม! ได้ยินแล้วใช่ไหม!” นทีตะโกนถามฟ้าใสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ฟ้าใสหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้าง เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ “ฉัน… ฉันได้ยิน…”

เสียงกระซิบนั้นยังคงดังอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็ยังคงแผ่วเบาจนฟังไม่ได้ศัพท์ ราวกับว่าผู้ที่ส่งเสียงนั้นกำลังอ่อนแรงลงทุกขณะ

“มันมาจากไหนกันแน่?” ฟ้าใสถามเสียงสั่น “ผนังมันดูทึบแบบนี้ แล้วเสียงมันจะออกมาจากตรงไหนได้?”

นทีใช้มือลูบไปตามผนังหินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ละเอียดกว่านั้น… ราวกับว่าผนังหินนี้มีบางส่วนที่มันไม่เหมือนส่วนอื่น

“เดี๋ยวนะ…” นทีเอ่ยขึ้น “ตรงนี้… มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง… รอยต่อ”

เขากดลงไปที่ผนังหินตรงจุดที่เขารู้สึกได้ สังเกตเห็นว่ามันมีรอยต่อบางๆ ที่มองเห็นได้ยากมาก หากไม่สังเกตดีๆ จะไม่เห็นเลย

“เหมือนมันจะเป็นประตู… หรือช่องลับอะไรสักอย่าง” นทีพูด

ฟ้าใสเบิกตาโต “ประตู? ในผนัง?”

ทั้งสองคนพยายามออกแรงดันที่ผนังหินตรงรอยต่อที่นทีพบ แต่ก็ไม่ขยับไปไหน

“มันต้องมีกลไกอะไรสักอย่าง” นทีพึมพำพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง เขาเหลือบไปเห็นรูปปั้นเล็กๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่บนชั้นหนังสือที่สูงขึ้นไป รูปร่างของมันดูคุ้นตา

“นั่นไง!” นทีชี้ไปที่รูปปั้นนั้น “รูปปั้นนั่น… มันเหมือนกับที่เราเห็นในห้องโถงใหญ่เลย”

รูปปั้นนั้นเป็นรูปของผู้หญิงสวมชุดโบราณ ใบหน้าดูเศร้าสร้อย มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่หน้าอก

“ฉันว่า… เราลองกดที่รูปปั้นนั่นดู” นทีบอก

ฟ้าใสพยักหน้า เธอปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดที่หัวของรูปปั้น

เมื่อนิ้วของเธอสัมผัสโดนรูปปั้น เสียงคลิกเบาๆ ก็ดังขึ้น จากนั้น รอยต่อบนผนังหินที่นทีพบก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นความมืดสนิทที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

“ว้าว…” ฟ้าใสอุทานด้วยความทึ่ง

นทีเองก็มองด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น “มีทางเข้า…”

เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เคยได้ยินก่อนหน้านี้ คราวนี้ดูเหมือนจะดังขึ้นจากภายในช่องลับนั้น ราวกับว่ากำลังเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไป

“เราจะเข้าไปกันไหม?” ฟ้าใสถาม พลางกวาดสายตามองไปในความมืดเบื้องหน้า

นทีก้มลงมองกล่องไม้ใบนั้น แล้วหันกลับมามองปากทางเข้าช่องลับ หัวใจของเขาเต้นระรัว ความอยากรู้อยากเห็นปะทะกับความกลัว เขาไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอพวกเขาอยู่เบื้องหลัง แต่เขารู้สึกได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเสียงกระซิบที่ได้ยิน และคำสาปของคฤหาสน์หลังนี้

“เราต้องเข้าไป” นทีตัดสินใจ “เรามาที่นี่เพื่อไขปริศนา… ไม่ใช่เพื่อถอยหนี”

เขาหยิบตะเกียงน้ำมันจากมือของฟ้าใส แล้วก้าวเท้าแรกเข้าไปในความมืดนั้น ท่ามกลางเสียงกระซิบที่ยังคงดังแว่วอยู่เบื้องหลัง ราวกับเสียงเรียกจากอดีตอันแสนเศร้า…

แสงตะเกียงส่องไปได้ไม่ไกลนัก เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ทอดลึกลงไปในความมืด ผนังสองข้างเป็นหินเย็นเฉียบ มีความชื้นเกาะอยู่เล็กน้อย กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นดินโชยออกมา

“ข้างในดูเหมือนจะเป็นทางเดินลับนะ” นทีบอกพลางก้าวตามไปอย่างระมัดระวัง

ฟ้าใสเดินตามเขามาติดๆ มือของเธอกำแน่น เธอรู้สึกได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าอากาศภายในนี้หนักอึ้งกว่าภายนอก

“ที… ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย” ฟ้าใสเอ่ยเสียงเบา “ที่นี่มัน… มันน่ากลัวกว่าข้างนอกอีก”

“ใจเย็นๆ นะ” นทีพยายามปลอบ “เรามีตะเกียง… เราจะไปกันอย่างช้าๆ”

ขณะที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว แสงตะเกียงก็ส่องไปกระทบกับบางสิ่งบางอย่างที่กองอยู่บนพื้นทางเดิน มันคือกระดูก… กระดูกมนุษย์ที่กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนกลาด

ทั้งสองคนหยุดชะงัก นัยน์ตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“นี่มัน… อะไรกัน?” ฟ้าใสอุทาน เสียงของเธอสั่นเทา

นทีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาไม่เคยเห็นภาพที่น่าสยดสยองแบบนี้มาก่อน กระดูกเหล่านั้นดูเก่าแก่ แต่ก็ยังคงสภาพเป็นกระดูกมนุษย์อย่างชัดเจน

“ดูเหมือน… จะมีคนตายอยู่ที่นี่” นทีพูดเสียงแหบพร่า

ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังกว่าเดิมมาก ราวกับว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ช่วย… ปลดปล่อย… ฉัน…”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความทรมานที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน นทีและฟ้าใสรีบหันมองไปรอบๆ ทางเดินแคบๆ แต่ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้น

“มันมาจากไหน?” ฟ้าใสถามด้วยความหวาดผวา

“ฉันไม่รู้…” นทีตอบพลางกวาดสายตาไปทั่ว “แต่ฉันรู้สึกว่า… มันกำลังพยายามสื่อสารกับเรา”

จู่ๆ แสงตะเกียงของนทีก็เริ่มริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังดูดกลืนพลังงานของมันไป

“แย่แล้ว! ตะเกียงจะดับ!” นทีอุทาน

ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมทางเดินอย่างรวดเร็ว เสียงกระซิบนั้นก็ยิ่งดังขึ้น และดังขึ้น… จนกลายเป็นเสียงหัวเราะที่แหบแห้ง แต่เต็มไปด้วยความโหยหา…

…หัวเราะที่จะนำพาทั้งคู่ดำดิ่งสู่ความมืดมิด อันเป็นที่ซ่อนของความลับอันดำมืดของคฤหาสน์หลังนี้.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
กระซิบรัตติกาล

กระซิบรัตติกาล

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!