แสงอรุณสีทองละเลียดขอบฟ้า ดุจดั่งม่านผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ถูกค่อยๆ ขยายออกไป แสงนั้นสาดส่องลงมายังมหานครโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยหลับใหล บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การปรากฏของเทพิน สถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าตระการตาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หมอกม่านมายาที่ปกคลุมมานานนับพันปี บัดนี้ได้ถูกเผยให้เห็นอย่างเต็มตา ลวดลายแกะสลักอันวิจิตรบรรจง ผนังหินอ่อนที่เคยหมองหม่น บัดนี้สะท้อนประกายสีทองระยิบระยับ ยิ่งขับเน้นความยิ่งใหญ่และความทรงอำนาจของอารยธรรมที่สาบสูญแห่งนี้
เทพินยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างใหญ่ที่เคยเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณและอำนาจ ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ราวกับกำลังประทับภาพทุกรายละเอียดไว้ในความทรงจำอันไร้ขีดจำกัดของตนเอง เขาเคยสัมผัสถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ภายในซากปรักหักพังเหล่านี้มาตั้งแต่แรก แต่เมื่อหมอกม่านคลายออก พลังงานเหล่านั้นก็ทวีความชัดเจนยิ่งขึ้น มันไม่ใช่พลังงานธรรมดา หากแต่เป็นคลื่นแห่งอำนาจที่สั่งสมมานับศตวรรษ เป็นเสียงกระซิบของเหล่าทวยเทพที่ถูกลืมเลือน
“มหานครแห่งนี้… เคยยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวรึ” เสียงของเทพินดังก้อง ไม่ได้มีเจตนาจะถามใคร หากแต่เป็นคำอุทานที่หลุดออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ร่องรอยของอดีตกาลอันรุ่งเรืองปรากฏเด่นชัดในทุกอณูของสถานที่แห่งนี้ ราวกับว่ากาลเวลาไม่อาจทำลายล้างแก่นแท้ของมันไปได้
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงความลับของสถานที่แห่งนี้ สายตาของเขาก็พลันหยุดอยู่ที่สิ่งก่อสร้างหนึ่ง ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นั่นคือวิหารขนาดมหึมา ทรงสูงเสียดฟ้า ยอดแหลมของวิหารประดับด้วยอัญมณีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ส่องประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า วิหารแห่งนี้ดูแตกต่างจากสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นจากมวลสารที่เหนือกว่าโลกมนุษย์
“วิหารแห่งแสง…” เทพินเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา เขาจำได้ว่าเคยได้ยินตำนานเล่าขานถึงวิหารแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ เป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพในยุคโบราณ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลังอันบริสุทธิ์และเย็นสบายแผ่ซ่านเข้าสู่ปอด พลังงานที่แตกต่างจากพลังอันเร่าร้อนของป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเพิ่งผ่านมาอย่างสิ้นเชิง พลังงานแห่งนี้เต็มไปด้วยความสงบนิ่ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจอันมหาศาล
“ถึงเวลาที่ต้องเข้าไปแล้วสินะ” เทพินตัดสินใจ ก้าวเท้าเดินตรงไปยังวิหารแห่งแสงนั้น
ขณะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ ประตูวิหารที่เคยปิดสนิท ราวกับจะขัดขวางผู้มาเยือน ก็ค่อยๆ เปิดออกเองอย่างช้าๆ เสียงบานพับอันหนักอึ้งดังครืดคราด ราวกับกำลังปลุกเทพเจ้าที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา แสงสีทองสว่างไสวจากภายในวิหารสาดส่องออกมา ขับไล่ความมืดมิดที่เคยปกคลุมอยู่ให้จางหายไป
เทพินก้าวเท้าเข้าไปภายในวิหาร ทันทีที่ก้าวเข้าไป ร่างกายของเขาก็พลันเบาโหวง ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในมวลอากาศอันศักดิ์สิทธิ์ ภายในวิหารนั้นกว้างขวางกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก ผนังทุกด้านถูกประดับประดาด้วยลวดลายโบราณอันวิจิตรบรรจง และตรงกลางวิหาร มีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวตั้งเด่นเป็นสง่า ประดับด้วยอัญมณีสีขาวเม็ดมหึมา ที่เปล่งประกายเจิดจ้า
เมื่อเทพินเดินไปถึงแท่นบูชา เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าพลังทั้งหมดของมหานครแห่งนี้ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
“เจ้ามาแล้ว…”
เสียงทุ้มลึกดังขึ้นมาในโสตประสาทของเทพิน เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากภายนอก แต่ดังมาจากภายในความคิดของเขาเอง ราวกับว่าเสียงนั้นกำลังสื่อสารกับจิตวิญญาณของเขาโดยตรง
เทพินเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบเห็นผู้ใด “ใครอยู่ตรงนั้น?” เขาถามออกไป
“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งวิหารแห่งนี้ ข้าคือผู้ที่เฝ้ารอคอยผู้ที่จะกลับมา” เสียงนั้นตอบกลับมา
“ผู้ที่จะกลับมา?” เทพินเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก เทพิน” เสียงนั้นกล่าว “เจ้าคือผู้ที่จะนำพาแสงสว่างกลับมาสู่โลกใบนี้อีกครั้ง”
“แต่ข้าเป็นเพียงมนุษย์…” เทพินพึมพำ
“เจ้าไม่ใช่เพียงมนุษย์ธรรมดา เทพิน” เสียงนั้นกล่าวหนักแน่น “เจ้าคืออัสนี เทพแห่งสายฟ้า ผู้ซึ่งถูกส่งมายังโลกมนุษย์พร้อมภารกิจอันยิ่งใหญ่”
คำพูดนั้นทำให้เทพินถึงกับตะลึง “อัสนี… เทพแห่งสายฟ้า…?” เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ตลอดชีวิตของเขา เขาเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
“ความทรงจำของเจ้าถูกปิดกั้นไว้ เพื่อปกป้องเจ้าจากภยันตราย” เสียงนั้นอธิบาย “แต่บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะได้ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า”
ขณะที่เสียงนั้นกำลังอธิบาย เทพินก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนเข้ามาในร่างกายของเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกปลุกพลังบางอย่างที่หลับใหลมานานให้ตื่นขึ้น แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาจากตัวของเทพิน เปล่งประกายเจิดจ้าไปทั่วทั้งวิหาร
“พลัง… ที่แท้จริงของข้า…” เทพินพึมพำ พลังที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน บัดนี้มันกำลังไหลเวียนอยู่ในกายของเขาอย่างอิสระ
“จงจำไว้ เทพิน” เสียงนั้นกล่าว “เจ้าไม่ใช่แค่เทพิน เจ้าคืออัสนี และเจ้ามีหน้าที่ต้องหยุดยั้งความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา”
“ความมืดมิด… ที่ว่านั้นคืออะไร?” เทพินถาม
“มันคือพลังที่ต้องการกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้สูญสลาย มันคือภัยพิบัติที่จะนำพาหายนะมาสู่โลกใบนี้” เสียงนั้นตอบ “และเจ้าคือความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งมันได้”
เทพินหลับตาลง สัมผัสถึงพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในกายของเขา มันคือพลังที่ทั้งยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ให้ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองภายในวิหารก็พลันหรี่ลง เผยให้เห็นผนังด้านหนึ่งของวิหาร ที่บัดนี้ปรากฏภาพนิมิตขึ้นมา ภาพนั้นเป็นภาพของเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรือง แต่บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ผู้คนกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากการคุกคามของบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น
“นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น… หรือ?” เทพินถาม
“หากเจ้าไม่หยุดยั้งมัน… ใช่” เสียงนั้นตอบ
เทพินก้าวถอยหลังเล็กน้อย พลังงานที่เข้มข้นจากอัญมณีบนแท่นบูชาค่อยๆ จางหายไป แต่พลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขายังคงอยู่ มันไม่ใช่แค่พลัง แต่เป็นความรู้สึกของการตระหนักรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง
“ข้าเข้าใจแล้ว” เทพินกล่าว “ข้าจะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
ขณะที่เทพินกำลังประมวลผลข้อมูลอันมหาศาลที่เพิ่งได้รับมา ทันใดนั้นเอง พื้นของวิหารก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินเศษปูนร่วงหล่นลงมาจากเพดาน แสงไฟภายในวิหารเริ่มกระพริบถี่ขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น!” เทพินอุทาน
“มีผู้บุกรุก… พลังแห่งความมืด… กำลังพยายามเข้ามา!” เสียงนั้นตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
เทพินหันไปมองทางประตูวิหาร ที่ซึ่งบัดนี้กำลังมีเงาร่างสีดำทะมึนกำลังพยายามงัดแงะประตูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจากเงาร่างเหล่านั้น ทำให้เทพินขนลุกเกรียว
“ข้าต้องไปแล้ว” เทพินกล่าว “ข้าจะต้องปกป้องวิหารแห่งนี้”
เขากระโดดขึ้นไปบนแท่นบูชา ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยพลังอันบริสุทธิ์ ประกายแสงสีทองสว่างวาบออกมาจากตัวเขาอีกครั้ง คราวนี้มันแข็งแกร่งและทรงพลังกว่าเดิม
“ข้าคืออัสนี!” เทพินตะโกนก้อง “ผู้พิทักษ์แห่งแสง!”
ทันใดนั้นเอง ประตูวิหารก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาของพวกมันเรืองแสงสีแดงฉาน พวกมันคืออสูรกายแห่งความมืดที่ถูกส่งมาเพื่อทำลายสถานที่แห่งนี้
เทพินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกมัน ร่างกายของเขาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า ท่ามกลางความมืดมิดของเหล่านักรบแห่งอสูร เขาคือแสงสว่างที่ไม่มีวันดับสูญ
“พวกเจ้า… มาผิดที่แล้ว” เทพินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่นี่คือวิหารแห่งแสง และข้า… คือผู้พิทักษ์ของมัน”
ก่อนที่เหล่านักรบแห่งอสูรจะได้ตอบโต้ เทพินก็ยกมือขึ้น ท้องฟ้าภายในวิหารพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเข้ม ประกายสายฟ้าสีขาวสว่างวาบปรากฏขึ้นเหนือหัวของเขา
“จงไปเสียให้พ้น!” เทพินตะโกน พร้อมกับที่สายฟ้าอันทรงพลังก็ฟาดลงมายังเหล่านักรบแห่งอสูรอย่างต่อเนื่อง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วทั้งวิหาร…
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทวาบัญชา ท้าสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก