เทวาบัญชา ท้าสวรรค์

ตอนที่ 17 — มนตราแห่งหุบเขา และเงาที่คืบคลาน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,406 คำ

แสงอรุณสีทองยังคงอาบทาซากปรักหักพังของมหานครโบราณ ราวกับว่าเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณกำลังบรรจงปัดเป่าความมืดมิดให้เลือนหายไป เทพินยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างใหญ่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบทิศ ภาพสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า ตระหง่านด้วยเสาหินแกะสลักลวดลายที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่ บ่งบอกถึงอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองจนยากจะหยั่งถึง อดีตที่ถูกกาลเวลากลืนกิน ‌แต่กลับยังคงมีจิตวิญญาณของมันสถิตอยู่เนิ่นนาน

“ช่างเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งเสียนี่กระไร” เสียงของเทพินแฝงไปด้วยความทึ่งระคนสงสัย เขาเอ่ยกับตนเองเบาๆ ขณะที่มือหนาลูบไล้ไปตามผิวสัมผัสของเสาหินโบราณที่เย็นเยียบราวกับเก็บงำความลับของยุคสมัยไว้ภายใน

เมื่อคืนที่ผ่านมา เทพินได้ใช้พลังแห่งอัสนี สลายม่านหมอกแห่งมายาที่ปกคลุมเมืองนี้ไว้ ทำให้เขาสามารถมองเห็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความมืดมิด ม่านหมอกนั้นมิใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ​แต่เป็นอำนาจลึกลับที่พยายามกลืนกินและลบล้างทุกสิ่งให้สูญสิ้นไป ยิ่งเขาจ้องมองไปยังใจกลางของมหานครที่พังทลาย เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมา มันไม่ใช่พลังงานแห่งความดี หรือความชั่ว แต่เป็นความว่างเปล่าที่ดูดกลืนทุกสิ่ง

“พลังที่นี่...มันผิดปกติ” อัสนีกล่าวขึ้นในจิตสำนึกของเทพิน น้ำเสียงของเทพผู้สูงศักดิ์แฝงไปด้วยความกังวล

“ท่านสัมผัสได้ถึงมันเช่นกันหรือ?” ‍เทพินถามกลับ ดวงตาคู่คมฉายแววครุ่นคิด

“แน่นอน เทพิน การดำรงอยู่ของข้าคือสายฟ้า คือพลังแห่งการทำลายล้าง และการสร้างสรรค์ แต่พลังที่แผ่ซ่านจากที่นี่ มันมิใช่สิ่งใดที่ข้าเคยสัมผัสมา ‌มันราวกับเป็นสุญญากาศที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง” อัสนีอธิบาย

เทพินพยักหน้ารับ การตีความของอัสนีนั้นตรงกับความรู้สึกของเขา ราวกับว่าทั้งเมืองนี้กำลังจะกลืนกินตัวเขาเข้าไปพร้อมกับซากปรักหักพังเหล่านี้

“เป้าหมายของเราคือหุบเขามรณะ ตามที่ท่านอาจารย์ได้บอกไว้” เทพินกล่าว เขาหันไปมองทิศทางที่เขาคาดว่าจะเป็นเส้นทางไปสู่หุบเขา โดยมีเข็มทิศแห่งจิตที่อัสนีมอบให้เป็นเครื่องนำทาง

“ข้าสัมผัสได้ถึงร่องรอยของพลังงานโบราณที่นั่น ‍มันเข้มข้นกว่าที่นี่มากนัก” อัสนีเสริม

เทพินเริ่มออกเดิน ก้าวเท้าไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษหินเศษทราย เสียงฝีเท้าของเขาดังแว่วเบาๆ ในความเงียบสงัดของเมืองโบราณแห่งนี้ เขาเดินผ่านซุ้มประตูที่พังทลาย กำแพงที่เอียงเอน ราวกับกำลังเดินผ่านเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกทอดทิ้ง

ขณะที่เทพินกำลังจะก้าวออกจากเขตใจกลางของมหานคร ​เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นมาเบาๆ จากทิศทางด้านหลัง เขาชะงักฝีเท้า หันกลับไปมอง

“มีอะไรหรือ?” อัสนีถาม

“ข้าได้ยินเสียง...เหมือนเสียงกระซิบ” เทพินตอบ เขายืดประสาทสัมผัสอันเฉียบคมรับฟังอีกครั้ง

เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาราวกับสายลม แต่กลับมีความเย็นยะเยือกแฝงอยู่ ​มันไม่ได้มาจากทิศทางเดียว แต่มาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าทั้งเมืองกำลังกล่าวถ้อยคำบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจ

“มันไม่ใช่เสียงลมธรรมดา เทพิน” อัสนีกล่าว เสียงของเขากังวานขึ้นเล็กน้อย “มันคือเสียงเรียก...เสียงเรียกของวิญญาณที่ถูกกักขัง”

เทพินขมวดคิ้ว “วิญญาณ? ​ที่นี่มีวิญญาณของใครอยู่?”

“พลังงานที่นี่...มันไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า มันคือพลังที่ถูกสร้างขึ้นจากความทุกข์ทรมาน ความสิ้นหวัง และการสูญเสีย” อัสนีอธิบาย “เมืองแห่งนี้อาจเคยเป็นที่ตั้งของหายนะอันใหญ่หลวง ผู้คนนับล้านต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า วิญญาณเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ ไม่ยอมไปไหน”

เทพินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่พยายามจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ราวกับว่าวิญญาณเหล่านั้นต้องการจะสื่อสารบางอย่างกับเขา

“พวกเขาต้องการอะไร?” เทพินถาม

“อาจเป็นความช่วยเหลือ...หรืออาจเป็นเพียงการได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกกดทับมานาน” อัสนีตอบ “แต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าต้องระวัง เทพิน พลังของวิญญาณที่ถูกปลุกขึ้นมา อาจมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่”

เทพินพยักหน้ารับ เขาไม่ได้กลัว แต่เขารู้ดีว่าพลังที่มองไม่เห็นนั้นอันตรายกว่าสิ่งที่ประจักษ์แจ้งเสียอีก

“ข้าจะระวัง” เขาตอบ “แต่ข้าจะเดินหน้าต่อไป”

เทพินหันกลับไปเผชิญหน้ากับเส้นทางข้างหน้า ทิ้งเสียงกระซิบอันวังเวงไว้เบื้องหลัง เขาเดินลึกเข้าไปในเขตที่เริ่มมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นกว่าเดิม ซากปรักหักพังเริ่มกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ป่าไม้โบราณดูเหมือนจะพยายามโอบกอดเมืองนี้ไว้ พยายามจะกลบเกลื่อนร่องรอยแห่งความหายนะ

เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงขอบของป่า ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากป่าทั่วไปที่เขาเคยพบเห็น ต้นไม้ที่นี่มีรูปร่างประหลาด ใบไม้มีสีเข้มจัด ลำต้นบิดเกลียวราวกับถูกบีบคั้น ท่ามกลางความมืดสลัวของป่าแห่งนี้ เทพินสัมผัสได้ถึงพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง มันไม่ใช่ความว่างเปล่าอันเยือกเย็น หรือเสียงกระซิบของวิญญาณ แต่เป็นพลังแห่งชีวิตที่แข็งแกร่ง ซ่อนเร้น และดุดัน

“นี่คือป่าศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง?” เทพินถาม

“ถูกต้อง” อัสนีตอบ “ป่าแห่งนี้เป็นดั่งปราการด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่หุบเขามรณะ พลังงานของที่นี่แตกต่างจากที่อื่น มันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่คอยปกป้องเส้นทางสู่หุบเขา”

เทพินก้าวเท้าเข้าไปในป่าอย่างระมัดระวัง แสงสว่างจากภายนอกถูกบดบังโดยเรือนยอดหนาทึบ ทำให้ภายในป่ามีแสงสลัวราวกับเวลาบ่ายแก่ๆ อากาศในป่าแห่งนี้เย็นสบายและบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าลอยมาตามลม

“แต่จงอย่าประมาท เทพิน” อัสนีเตือน “แม้จะเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างอาศัยอยู่ที่นี่ สิ่งมีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมด้วยพลังแห่งป่านี้ พวกมันอาจไม่เป็นมิตรต่อผู้บุกรุก”

ทันทีที่อัสนีพูดจบ เทพินก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างขยับไหวอยู่ตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่

มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายกวาง แต่มีเขาที่แหลมคมราวกับเข็ม มีขนตามลำตัวเป็นสีเขียวเข้ม ผสมผสานไปกับสีของใบไม้ ทำให้ยากต่อการมองเห็นหากไม่สังเกตให้ดี ดวงตาของพวกมันเป็นประกายสีอำพัน

“พวกมันคือเหล่าผู้พิทักษ์แห่งป่า” อัสนีอธิบาย “พวกมันเป็นมิตรกับผู้ที่เข้ามาด้วยเจตนาดี แต่จะโจมตีผู้ที่คิดร้าย”

เทพินหยุดเดิน เขาไม่ต้องการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เขาตั้งสมาธิ หายใจเข้าลึกๆ แล้วปลดปล่อยพลังงานแห่งความบริสุทธิ์ออกมาจากตัวตนของเขา

“ข้ามาที่นี่ด้วยเจตนาดี ข้าต้องการเดินทางไปยังหุบเขามรณะ ข้าไม่ได้ต้องการทำอันตรายต่อผืนป่า หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ” เทพินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและจริงใจ

เหล่าผู้พิทักษ์แห่งป่าที่ซ่อนตัวอยู่ ได้ยินถึงพลังงานอันบริสุทธิ์ของเทพิน พวกมันค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน และเดินเข้ามาใกล้ด้วยความระแวง

เทพินยื่นมือออกไปช้าๆ หวังจะสื่อสารกับพวกมัน แต่แล้ว จู่ๆ เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องลึกของป่า

พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ต้นไม้ใหญ่โค่นล้มลงหลายต้น กิ่งก้านสาขาหักสะบั้น

“อะไรกันนั่น!” เทพินอุทานด้วยความตกใจ

“มันไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งป่า!” อัสนีตะโกน “มันคือพลังอีกรูปแบบหนึ่ง...พลังที่ชั่วร้าย และดุดันกว่าที่ข้าเคยสัมผัสมา!”

จากความมืดสลัวเบื้องลึกของป่า ร่างเงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าธรรมดาหลายเท่า ดวงตาของมันลุกไหม้เป็นสีแดงฉาน และมีหนามแหลมคมปกคลุมทั่วทั้งร่าง มันปลดปล่อยกลิ่นสาปสางที่น่าขยะแขยงออกมา

“มันคืออสูรกายแห่งเงา!” อัสนีร้องบอก “มันถูกดึงดูดมาด้วยพลังงานที่เข้มข้น และมันต้องการจะกลืนกินทุกสิ่ง!”

อสูรกายแห่งเงาคำรามลั่น มันพุ่งเข้าใส่เทพินด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

เทพินตั้งท่าเตรียมรับมือ เขารู้ดีว่านี่คือการทดสอบครั้งสำคัญของเขา

“เตรียมตัวให้พร้อม เทพิน!” อัสนีสั่ง น้ำเสียงของเทพเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

เทพินกัดฟันแน่น เขายกมือขึ้น ปลดปล่อยพลังแห่งอัสนีอันรุนแรงออกมา หวังจะสกัดกั้นการโจมตีของอสูรกายแห่งเงา

แต่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เทพินต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

เมื่อพลังแห่งอัสนีของเทพินปะทะเข้ากับร่างของอสูรกายแห่งเงา มันกลับมิได้สลายไป หรือบาดเจ็บ แต่มันกลับกลืนกินพลังงานนั้นเข้าไป ราวกับว่ามันกำลังจะแข็งแกร่งขึ้น!

“เป็นไปได้อย่างไร!” เทพินอุทาน

“มันเป็นเพราะพลังงานของที่นี่! อสูรกายแห่งเงาได้ดูดซับพลังงานจากเมืองโบราณ และป่าแห่งนี้เข้าไป มันจึงแข็งแกร่งขึ้นมาก!” อัสนีอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

อสูรกายแห่งเงาคำรามอีกครั้ง มันปลดปล่อยคลื่นพลังงานสีดำทมิฬออกมา คลื่นพลังงานนั้นแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

เทพินพยายามหลบเลี่ยง แต่คลื่นพลังงานนั้นกลับมีความเร็วสูงกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้

“ระวัง!” อัสนีตะโกน

คลื่นพลังงานสีดำทมิฬพุ่งเข้าใส่เทพินอย่างจัง

ร่างของเทพินเซถลาไปข้างหลัง เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นผ่านร่างกาย ราวกับว่าพลังงานมืดนั้นกำลังกัดกินเขาจากภายใน

“แย่แล้ว! เจ้าได้รับบาดเจ็บ!” อัสนีกล่าวด้วยความกังวล

เทพินพยายามรวบรวมสติ เขารู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด

“ข้า...ข้ายังไหว” เทพินกัดฟันตอบ เขาพยายามลุกขึ้นยืน แม้จะรู้สึกอ่อนแรงก็ตาม

อสูรกายแห่งเงาเห็นท่าทีของเทพิน มันยิ่งได้ใจ มันคำรามอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าใส่เทพินอีกครั้ง

เทพินรู้ดีว่า การใช้พลังสายฟ้าแบบธรรมดาคงไม่สามารถต้านทานมันได้อีกต่อไป เขาต้องหาหนทางอื่น

“อัสนี...มีหนทางอื่นหรือไม่?” เทพินถาม

“มี...แต่เจ้าอาจต้องปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของข้าออกมา” อัสนีตอบ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความลังเล

“พลังที่แท้จริง?” เทพินทวนคำ

“ใช่...พลังแห่งการทำลายล้างขั้นสูงสุดของข้า...แต่การจะใช้มัน เจ้าจะต้องแลกมาด้วยพลังชีวิตของเจ้าจำนวนมาก” อัสนีกล่าว

เทพินมองไปยังอสูรกายแห่งเงาที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขาลุกวาวไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น

“บอกข้ามา อัสนี! ข้าพร้อมแล้ว!” เทพินตะโกน

“ฟังให้ดี เทพิน! เจ้าต้องรวบรวมพลังทั้งหมดของเจ้า และปลดปล่อยมันออกมาพร้อมกับคำบัญชาแห่งข้า!” อัสนีเริ่มกล่าวคำบัญชาโบราณที่กึกก้อง

เทพินหลับตาลง รวบรวมพลังทั้งหมดที่เขามีอยู่ภายใน เขาเห็นภาพของสายฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่ทรงพลังที่สุด กำลังก่อตัวขึ้นภายในร่างของเขา

อสูรกายแห่งเงากำลังจะเข้าถึงตัวเทพินแล้ว

เทพินลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาสว่างไสวราวกับมีแสงสว่างส่องประกายออกมา

“เทวาบัญชา...สายฟ้าสวรรค์!”

ทันใดนั้น แสงสว่างอันเจิดจ้าก็ระเบิดออกมาจากร่างของเทพิน มันสว่างไสวกว่าแสงอาทิตย์นับล้านดวง กวาดล้างความมืดมิดของป่าให้เลือนหายไปในพริบตา

ลำแสงสายฟ้าสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งตรงเข้าใส่ร่างของอสูรกายแห่งเงา

เสียงคำรามของอสูรกายแห่งเงาแผ่วเบาลง กลายเป็นเสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนา

พลังแห่งสายฟ้าสวรรค์ได้เริ่มกัดกินพลังงานมืดของอสูรกายแห่งเงา มันมิใช่การทำลายล้างแบบเดิมๆ แต่มันเป็นการชำระล้าง

เทพินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้า เขารู้สึกถึงพลังชีวิตของตนเองที่กำลังร่อยหรอไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ไม่สนใจ

เขาต้องหยุดอสูรกายแห่งเงาให้ได้

แสงสว่างค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นร่างของอสูรกายแห่งเงาที่กำลังสลายไปเป็นฝุ่นสีดำ

ในที่สุด มันก็สลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงัดในป่าศักดิ์สิทธิ์

เทพินทรุดตัวลงกับพื้น เขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว

“เจ้าทำสำเร็จแล้ว เทพิน” อัสนีกล่าว น้ำเสียงของเขาอ่อนลง แต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจ

เทพินหอบหายใจอย่างหนัก เขามองไปยังทิศทางของหุบเขามรณะที่อยู่เบื้องหน้า

การเดินทางของเขายังคงอีกยาวไกล และอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า ก็ดูเหมือนจะอันตรายยิ่งกว่าที่เขาเคยเผชิญมา

แต่ในขณะเดียวกัน เทพินก็สัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นภายในตัวเขา

เขาได้พิสูจน์แล้วว่า ตนเองสามารถใช้พลังที่แท้จริงของอัสนีได้

บทเรียนครั้งนี้ ราคาแพง แต่ก็คุ้มค่า

แต่ในความเงียบสงัดของป่าเทพินกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ...

คล้ายกับว่า...ยังมีบางสิ่งบางอย่าง...ที่มองไม่เห็น...กำลังจ้องมองมาที่เขาอยู่...

นั่นคืออะไรกันแน่?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เทวาบัญชา ท้าสวรรค์

เทวาบัญชา ท้าสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!