แสงอรุณสีทองยังคงอาบทาซากปรักหักพังของมหานครโบราณ ราวกับว่าเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณกำลังบรรจงปัดเป่าความมืดมิดให้เลือนหายไป เทพินยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างใหญ่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบทิศ ภาพสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า ตระหง่านด้วยเสาหินแกะสลักลวดลายโบราณ สื่อถึงความรุ่งเรืองในอดีตอันยาวนาน
หลังจากการเดินทางที่ยาวนานผ่านป่าศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับ และเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน บัดนี้เขาก็มาถึงใจกลางของสิ่งที่เหลืออยู่ของนครแห่งนี้ ดินแดนที่ถูกกล่าวขานว่ามีพลังงานบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ และเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งแสง อันเป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้
“ที่นี่…คือจุดหมายจริงๆ ใช่หรือไม่ อัสนี?” เทพินเอ่ยถามกับร่างในจิตใจของตน เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดโชยเบาๆ ที่พัดผ่านช่องว่างของซากปรักหักพัง
‘ใช่แล้ว เทพิน’ เสียงทุ้มต่ำของอัสนีตอบกลับมาในภวังค์ ‘นี่คือมหานครแห่งเทพ บรรพกาลที่ถูกสาปให้หลับใหล บัดนี้เจ้าได้มายืนอยู่หน้าจุดศูนย์กลางของมันแล้ว’
เทพินสูดลมหายใจลึกๆ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากภายในซากปรักหักพังแห่งนี้ มันไม่ใช่พลังงานที่รุนแรงหรือคุกคาม แต่กลับเป็นพลังงานที่เก่าแก่ ลึกล้ำ และเต็มไปด้วยความสงบ ราวกับเป็นจิตวิญญาณของเมืองที่กำลังหลับใหล
“แล้ววิหารแห่งแสงอยู่ตรงไหน?” เทพินถามต่อ สายตาสำรวจไปยังสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เข้มข้นกว่าที่อื่น”
‘วิหารแห่งแสงมิได้ตั้งอยู่บนพื้นดินเหมือนที่เจ้าคิด’ อัสนีอธิบาย ‘มันสถิตอยู่เบื้องบน… อยู่ในมิติที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้’
เทพินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “มิติที่ซ่อนเร้น?”
‘ถูกต้อง’ อัสนีกล่าว ‘แต่พลังงานของมันแผ่ซ่านออกมาครอบคลุมทั่วบริเวณนี้ และที่นี่…คือจุดเชื่อมต่อ’
เทพินกวาดสายตาไปยังลานกว้างที่เขาอยู่ พลันสายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ที่แท่นหินขนาดใหญ่กลางลาน ซึ่งถูกแกะสลักเป็นลวดลายที่ซับซ้อนและงดงาม ราวกับแผนที่ดวงดาวโบราณ บนแท่นนั้นมีสัญลักษณ์บางอย่างที่ส่องประกายจางๆ อยู่
“นั่น…คืออะไร?” เทพินเดินเข้าไปใกล้แท่นหินนั้นอย่างระมัดระวัง
‘นั่นคือ ‘บัลลังก์ดารา’ ที่มาแห่งการเชื่อมต่อ’ อัสนีกล่าว ‘มันคือเครื่องมือที่บรรพกาลใช้เพื่อเปิดประตูสู่มิติของวิหารแห่งแสง’
เทพินเอามือแตะลงบนพื้นผิวของแท่นหินเย็นเฉียบ เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ภายใต้ผิวสัมผัส ราวกับว่าแท่นหินนี้มีชีวิตของมันเอง
“แล้วข้าจะเปิดประตูนั้นได้อย่างไร?” เทพินถาม
‘เจ้าต้องใช้พลังของเจ้า’ อัสนีบอก ‘พลังที่เจ้าได้รับมา…พลังแห่งอัสนี’
เทพินหลับตาลง เขาพยายามรวบรวมพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกาย พลังที่เริ่มคุ้นเคยและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เขาจำได้ถึงครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังนี้ มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพลังอื่นๆ ที่เคยรู้จัก มันทั้งทรงพลัง เยือกเย็น และสั่นสะเทือนไปทั่วสรรพางค์กาย
“ข้า…พร้อมแล้ว” เทพินกล่าว เขาลืมตาขึ้น ใบหน้าฉายแววแห่งความมุ่งมั่น
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าเจิดจ้าก็ปะทุออกจากปลายนิ้วของเทพิน แสงนั้นมิได้ร้อนแรง แต่กลับเย็นยะเยือกราวกับสายฟ้าที่ถูกกลั่นกรองจนบริสุทธิ์ แสงสีฟ้าสาดส่องลงไปบนแท่นหินบัลลังก์ดารา สัญลักษณ์โบราณที่อยู่บนนั้นพลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทอง
เสียงก้องกังวานดังขึ้น ราวกับเสียงระฆังโบราณที่ถูกตีขึ้นมาอีกครั้ง พื้นดินรอบๆ ตัวเทพินสั่นสะเทือนเบาๆ อากาศเริ่มบิดเบี้ยวผิดรูปไปจากเดิม
“นี่มัน…!” เทพินอุทานด้วยความตกตะลึง
เบื้องหน้าของเขา สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนก็ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง แสงสีขาวสว่างเจิดจ้าเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นลำแสงที่พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ภาพเหล่านั้นค่อยๆ ซ้อนทับกัน ก่อเกิดเป็นภาพของโครงสร้างบางอย่างที่ใหญ่โตมโหฬาร… ภาพของวิหารแห่งแสง
“วิหารแห่งแสง…” เทพินพึมพำด้วยความปีติยินดี
วิหารที่ปรากฏขึ้นตรงหน้ามิใช่สิ่งที่เขาเคยจินตนาการไว้ มันใหญ่โตเกินกว่าที่สิ่งก่อสร้างใดๆ บนโลกมนุษย์จะเทียบเคียงได้ สถาปัตยกรรมของมันล้วนทำมาจากแสงบริสุทธิ์ที่ส่องประกายระยิบระยับ ราวกับดวงดาวที่ถูกนำมาประกอบรวมกัน เป็นอาคารที่ทั้งสง่างาม ล้ำสมัย และเต็มไปด้วยพลังอันศักดิ์สิทธิ์
“นี่คือวิหารแห่งแสง…ที่แท้จริง” อัสนีกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ ‘ประตูแห่งมิติได้ถูกเปิดออกแล้ว เจ้าสามารถเข้าไปได้แล้ว เทพิน’
เทพินมองตรงไปยังประตูมิติที่ก่อตัวขึ้นตรงหน้า มันเป็นเหมือนผืนน้ำที่กำลังหมุนวนด้วยแสงหลากสี เป็นทางเข้าสู่โลกที่เหนือกว่าจินตนาการ
“แต่…ข้างในนั้นมีอะไรอยู่?” เทพินถามด้วยความกังวลเล็กน้อย
‘ความจริง’ อัสนีตอบเรียบๆ ‘ความจริงเกี่ยวกับตัวเจ้า…เกี่ยวกับพลังของเจ้า…และเกี่ยวกับชะตากรรมของโลกใบนี้’
เทพินพยักหน้า เขารู้ดีว่าการเดินทางของเขามาถึงจุดสำคัญแล้ว การก้าวเข้าไปในวิหารแห่งแสงครั้งนี้ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง
“ข้าจะเข้าไป” เทพินกล่าวอย่างหนักแน่น เขาเดินตรงไปยังประตูมิติที่ส่องประกายอยู่เบื้องหน้า
ขณะที่เขากำลังจะก้าวผ่านประตูมิตินั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังก็ดังขึ้น
“อย่า!”
เสียงนั้นแหลมสูง และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เทพินหันกลับไปมอง
ร่างของหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏขึ้นจากเงามืดของซากปรักหักพัง ผมยาวสีดำขลับ ดวงตาสีม่วงเข้มที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และชุดที่ดูขาดรุ่งริ่งบ่งบอกว่าเธอคงผ่านอะไรมาอย่างหนัก
“เจ้า…หยุดเถอะ!” หญิงสาวร้องอีกครั้ง “ข้างในนั้น…อันตรายเกินไป!”
เทพินมองหญิงสาวด้วยความแปลกใจ “ท่านคือใคร? และเหตุใดท่านจึงรู้เรื่องวิหารแห่งนี้?”
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าซีดเผือด “ข้า…ข้าคือหนึ่งในผู้พิทักษ์แห่งนครแห่งนี้…ก่อนที่มันจะล่มสลาย”
“ผู้พิทักษ์?” เทพินกล่าว “แต่ทำไมท่านถึงยังอยู่ที่นี่?”
“ข้า…ถูกสาปให้เฝ้ามอง” หญิงสาวกล่าวเสียงสั่นเครือ “เฝ้ามองประตูบานนี้…เฝ้ามองผู้ที่จะมาเปิดมัน…และเฝ้ามองหายนะที่จะตามมา”
“หายนะ?” เทพินขมวดคิ้ว “ท่านหมายถึงอะไร?”
“วิหารแห่งแสง…มิใช่สถานที่แห่งความหวังเสมอไป” หญิงสาวพูด ดวงตาฉายแววเศร้าหมอง “มันคือสมรภูมิ…คือที่ที่เหล่าเทพยุทธ์ต้องต่อสู้กับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว…กับเงาที่ตามหลอกหลอน…กับปีศาจที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของตนเอง”
เทพินอึ้งไป เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวิหารที่เต็มไปด้วยแสงสว่างจะมีความลับอันดำมืดซ่อนอยู่
“ท่าน…กำลังจะบอกว่าข้ากำลังเดินเข้าสู่กับดัก?” เทพินถาม
“ข้าไม่แน่ใจ” หญิงสาวกล่าว “แต่ข้าได้เห็น…ผู้มาก่อนเจ้า…หลายคน…ที่เข้าไปแล้วก็มิเคยได้กลับออกมา…บางคน…ก็กลับออกมาพร้อมกับดวงวิญญาณที่ถูกบิดเบือน”
เทพินเงียบไป เขามองกลับไปยังประตูมิติที่ยังคงส่องประกายอยู่เบื้องหน้า สภาพของหญิงสาวและความหวาดกลัวในแววตาของเธอ ทำให้เขารู้สึกถึงความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่
‘เทพิน’ เสียงของอัสนีดังขึ้นในภวังค์ ‘จงอย่าได้หวั่นไหว’
‘แต่ข้า…’ เทพินเริ่มจะกล่าว
‘ข้าคืออัสนี เทพแห่งสายฟ้า’ เสียงของอัสนีหนักแน่นขึ้น ‘ข้าจะไม่อนุญาตให้มีสิ่งใดมาทำอันตรายเจ้าได้ ไม่ว่าจะจากเบื้องนอก…หรือจากเบื้องลึกของจิตใจเจ้าเอง’
เทพินสูดลมหายใจลึกๆ เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่หญิงสาวพูดนั้นจริงเพียงใด แต่เขาก็อดที่จะไม่รู้สึกถึงความหนักอึ้งที่เพิ่มขึ้นมาไม่ได้
“ท่าน…ขอบคุณสำหรับคำเตือน” เทพินกล่าวกับหญิงสาว “แต่ข้าต้องเข้าไป”
เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับประตูมิติอีกครั้ง แสงสว่างที่เคยดูอบอุ่น บัดนี้กลับดูราวกับจะล่อลวง
“ท่านแน่ใจหรือ?” หญิงสาวถามเสียงสั่น
เทพินพยักหน้า เขาไม่หันกลับไปมองหญิงสาวอีก
“ข้าคือเทพิน” เขาเอ่ยเสียงดังฟังชัด “และข้าจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ขวางหน้า…ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะก้าวเข้าไปในวิหารแห่งแสง ไม่ว่าจะต้องพบเจออะไรก็ตาม
เมื่อเท้าของเทพินสัมผัสกับพื้นผิวของประตูมิติ โลกทั้งใบก็พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงอันมหาศาลที่ดูดกลืนร่างของเขาเข้าไป
ทันใดนั้น…
เทพินพลันพบว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เบื้องหน้าของเขา…มิใช่วิหารแห่งแสงที่งดงามตระการตาอย่างที่เขาคาดหวัง…
แต่กลับเป็น…
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทวาบัญชา ท้าสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก