แสงอรุณสีทองยังคงอาบทาซากปรักหักพังของมหานครโบราณ ราวกับว่าเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณกำลังบรรจงปัดเป่าความมืดมิดให้เลือนหายไป เทพินยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างใหญ่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบทิศ ภาพสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าและยิ่งใหญ่ที่บัดนี้เหลือเพียงเศษซาก ยังคงฉายประกายแห่งอดีตอันรุ่งเรือง จิตใจของเขากระเพื่อมไหวด้วยคลื่นความทรงจำที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“ที่นี่…คือดินแดนที่ข้าเคยเหยียบย่ำ” เสียงของอัสนี ดังก้องในความคิดของเทพิน ราวกับภาพสะท้อนจากอดีตกาล เสียงนั้นเต็มไปด้วยความระคนกันระหว่างความรันทดและความสงสัย “แต่เหตุใด…ข้าถึงจำอะไรไม่ได้เลย”
เทพินส่ายหน้าช้าๆ พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะ เขาจำได้ว่าก่อนที่จะมาถึงที่นี่ เขากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายบางอย่างในป่าศักดิ์สิทธิ์ และแล้วก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา ก่อนจะพบว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่แล้ว หายไปจากความทรงจำ คือช่วงเวลาที่เขาเดินทางมาถึงมหานครโบราณแห่งนี้
“บางที…อาจจะเป็นผลจากพลังของ ‘ห้วงเวลา’ ที่ข้าได้สัมผัส” เทพินพึมพำกับตัวเอง เขาเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่สามารถบิดเบือนหรือชักนำผู้คนเข้าสู่มิติแห่งความทรงจำของตนเองได้
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด องค์ประกอบของแสงอรุณที่สาดส่องลงมาพลันเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นแสงสีทองอบอุ่น บัดนี้กลับกลายเป็นแสงสีเงินยวงอันเย็นเยียบ แสงนั้นก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่เป็นเงาร่างที่พร่ามัวและไม่ชัดเจน
“ใคร…?” เทพินเอ่ยถาม วาจาของเขาหนักแน่น ท่ามกลางความเงียบสงัดของซากปรักหักพัง
เงาร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อตัวเป็นรูปร่างที่เด่นชัดขึ้น มันคือสตรีผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาของนางเปล่งประกายราวกับดวงดาว แต่ใบหน้านางกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ท่าน…คือผู้ที่หลงลืม” เสียงของสตรีผู้นั้นแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลม
เทพินจ้องมองนางด้วยความฉงน “ท่านรู้จักข้า?”
“ข้า…คือผู้เฝ้ามอง” สตรีตนนั้นตอบ สายตาของนางทอดมองไปยังเศษซากของมหานครโบราณ “มหานครแห่งนี้…เคยรุ่งเรืองยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นใดๆ แต่บัดนี้…กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า”
“แล้วเหตุใด จึงเป็นเช่นนี้?” เทพินถามอย่างใจเย็น แม้จะรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากสตรีตนนี้
“ความทะเยอทะยาน…และการทรยศ” สตรีตนนั้นกล่าว น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “เหล่าเทพผู้ปกครอง…ได้พยายามไขว่คว้าอำนาจที่เกินกว่าจะควบคุมได้”
ทันใดนั้น ภาพในความคิดของเทพินก็สว่างวาบขึ้นมา เขาเห็นภาพของเทพบุตรและเทพธิดาตนหนึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้าที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
“นั่น…คืออดีตของข้า?” อัสนีถามอย่างตกใจ
“ใช่…ท่านคือหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้อง” สตรีตนนั้นตอบ “แต่ท่าน…เลือกที่จะลบล้างความทรงจำทั้งหมด เพื่อหลีกหนีจากบาปที่ติดตัว”
เทพินรู้สึกเหมือนมีก้อนหินทิ่มแทงในหัวใจ ความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์ไหลหลั่งเข้ามาอีกครั้ง เขาเห็นภาพของตนเองกำลังใช้พลังอันมหาศาลทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“แต่…เหตุใดข้าถึงต้องทำเช่นนั้น?” เทพินถาม เสียงของเขาสั่นเครือ
“เพราะ…ท่านเชื่อว่านี่คือหนทางเดียวที่จะปกป้อง ‘แก่นแท้’ ของทุกสรรพสิ่ง” สตรีตนนั้นกล่าว “แต่การกระทำของท่าน…กลับนำมาซึ่งหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่า”
ขณะที่สตรีตนนั้นพูด เงาของนางก็เริ่มแผ่ขยายออกไป ปกคลุมซากปรักหักพังจนเกือบทั้งหมด ความรู้สึกหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเทพิน
“ท่าน…กำลังจะหายไป?” เทพินถาม
“ข้า…คือ ‘ผู้พิทักษ์แห่งความทรงจำ’ เมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกลืมเลือน…ข้าก็ย่อมสูญสลายไปพร้อมกับมัน” สตรีตนนั้นกล่าว “แต่ก่อนที่ข้าจะจากไป…ข้าจะมอบบางสิ่งให้กับท่าน”
ทันใดนั้น สตรีตนนั้นก็ยื่นมือเรียวยาวออกมา นิ้วของนางจรดลงบนหน้าผากของเทพิน
“จงจำ…สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”
วินาทีที่นิ้วของนางสัมผัสหน้าผาก เทพินก็รู้สึกราวกับถูกกระชากเข้าไปในวังวนแห่งความทรงจำอีกครั้ง คราวนี้ ภาพที่ปรากฏนั้นชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดๆ
เขาเห็นตนเองในร่างของอัสนี กำลังยืนอยู่บนแท่นบูชาโบราณ ท่ามกลางเสียงสวดสรรเสริญอันกึกก้อง แสงสีทองสาดส่องลงมาจากเบื้องบน บ่งบอกถึงการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่
“นี่…คือพิธีบูชายัญ?” เทพินถามอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่…” เสียงของอัสนีดังขึ้นในความคิดของเขา “แต่ไม่ใช่การบูชายัญเพื่อความตาย…แต่เป็นการบูชายัญเพื่อ ‘พลัง’ ที่ยิ่งใหญ่กว่า”
เทพินเห็นภาพของตนเองในร่างของอัสนี ยกมือขึ้นสู่เบื้องบน พลังงานสีม่วงเข้มค่อยๆ ก่อตัวขึ้นรอบกายเขา พลังงานนั้นสั่นสะเทือนราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แตกสลาย
“พลัง…อะไรกัน?” เทพินถาม
“พลังแห่ง ‘ความมืด’…” อัสนีตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “พลังที่ข้า…พยายามจะผนึกไว้”
ภาพในความทรงจำเลื่อนไหลไปอีกครั้ง คราวนี้เทพินเห็นตนเองในร่างของอัสนีกำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว ร่างกายของมันบิดเบี้ยวผิดรูป เต็มไปด้วยหนวดระยางอันแหลมคม ดวงตาของมันเรืองรองด้วยแสงสีแดงฉาน
“นั่น…คือ ‘มารร้าย’ ที่ข้าเคยปราบ?” อัสนีถาม
“มารร้าย…ที่ท่านได้ปลดปล่อยออกมาเอง” สตรีตนนั้นกล่าว ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังถาโถมเข้ามา “ด้วยความเข้าใจผิด…ว่าท่านจะสามารถควบคุมมันได้”
เทพินรู้สึกถึงความกดดันอันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ราวกับว่ามิติแห่งนี้กำลังจะยุบตัวลง
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าควรทำอย่างไร?” เทพินถาม
“จง…เลือก” สตรีตนนั้นกล่าว น้ำเสียงของนางเริ่มเลือนหายไป “เลือก…ที่จะเผชิญหน้ากับอดีต…หรือ…หลีกหนีมันตลอดไป”
ทันใดนั้น แสงสีเงินยวงของสตรีตนนั้นก็ดับวูบไป พร้อมกับร่างของนาง เทพินพบว่าตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ถูกอาบร่างด้วยแสงอรุณสีทองอันคุ้นเคย
“หายไปแล้ว…” เทพินพึมพำ
แต่ภาพในความทรงจำที่สตรีตนนั้นมอบให้ ยังคงติดตรึงอยู่ในความคิดของเขาอย่างชัดเจน
“ความมืด…ที่ข้าเคยผนึก…” อัสนีกล่าว “มัน…กำลังจะกลับมา…”
เทพินสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ลมที่เคยพัดเอื่อยๆ บัดนี้กลับแรงขึ้น มีเมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า
“ข้า…ต้องไปที่ ‘หุบเขามรณะ’…” เทพินตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “ที่นั่น…คือที่ที่พลังแห่งความมืด…ถูกผนึกไว้”
เขากวาดสายตาไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทิศที่เขาคาดว่าจะเป็นที่ตั้งของหุบเขามรณะ แม้จะยังมองไม่เห็น แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ดึงดูดเขาไปทางนั้น
“แต่…ก่อนจะไปถึงที่นั่น…” เทพินนึกขึ้นได้ “ข้ายังไม่รู้เลยว่า…ใครคือ ‘ศัตรู’ ที่แท้จริงของข้า”
พลัน เสียงหัวเราะแผ่วเบา ดังมาจากมุมหนึ่งของซากปรักหักพัง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสตรีผู้นั้น แต่เป็นเสียงที่เย็นยะเยือกและน่าขนลุก
เทพินหันขวับไปมอง ท่ามกลางเงาของเสาหินที่หักโค่น ปรากฏเงาร่างหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ เงาร่างนั้นดูเหมือนมนุษย์ แต่กลับไม่มีใบหน้า ดวงตาของมันว่างเปล่าราวกับหลุมดำ
“เจ้า…คือผู้ที่หลงลืม” เสียงของเงาร่างนั้นดังขึ้น ราวกับเสียงของหลายๆ คนประสานกัน “แต่…อดีต…ไม่มีวันถูกลืมเลือนไปได้…”
เทพินชักดาบแห่งแสงออกมา ปลายดาบเปล่งประกายสีฟ้าอ่อน “เจ้า…คือใคร?”
“ข้า…คือ ‘ผู้ติดตาม’…” เงาร่างนั้นกล่าว “ผู้ติดตาม…ของ ‘ความมืด’…และ…ของ ‘ผู้ที่ถูกลืม’…”
เงาร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นรูปร่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มันคือชายร่างสูง สวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงทุกอย่าง ใบหน้าของเขาปกปิดอยู่ภายใต้หมวกเหล็ก แต่ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงฉานนั้น…บ่งบอกถึงความอาฆาตแค้น
“เจ้า…จำข้าไม่ได้…จริงๆ หรือ?” เสียงของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เทพิน…เจ้า…ทำร้ายข้า…และ…พวกพ้องของข้า…”
เทพินจ้องมองชายผู้นั้นด้วยความฉงน “ข้า…ไม่เคยพบเจ้ามาก่อน…”
“หึ…เจ้า…ทำลายทุกสิ่ง…และ…ลบเลือนความทรงจำ…แต่…ความแค้น…มัน…ฝังลึก…กว่า…นั้น…อีก…”
ลมพายุเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง ซากปรักหักพังโบราณสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มลงมา แสงอรุณสีทองเริ่มถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดที่แผ่ขยายออกมาจากชายผู้นั้น
“ข้า…จะ…ทำให้เจ้า…จำ…ได้…”
เทพินเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีครั้งใหม่ ความขัดแย้งระหว่างอดีตและปัจจุบันกำลังถาโถมเข้ามา…และเขาไม่รู้เลยว่า…นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริง…
โปรดติดตามตอนต่อไป…

เทวาบัญชา ท้าสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก