แสงอรุณสีทองยังคงอาบทาซากปรักหักพังของมหานครโบราณ ราวกับว่าเทพธิดาแห่งรุ่งอรุณกำลังบรรจงปัดเป่าความมืดมิดให้เลือนหายไป เทพินยืนนิ่งอยู่กลางลานกว้างใหญ่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบทิศ ภาพสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าที่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง สะท้อนถึงความรุ่งเรืองและความเสื่อมโทรมของอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่นี่” เสียงทุ้มต่ำของเทพินดังขึ้น ราวกับกำลังสนทนากับผืนดิน ผนังหินที่แตกหัก และซากเสาที่เอนเอียง “มันไม่ใช่พลังงานแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่พลังงานแห่งวิญญาณ… แต่มันคือพลังแห่งความทรงจำ”
อัสนี เทพแห่งสายฟ้าที่สิงสถิตอยู่ในร่างมนุษย์ของเทพิน กระเพื่อมขึ้นในจิตสำนึก “ความทรงจำ… เจ้าหมายถึงอย่างไร เทพิน?”
“ข้าไม่แน่ใจนัก” เทพินครุ่นคิด “แต่มันเหมือนกับว่าสถานที่แห่งนี้… เก็บงำเรื่องราวเอาไว้ เรื่องราวของยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปนานแสนนาน”
ทันใดนั้นเอง ลมเย็นยะเยือกก็พัดโชยมา ราวกับเป็นสัญญาณเตือน ดวงตาของเทพินเบิกกว้างขึ้น เมื่อเขาเห็นกลุ่มหมอกสีขาวขุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศ หมอกนั้นไม่ได้ลอยไปตามลม แต่กลับหมุนวนอย่างเชื่องช้า ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายประตูมิติ
“นั่นคืออะไร?” อัสนีถามด้วยน้ำเสียงระแวง
“ข้าคิดว่า… มันคือทางเข้า” เทพินตอบ เสียงของเขามีแววของความท้าทาย “ทางเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของมหานครโบราณแห่งนี้”
เมื่อประตูหมอกก่อตัวสมบูรณ์ มันก็ส่องแสงเรืองรองสีเงินอ่อนๆ ออกมา เชิญชวนให้ผู้กล้าหาญก้าวเข้าไป เทพินไม่รอช้า เขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังประตูมิติหมอกนั้นอย่างไม่ลังเล
“ระวังตัวด้วย เทพิน” อัสนีเตือน “เราไม่รู้ว่าเบื้องหลังม่านหมอกนั้นมีสิ่งใดรออยู่”
“ข้าทราบ” เทพินตอบ พลางยกมือขึ้นสัมผัสกับม่านหมอกเย็นเยียบ “แต่หากข้าต้องการค้นหาความจริงเบื้องหลังการหายสาบสูญของอารยธรรมนี้ ข้าก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับมัน”
เมื่อเทพินก้าวผ่านม่านหมอกเข้าไป ร่างของเขาก็พลันเลือนหายไป เหลือเพียงประตูหมอกที่ยังคงสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะสลายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ภาพเบื้องหน้าเทพินเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาไม่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอีกต่อไป แต่กลับพบว่าตัวเองยืนอยู่บนพื้นหินขัดมันสีดำสนิท ที่ทอดยาวไปสู่สิ่งก่อสร้างที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าที่เคยเห็นมา
มหานครแห่งนี้ไม่ใช่เมืองที่ถูกลืม แต่เป็นเมืองที่ถูกซ่อนเร้น!
สถาปัตยกรรมที่นี่มีความโค้งมน งดงาม และล้ำยุคเกินกว่าที่มนุษย์ในยุคใดๆ จะจินตนาการได้ เสาหินขนาดยักษ์ที่ส่องแสงเรืองรองในตัวเอง ชี้ตรงไปยังท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาว แต่กลับเต็มไปด้วยกลุ่มแสงสีม่วงครามที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น
“นี่มัน… อะไรกัน?” เทพินอุทานด้วยความตะลึง
“ข้าไม่เคยเห็นสิ่งก่อสร้างใดที่ทรงพลังขนาดนี้มาก่อน” อัสนีกล่าว เสียงของเขายังคงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “พลังงานที่แผ่ออกมาจากที่นี่… มันมหาศาล เกินกว่าที่ข้าจะประเมินได้”
เทพินเดินสำรวจไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เขาสังเกตเห็นว่าพื้นหินขัดมันนั้นมีลวดลายที่ซับซ้อน สลักเสลาเป็นสัญลักษณ์โบราณที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน เมื่อเขาก้าวผ่านลวดลายบางจุด แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็จะวาบขึ้นมาตามรอยสลัก ราวกับว่ากำลังสื่อสารบางอย่างกับเขา
“สัญลักษณ์เหล่านี้… มันมีความหมาย” เทพินพึมพำ “เหมือนกับว่ามันกำลังบอกเล่าเรื่องราว… เรื่องราวของเหล่าผู้สร้างอารยธรรมนี้”
เขาเดินลึกเข้าไปในใจกลางของมหานครใต้พิภพแห่งนี้ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ พลังงานที่แผ่ออกมาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ส่งผลต่อจิตใจของเขา
ในที่สุด เขาก็มาถึงลานกว้างที่มีแท่นบูชาขนาดมหึมาตั้งอยู่ตรงกลาง แท่นบูชานี้ทำจากผลึกสีดำสนิทที่ส่องประกายวาววับราวกับมีดาวฤกษ์นับพันดวงบรรจุอยู่ภายใน เหนือแท่นบูชาขึ้นไป คือกลุ่มแสงสีทองคำที่หมุนวนอย่างรุนแรง ราวกับเป็นหัวใจหลักของพลังงานทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้
“นี่คือ… วิหารแห่งแสง?” เทพินเอ่ยถามชื่อที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาเอง
“ไม่… นี่ไม่ใช่เพียงวิหาร” อัสนีตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “นี่คือศูนย์กลางแห่งพลัง… ที่เหล่าผู้สร้างใช้ในการควบคุม… หรืออาจจะควบคุมบางสิ่งบางอย่าง”
ขณะที่เทพินกำลังพิจารณาถึงความหมายของสิ่งที่เขาเห็น แสงสีทองคำเหนือแท่นบูชาก็พลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง จนเทพินต้องยกมือขึ้นป้องตา
เมื่อแสงสว่างจางลง ภาพตรงหน้าเทพินก็ปรากฏขึ้น…
มันคือภาพลวงตา? หรือเป็นความจริง?
เขาเห็นเหล่ามนุษย์ สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ยืนเรียงรายอยู่รอบแท่นบูชา ใบหน้าของพวกเขาสงบนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายแห่งปัญญาและความรู้โบราณ พวกเขากำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง โดยมีเสียงสวดมนต์ที่ไพเราะและทรงพลังดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ
แต่สิ่งที่ทำให้เทพินต้องตกตะลึงยิ่งกว่า คือพลังงานที่หลั่งไหลออกมาจากเหล่ามนุษย์เหล่านั้น มันไม่ใช่พลังงานแห่งมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นพลังงานอันบริสุทธิ์และทรงอานุภาพ… เป็นพลังงานที่คล้ายคลึงกับพลังของเทพ!
“พวกเขา… ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา” เทพินกระซิบ
“พวกเขามีสายเลือดแห่งเทพ… หรือบางที… พวกเขาอาจจะเป็นเทพที่แปลงกายลงมา” อัสนีกล่าว
ภาพในม่านพลังงานเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทพินเห็นเหล่าผู้มีสายเลือดแห่งเทพเหล่านั้นกำลังใช้พลังงานมหาศาลจากแท่นบูชาแห่งนี้ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ พวกเขาสร้างโลกใหม่ สร้างดวงดาว และแม้กระทั่ง… สร้างสรรค์ชีวิต
แต่แล้ว… บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป
ภาพความสงบรุ่งเรืองพลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล เหล่าผู้มีสายเลือดแห่งเทพเหล่านั้นเริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน พลังงานที่เคยใช้ในการสร้างสรรค์ บัดนี้กลับถูกนำมาใช้ในการทำลายล้าง
เทพินเห็นภาพของแสงสายฟ้าฟาดลงมาบนมหานครแห่งนี้ เห็นภาพของไฟที่ลุกไหม้ทำลายทุกสิ่ง และเห็นภาพของพื้นดินที่แยกออกเป็นเสี่ยงๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครียด
“สงคราม…” อัสนีตอบ “สงครามระหว่างเหล่าผู้มีสายเลือดแห่งเทพ… พวกเขาทะเลาะกันเอง จนทำลายอารยธรรมของตนเอง”
ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้น คือภาพของกลุ่มหมอกสีดำทะมึนที่เริ่มกลืนกินมหานครแห่งนี้ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง จนเหลือเพียงความว่างเปล่า
ทันใดนั้นเอง ภาพลวงตาก็พลันสลายไป เทพินกลับมายืนอยู่หน้าแท่นบูชาผลึกสีดำอีกครั้ง กลุ่มแสงสีทองคำเหนือแท่นบูชาก็กลับสู่สภาพเดิม
“พวกเขา… หายสาบสูญไป เพราะความโลภ… เพราะความขัดแย้ง” เทพินกล่าวด้วยน้ำเสียงปวดร้าว
“แต่ดูเหมือนว่า… พลังงานบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่” อัสนีกล่าว พลางชี้ไปยังแท่นบูชา
เทพินกวาดสายตาไปที่แท่นบูชาอีกครั้ง เขาพบว่ามีอักษรโบราณบางส่วนที่สลักอยู่บนแท่นบูชา กำลังส่องแสงเรืองรองอยู่
“นี่มัน… รหัส!” เทพินอุทาน “รหัสที่พวกเขาทิ้งไว้… หรืออาจจะเป็นกุญแจสำคัญบางอย่าง!”
เขาเริ่มพยายามถอดรหัสสัญลักษณ์เหล่านั้นอย่างตั้งใจ ในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในเงามืดของมหานครแห่งนี้
เสียงฝีเท้าที่ดังแผ่วเบา… เสียงกระซิบที่แผ่วลม…
“มีคนอื่นอยู่ที่นี่…” เทพินกล่าวเตือน
ทันใดนั้นเอง เงาดำทะมึนร่างหนึ่งก็พุ่งเข้าโจมตีเขาจากด้านหลัง!
เทพินหันกลับไปอย่างรวดเร็ว พลังแห่งอัสนีพลุ่งพล่านในร่างของเขา เขาตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการโจมตี… แต่เขาไม่รู้เลยว่าศัตรูที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น… คือใครกันแน่… และมีจุดประสงค์อะไร…

เทวาบัญชา ท้าสวรรค์
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก