ไอเย็นของลมยามค่ำคืนยังคงเกาะกุมผิวกายของธันวา เขายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พิงราวระเบียงไม้เย็นเฉียบเช่นเคย ดวงตาคู่คมทอดมองไปยังเบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินแสงสุดท้ายของวัน มีเพียงแสงดาวระยิบระยับที่สว่างไสวขึ้นมาแทนที่ ทว่าในค่ำคืนนี้ สายตาของเขามิได้เพ่งมองไปยังดวงดาวเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเขาไปอีกทางหนึ่ง
เสียงเปียโนหวานซึ้งราวกับน้ำค้างยามเช้าที่ร่วงหล่นลงบนกลีบกุหลาบ ยามนี้กลับดังแว่วมาแต่ไกล แผ่วเบา ทว่าก้องกังวานจับใจ มันคือทำนองที่ไม่คุ้นหู แต่กลับสอดประสานกับบรรยากาศแห่งความเงียบสงัดยามราตรีได้อย่างลงตัว ราวกับว่าเสียงเพลงนั้นถูกถักทอขึ้นมาเพื่อขับกล่อมดวงดาวบนฟากฟ้าให้หลับใหล หรือไม่ก็ปลุกหัวใจของใครบางคนให้ตื่นจากภวังค์
ธันวาขยับตัวเล็กน้อย เขาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา มองไปยังทิศทางที่เสียงดนตรีกำลังลอยมา การยืนพิงระเบียงไม้ในมุมเดิมๆ ที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่หัวใจว้าวุ่น กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปในค่ำคืนนี้
ความทรงจำเก่าก่อนผุดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า จิตใจของเขาดำดิ่งลงไปในห้วงอดีต ภาพของมินตรา ภาพของเธอในยามที่ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอแตะต้องแป้นเปียโน เสียงเพลงที่เธอบรรเลงในครั้งก่อนๆ มันมีความเศร้าปนความหวัง มีความสุขปนความเจ็บปวด แต่ไม่เคยมีทำนองใดที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกสงบนิ่งได้อย่างประหลาดเช่นนี้
เขาจำได้ดี ค่ำคืนเหล่านั้นที่เขาเคยใช้เวลาอยู่เพียงลำพังใต้แสงดาว ปล่อยให้ความคิดและความรู้สึกที่ตีรวนในอกค่อยๆ คลายตัวลง การมองดาวสำหรับเขาคือการเยียวยา คือการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ แต่คืนนี้ ความสงบนั้นถูกเติมเต็มด้วยเสียงเพลง
เสียงเปียโนยังคงบรรเลงต่อไป ทำนองที่อ่อนหวาน ชวนฝัน ราวกับบทกวีที่ถูกร้อยเรียงด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้ม ธันวาหลับตาลง ปล่อยให้เสียงเพลงพาใจของเขาเดินทางไปยังดินแดนที่ไกลออกไป ดินแดนที่เขาเคยสัมผัสเพียงในความฝัน
ทำนองนั้นเริ่มต้นอย่างแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลม ก่อนจะค่อยๆ ทวีความเข้มข้นขึ้น แต่ก็ยังคงความนุ่มนวลไว้ มีโน้ตบางตัวที่สูงเสียดฟ้า ราวกับกำลังเอื้อมมือไปสัมผัสหมู่ดาว และบางโน้ตที่ทอดลงต่ำ ราวกับเสียงสะอื้นไห้ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย แต่ก็แปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
เขารู้สึกถึงความเหงา แต่ไม่ใช่ความเหงาที่อ้างว้าง มันคือความเหงาที่โหยหาใครสักคน ความเหงาที่อยากแบ่งปันช่วงเวลาอันงดงามนี้ให้กับใครสักคน
เสียงเปียโนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีทำนองที่ฟังดูคุ้นเคยกว่าเดิม แต่ก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก มันเหมือนกับความทรงจำที่เลือนราง ดึงเขาให้กลับไปสู่อดีตที่เขาพยายามจะลืม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโหยหา
เขานึกถึงวันวาน วันที่เขากับมินตราเคยใช้เวลาอยู่ด้วยกันใต้แสงดาว วันที่เราเคยแบ่งปันความฝัน ความหวัง และความเจ็บปวด วันที่เสียงเปียโนของเธอเคยเป็นบทเพลงที่ขับกล่อมหัวใจของเขา
แต่แล้ว… ทำนองนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป มันมีท่วงทำนองที่หนักแน่นขึ้น มีความเร่าร้อนที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความอ่อนหวาน ราวกับอารมณ์ที่ถูกเก็บกดเอาไว้ กำลังจะปะทุออกมา
ธันวาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่คมทอดมองไปยังทิศทางเดิมอีกครั้ง เขาจำได้แล้ว… ทำนองนี้… มันคือทำนองเพลงที่มินตราเคยแต่งให้เขาเมื่อนานมาแล้ว เพลงที่เธอเรียกว่า "ดาวเหนือ"
เขาไม่เคยได้ยินเธอเล่นเพลงนี้อีกเลยหลังจากคืนนั้น คืนที่เขาตัดสินใจเดินจากเธอไป คืนที่เธอร้องไห้จนน้ำตาไหลพราก
ในตอนนั้น เขาคิดว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง เขาคิดว่าการจากไปคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งสองคน แต่เมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้อีกครั้ง หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน
ทำนองที่เคยเปี่ยมไปด้วยความหวังและความรักในครั้งก่อน บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความเศร้าที่ลึกซึ้ง ความผิดหวัง และการตัดพ้อที่ถูกเก็บงำเอาไว้
ธันวาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา เขาเดินออกจากระเบียงไม้ ก้าวเข้าไปในห้องโถงที่ว่างเปล่า แสงดาวสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เผยให้เห็นเงาของเขาที่ทอดทาบทับอยู่บนพื้น
เขาเดินไปยังเปียโนตัวใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เป็นเปียโนตัวเดียวกับที่มินตราเคยใช้เล่นเมื่อครั้งยังอยู่ที่นี่
เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นมัน มินตรากำลังนั่งเล่นเปียโนตัวนี้อยู่ น้ำตาของเธอร่วงหล่นลงบนแป้นเปียโนสีขาวดำเหล่านั้น
ธันวากำมือแน่น เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ เขาเดินเข้าไปใกล้เปียโนมากขึ้น ปลายนิ้วเรียวสวยของเขาค่อยๆ เลื่อนไปสัมผัสกับแป้นเปียโนที่เย็นเฉียบ
ความรู้สึกแปลกประหลาดถาโถมเข้ามา เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีความสามารถในการเล่นเปียโนมาก่อน แต่ในขณะที่ปลายนิ้วของเขากำลังแตะต้องแป้นเปียโน เสียงเพลงจากแดนดาวก็ดังขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้ง
มันคือทำนองเพลง "ดาวเหนือ" ที่มินตราเคยเล่น แต่คราวนี้… มันมีความแตกต่างออกไป
ทำนองนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจของเขา มีความโกรธ ความเสียใจ และความรักที่ไม่เคยจางหายไป
ธันวาหลับตาลง เขาปล่อยให้ปลายนิ้วของเขาเคลื่อนไหวไปตามทำนองที่ดังอยู่ในหัว ราวกับว่าเขากำลังถูกนำทางโดยมือที่มองไม่เห็น
โน้ตตัวแรกดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น ราวกับเป็นการประกาศศักดาของหัวใจที่แตกสลาย
“ดาวเหนือ…” เขากระซิบออกมาเบาๆ
เสียงเปียโนค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำนองเพลง "ดาวเหนือ" ที่เขาเคยได้ยินจากมินตรา กลับถูกตีความใหม่ภายใต้ปลายนิ้วของเขา มันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งความโกรธเกรี้ยวและความอ่อนโยน ความเจ็บปวดและความหวัง
เขาเล่นเพลงนั้นซ้ำไปซ้ำมา พยายามที่จะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อมินตราลงไปในบทเพลงนี้
เขาต้องการให้เธอรู้ ว่าเขาไม่เคยลืมเธอ ว่าเขายังคงรักเธอ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม
แต่ยิ่งเขาเล่นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความอ้างว้างมากขึ้นเท่านั้น
ทำไมเขาถึงปล่อยให้เธอต้องเจ็บปวด? ทำไมเขาถึงตัดสินใจเดินจากไป?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขา ราวกับคลื่นที่ซัดสาดเข้าฝั่งอย่างไม่หยุดหย่อน
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าผ่านกระจกบานใหญ่ ดวงดาวเหล่านั้นยังคงส่องแสงระยิบระยับอยู่เช่นเคย แต่ในค่ำคืนนี้ ดวงดาวเหล่านั้นกลับดูห่างไกลออกไป ราวกับว่ามันกำลังเยาะเย้ยความเจ็บปวดของเขา
เสียงเพลงของเขาหยุดลงอย่างกะทันหัน
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถง มีเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
ธันวาปล่อยมือจากแป้นเปียโน เขากำมือแน่นอีกครั้ง ก่อนจะทุบลงไปบนเปียโนอย่างแรง
เสียงเปียโนดังขึ้นอย่างดังสนั่น ราวกับว่ามันกำลังกรีดร้องไปด้วยความเจ็บปวด
“มินตรา!” เขาตะโกนเรียกชื่อเธออย่างสุดเสียง
น้ำตาที่เขาพยายามกักเก็บไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้กลับไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องโถง ดวงตาคู่คมทอดมองไปยังเปียโนตัวใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นมีความหมายอะไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัด คือหัวใจของเขากำลังแตกสลาย
และมีเพียงเสียงเพลงจากแดนดาวเท่านั้น ที่สามารถเยียวยาหัวใจที่แตกสลายของเขาได้
เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินลงมาอาบแก้ม
ในค่ำคืนที่ดาวเต็มฟ้า… เขาได้ยินเสียงเพลงอีกครั้ง
แต่คราวนี้… เสียงเพลงนั้นไม่ได้มาจากเปียโน
หากแต่มาจาก… เสียงของหัวใจ… ที่กำลังเต้นร่ำเรียกหา… ใครสักคน…
ใครบางคน… ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจออีกแล้ว…
เสียงเพลงนั้น… ดังขึ้น… แผ่วเบา… แต่ก็ชัดเจน…
มันคือเสียงเพลง… ที่เขาเคยได้ยิน… จากมินตรา…
ในยามค่ำคืน… ใต้แสงดาว…

ม่านรักคลี่ดาว
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก