โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 837 คำ
อากาศเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่กระดูก กัดกินความอบอุ่นสุดท้ายที่มีอยู่ในร่างกายของ ‘เมษ’ ทุกอณูรอบตัวเขาเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนที่หมุนวนราวกับพายุหิมะที่บ้าคลั่ง แต่ภายใต้ความหนาวเหน็บอันโหดร้ายนั้น ดวงตาสีรัตติกาลของเขายังคงฉายแววแห่งความมุ่งมั่น ดุจดั่งดวงดาวที่ส่องประกายท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด เขาเพิ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกหนาทึบของดาวเคราะห์ที่กำลังจะดับสูญแห่งนี้มาหมาดๆ แรงปะทะจากกระแสลมอันรุนแรงยังคงสะท้อนอยู่ในกล้ามเนื้อทุกมัดของเขา
"เกือบถึงแล้ว..." เสียงแหบแห้งกระซิบออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มชาแข็ง เมษพยายามทรงตัวบนพื้นผิวขรุขระที่เต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งแหลมคมราวกับฟันฉลาม แต่ละก้าวที่ย่างเดินนั้นยากลำบากราวกับต้องเดินฝ่ามหาสมุทรแห่งกรด เขาเหลือบมองไปยังเบื้องหน้า พลันดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
เบื้องหน้าเขาคือ ‘แก่นกลาง’ ของดาวเคราะห์ดวงนี้ เป็นที่ที่พลังงานสุดท้ายกำลังจะหมดลง กลายเป็นความว่างเปล่าอันนิรันดร์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดที่เขากำลังตามหา ‘ประกายแสง’ แห่งความหวังที่ถูกกล่าวขานกันในตำนาน เป็นพลังที่สามารถชุบชีวิตดาวเคราะห์ที่กำลังจะตายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“ข้าสัมผัสได้ถึงมัน…” เมษกัดฟันแน่น ความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างนั้นไม่อาจทำให้ความตั้งใจของเขาสั่นคลอน พลังงานบางอย่างที่แตกต่างจากความหนาวเหน็บอันเยือกเย็นกำลังแผ่ออกมาจากใจกลางของพื้นที่นี้ มันเป็นพลังงานที่อบอุ่น ทรงพลัง และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เขายกมือขึ้นสัมผัสกับสร้อยคอโบราณที่ห้อยอยู่บนอก สร้อยคอที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ลึกลับอันซับซ้อน มันคือเครื่องรางที่ได้รับมาจาก ‘เอลาร่า’ ธิดาแห่งดวงดาว ผู้ล่วงลับไปแล้วพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงนี้ สร้อยคอนั้นส่งสัญญาณบางอย่างถึงเขา ยิ่งเขาก้าวเข้าใกล้แก่นกลางมากเท่าไหร่ สร้อยคอก็ยิ่งเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ออกมา ราวกับจะนำทาง
“เอลาร่า…เจ้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” เมษเอ่ยถามกับความว่างเปล่า ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ บริเวณที่เต็มไปด้วยหุบเหวลึกและยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ทัศนียภาพนี้ช่างงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา เสียงนั้นนุ่มนวล อ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย
“เมษ…เจ้ามาถึงแล้ว…”
เมษสะดุ้ง เขาหันซ้ายหันขวา แต่ไม่พบร่างใดๆ “เอลาร่า! เจ้าอยู่ที่ไหน?”
“ข้าอยู่ที่นี่…ตลอดไป…ในจิตวิญญาณของดาวดวงนี้…” เสียงนั้นตอบกลับมา “แต่เวลาของข้าใกล้จะหมดลงแล้ว…เช่นเดียวกับดาวดวงนี้…”
“ไม่! ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” เมษตะโกน เสียงของเขาสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ “ข้ามาเพื่อช่วยเจ้า…เพื่อช่วยดาวดวงนี้!”
“ความตั้งใจของเจ้านั้นสูงส่ง…แต่พลังที่เจ้าต้องการ…มันไม่ใช่ของที่ใครจะเอื้อมถึงได้ง่ายๆ…”
“ข้าไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ!” เมษยืนกราน “บอกข้ามา…ประกายแสงแห่งความหวังนั้นอยู่ที่ใด?”
“มันอยู่… ณ ใจกลาง…ซึ่งเป็นที่ที่ข้า…และพลังทั้งหมดของดาวดวงนี้…กำลังจะหลอมรวมกัน…กลายเป็นความว่างเปล่า…”
เมษก้าวเท้าต่อไปอย่างไม่ลังเล เขารู้ว่ายิ่งเขาเข้าใกล้เท่าไหร่ ความอันตรายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“ท่านแม่ทัพ!” เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง
เมษหันกลับไป พบกับ ‘ซัน’ ชายหนุ่มร่างกำยำ สวมชุดเกราะที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความกังวล “ท่านแน่ใจหรือที่จะเข้าไปในนั้น? ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานอันตรายที่แผ่ออกมาจากใจกลาง…มันรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือได้”
“ข้าต้องเข้าไป ซัน” เมษกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นี่คือโอกาสสุดท้ายของเรา”
“แต่…เหล่าทหารของเรา…” ซันเอ่ยปาก “พวกเขาเสียสละชีวิตมากมายเพื่อปกป้องเรา…เพื่อปูทางให้ท่านมาถึงที่นี่…หากท่านตายไป…แล้วพวกเขาจะต่อสู้อย่างไร?”
เมษหลับตาลงชั่วครู่ เขาระลึกถึงภาพใบหน้าของทหารกล้าหาญที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขามาตลอด พวกเขาคือครอบครัวของเขา คือผู้ที่เชื่อมั่นในตัวเขา
“ข้าจะไม่ตาย ซัน” เมษพูดพร้อมกับลืมตาขึ้นมาใหม่ ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความมั่นใจ “ข้าจะนำประกายแสงแห่งความหวังกลับมา…เพื่อพวกเขา…เพื่อดาวดวงนี้…และเพื่อเอลาร่า”
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกครั้ง ซันยืนมองตามหลังเมษไปด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกัน ทั้งความห่วงใย ความหวัง และความกลัว
เมษเดินลึกเข้าไปในแก่นกลางของดาวเคราะห์ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ความหนาวเหน็บเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านออกมาจากพื้นดิน เขาเห็นว่าพื้นผิวที่เคยเป็นน้ำแข็งเริ่มมีรอยแตกปรากฏขึ้น และมีควันสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากรอยแตกเหล่านั้น
“นี่คือ…จุดสิ้นสุด…และจุดเริ่มต้น…” เสียงของเอลาร่าดังขึ้นในหัวของเขาอีกครั้ง
เมษมองไปเบื้องหน้า เขาเห็นแสงสว่างจ้าที่กำลังก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของบริเวณนี้ มันเป็นแสงสีทองอร่าม สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ที่กำลังจะระเบิดออกมา
“ประกายแสง…” เมษพึมพำด้วยความตื่นตะลึง
แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น เขาเห็นว่าแสงนั้นไม่ได้ส่องสว่างเพียงอย่างเดียว มันกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง เต็มไปด้วยพลังงานที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมา
“เมษ…ระวัง…” เสียงของเอลาร่าดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
ทันใดนั้น ร่างเงาขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากใจกลางของแสงสีทอง ร่างนั้นเต็มไปด้วยพลังอันดำมืด ยากจะหยั่งถึง มีดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองมาที่เมษ ราวกับเป็นอสูรกายแห่งความสิ้นหวัง
“เจ้า…มนุษย์…บังอาจมาขัดขวางข้า…” เสียงคำรามก้องกังวานราวกับจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่ง
เมษยืนเผชิญหน้ากับอสูรกายตนนั้น แม้จะรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามของมัน แต่เขาก็ไม่ยอมถอย “ข้าคือเมษ! ข้ามาเพื่อนำความหวังกลับคืนมา! เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะช่วงชิงมันไป!”
“ความหวัง…คือสิ่งไร้สาระ…” อสูรกายหัวเราะเยาะ “มีเพียงความสิ้นหวังเท่านั้นที่จะคงอยู่ตลอดไป!”
อสูรกายยกแขนขึ้นมา แสงสีดำทะมึนก็พวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน พุ่งตรงเข้าใส่เมษ!
เมษยกแขนขึ้นป้องกันตัวทันที สร้อยคอของเอลาร่าบนอกเปล่งแสงสีฟ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม พลังงานสีฟ้าอ่อนได้ปะทะเข้ากับแสงสีดำ สร้างแรงระเบิดที่ทำให้พื้นดินรอบๆ สั่นสะเทือน
“เจ้าแข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าคาดไว้…มนุษย์…” อสูรกายกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ข้ามีสิ่งที่เจ้าไม่มี…คือความรัก…คือความหวัง…และคือพลังแห่งการเสียสละ!” เมษตะโกนกลับไป
เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่มันคือการต่อสู้เพื่ออนาคตของดาวเคราะห์ดวงนี้ เพื่อผู้คน และเพื่อความทรงจำของเอลาร่า
เมษรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนมาจากสร้อยคอของเอลาร่า มันกำลังเสริมพลังให้กับเขา
“ข้าจะใช้พลังนี้…เพื่อทำลายเจ้า!” เมษกล่าว
เขากระโดดเข้าหาอสูรกายอย่างรวดเร็ว สร้อยคอของเอลาร่าเปล่งแสงสีฟ้าสว่างจ้าจนแสบตา พลังงานบริสุทธิ์ได้ปะทุออกมาจากตัวเขา
“นี่คือ…พรหมลิขิต…ของข้า!”
เมษพุ่งเข้าใส่ดวงตาสีแดงก่ำของอสูรกายด้วยพลังทั้งหมดที่มี…
(จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? เมษจะสามารถเอาชนะอสูรกายตนนี้ได้หรือไม่? และเขาจะสามารถนำประกายแสงแห่งความหวังกลับคืนมาได้จริงหรือ?)

พรหมลิขิต...ร้อยพันดวงดาว
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก