ตอนที่ 7 — แสงดาวที่รอดพ้นจากเงาทมิฬ
พรหมลิขิต...ร้อยพันดวงดาว · 30 ตอน
ความเงียบที่ถูกโอบล้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่เคยหมุนวนราวกับภูตผีปีศาจ กำลังถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาของสายลมที่เริ่มอ่อนแรงลงอย่างน่าอัศจรรย์ เมษยืนนิ่งราวกับรูปสลักโบราณ ดวงตาคู่คมยังคงเบิกกว้างจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า ท้องฟ้าสีเทาหม่นที่เคยถูกบดบังด้วยพายุหิมะคลั่ง บัดนี้เผยให้เห็นผืนฟ้าอันเวิ้งว้างที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งแสงสีทองอร่ามสาดส่องเข้ามาทีละน้อย ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
"เป็นไปไม่ได้..." เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากลำคอของเมษ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ยังคงกัดกินกระดูก แต่ความประหลาดใจที่ถาโถมเข้ามานั้นเหนือกว่าความหนาวเหน็บใดๆ พายุหิมะที่เคยคุกคามชีวิตเขาอย่างไม่ปรานี บัดนี้กลับสงบลงอย่างอธิบายไม่ได้ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาควบคุมมันเอาไว้
"เจ้า... เจ้าไม่ได้สูญสลายไปง่ายๆ อย่างนั้นสินะ เมษ" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเบื้องหลัง เขาหันขวับไปมองทันที ร่างสูงโปร่งของ 'อารักษ์' ปรากฏกายขึ้นจากเงามืด ร่างกายของเขาเปล่งประกายสีดำสนิทราวกับรัตติกาลที่ไร้ดวงดาว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม ราวกับกำลังสะท้อนภาพของกาแล็กซีอันไกลโพ้น
เมษเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้จะรู้สึกถึงความอ่อนแรงที่ยังคงเกาะกุมร่างกาย แต่เขายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง "ข้าไม่เคยคิดจะหายไปง่ายๆ หรอก อารักษ์" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความท้าทาย "เจ้าเองก็เช่นกัน... ยังคงหลงเหลืออยู่เพื่อเผชิญหน้ากับข้าอีกครั้ง"
อารักษ์หัวเราะเสียงแห้ง ก้องกังวานไปทั่วผืนดินอันแห้งแล้ง "เผชิญหน้า? เจ้าคิดว่านี่คือการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายแล้วหรือ? ช่างไร้เดียงสาเสียจริง" เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขากดทับลงบนพื้นดินราวกับมีน้ำหนักของโลกทั้งใบ "เจ้าเห็นแสงที่สาดเข้ามานั่นไหม? มันคือสัญญาณแห่งความเสื่อมสลายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาดาวดวงนี้ และเจ้า... เจ้าก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่กำลังจะดับมอดไปพร้อมกับมัน"
เมษเม้มปากแน่น ความหนาวเหน็บที่เคยรู้สึก ราวกับถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มในอก "ข้าไม่เคยเชื่อในโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้" เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น "ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ข้าก็จะต่อสู้เพื่อไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าต้องการ"
"ความทะเยอทะยานของเจ้า... มันน่าชื่นชม" อารักษ์ยิ้มเย้ย "แต่ความทะเยอทะยานที่ปราศจากพลังอำนาจ ก็เป็นเพียงแค่ฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น" ทันใดนั้น ร่างของอารักษ์ก็พลันพุ่งเข้าใส่เมษด้วยความเร็วเหนือแสง เสียงหวีดหวิวของพลังที่ปะทุขึ้นมาดังสนั่นหวั่นไหว
เมษหลับตาลงชั่วขณะ สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันมหาศาลที่พุ่งเข้ามาหาเขา เขาไม่ได้พยายามหลบหนี แต่กลับรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดภายในร่างกาย เงาร่างสีเข้มของเขาเริ่มเปล่งประกายสีเงินราวกับดวงจันทร์ที่กำลังทอแสง
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า แสงสว่างจ้าสาดกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของเมษถูกกระแทกปลิวไปด้านหลัง แต่เขาก็ยังคงตั้งหลักได้ทัน ปลายเท้าสัมผัสกับพื้นดินเพียงแผ่วเบา
"เจ้า... แข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด" อารักษ์กล่าวพลางขยับนิ้ว "แต่ก็ยังไม่พอ"
เมษเช็ดเลือดที่มุมปาก เขาแสบไปทั่วใบหน้า แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับปลุกเร้าสัญชาตญาณการต่อสู้ภายในตัวเขาให้ลุกโชนยิ่งขึ้น "เจ้าก็เหมือนกัน... ไม่ได้มีอำนาจเหนือข้าได้ตลอดไป"
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเข้าปะทะกันอีกครั้ง แสงสีทองที่สาดส่องมาจากท้องฟ้าก็พลันเข้มข้นขึ้น มันไม่ใช่แสงแดดธรรมดา แต่เป็นแสงที่เต็มไปด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์ แสงนั้นสาดส่องลงมายังพื้นดินโดยตรง ราวกับกำลังชี้เป้าไปยังบางสิ่งบางอย่าง
"อะไรน่ะ...?" อารักษ์อุทานด้วยความประหลาดใจ เขากล่าวอย่างไม่เชื่อสายตา "เป็นไปไม่ได้... พลังแห่งจุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล... มันกำลัง... ถูกปลุกขึ้นมา?"
เมษเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงตาของเขามองเห็นสิ่งที่อารักษ์มองไม่เห็น แสงสีทองที่สาดส่องลงมานั้น ไม่ใช่แค่แสงธรรมดา แต่มันคือเส้นทาง คือสะพานเชื่อมที่จะนำพาไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้น ดินแดนที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับพันที่กำลังรอคอย
"นี่คือ... พรหมลิขิตที่แท้จริง" เมษพึมพำ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลเวียนเข้ามาในร่างกาย ปัดเป่าความหนาวเหน็บและความอ่อนล้าที่เคยมี
"พรหมลิขิตงั้นหรือ?" อารักษ์หัวเราะเยาะ "เจ้าคิดว่าแค่นี้จะหยุดข้าได้งั้นหรือ? ข้าคือความมืดมิด ข้าคือจุดจบ! ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้จะหยุดยั้งข้าได้!"
ว่าแล้ว ร่างของอารักษ์ก็พลันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผิวสีดำสนิทของเขาเปล่งประกายรัศมีสีม่วงครามอันน่ากลัว ปีกแห่งเงาทมิฬกางออกราวกับจะโอบล้อมดวงอาทิตย์เอาไว้ เขากำลังจะระเบิดพลังอันมหาศาลออกมาเพื่อทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่เมษไม่ได้หวาดกลัว เขากลับยิ้มมุมปาก ร่างของเขาเริ่มเปล่งประกายสีเงินเข้มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วร่างกายของเขาปรากฏอักขระโบราณสีขาวสว่างขึ้นมา มันส่องประกายราวกับดวงดาวที่กำลังก่อตัวขึ้น
"เจ้าพูดถูก อารักษ์" เมษกล่าวเสียงกังวาน "นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย... แต่มันคือการเริ่มต้น"
เขาชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า พลังงานสีเงินที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขาพลันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ประสานเข้ากับลำแสงสีทองที่สาดส่องลงมา เกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ แสงสีทองและสีเงินสลับกันไปมาราวกับกำลังถักทอผืนผ้าแห่งจักรวาล
"ข้าจะขอใช้พลังของดวงดาวทั้งหมด... เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้ารัก!"
ในขณะที่อารักษ์กำลังจะปลดปล่อยพลังแห่งความมืดมิดออกมาอย่างเต็มกำลัง เมษก็ได้ระเบิดพลังแห่งแสงสว่างอันไร้ขีดจำกัดของตนเองออกมาเช่นกัน พลังทั้งสองสายปะทะกันกลางอากาศ เกิดเป็นคลื่นพลังงานมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดาวเคราะห์
แรงปะทะนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เมษจะต้านทานได้ทั้งหมด ร่างของเขาถูกผลักกระเด็นไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้ล้มลง เขากลับร่อนลงอย่างสง่างามราวกับขนนก ท่ามกลางสายธารแห่งแสงที่กำลังไหลวนรอบตัวเขา
"เจ้า... เจ้าทำได้อย่างไร?" อารักษ์เอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก เขากำลังจะระเบิดพลังทั้งหมด แต่กลับรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่กำลังต่อต้านเขาอยู่
"นี่คือพลังแห่งความหวัง... พลังที่จะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวัง" เมษกล่าวพลางจ้องมองไปยังอารักษ์อย่างแน่วแน่ "เจ้าอาจมีพลังอำนาจ แต่ข้ามีสิ่งที่เจ้าไม่มี... พลังแห่งศรัทธา"
ลำแสงสีทองที่สาดส่องมาจากจุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล บัดนี้ได้รวมตัวกันเป็นดวงดาวเล็กๆ นับพันดวง ลอยวนอยู่รอบกายของเมษ ราวกับเป็นบริวารที่คอยปกป้องเขา
"ข้าจะนำพาเจ้าไปยังที่ที่เจ้าควรอยู่... ท่ามกลางความมืดมิดนิรันดร์!" อารักษ์คำราม เขาไม่สามารถทนต่อพลังแห่งแสงที่รุนแรงเช่นนี้ได้อีกต่อไป
อารักษ์พุ่งเข้าใส่เมษอีกครั้ง แต่คราวนี้ เมษไม่ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตี เขาเพียงแค่ยกมือขึ้น ชี้ไปยังดวงดาวเล็กๆ นับพันที่ลอยอยู่รอบกาย
"ไป!"
ดวงดาวเหล่านั้นพลันพุ่งเข้าใส่ร่างของอารักษ์ราวกับลูกธนูปริศนา มันเจาะทะลุผ่านร่างอันมืดมิดของเขาไป ราวกับแสงสว่างที่ส่องผ่านเงามืด
"อ๊ากกกกก!" เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดของอารักษ์ดังขึ้น ก่อนที่ร่างของเขาจะเริ่มสลายไปเป็นอนุภาคแห่งความมืดมิด และถูกดูดกลืนเข้าไปในดวงดาวเหล่านั้น
เมษยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจ เหนื่อยล้า แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนาน
"นี่คือ... คำเชิญ" เมษกล่าวกับตัวเอง "คำเชิญสู่บทต่อไป... ณ จุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล"
ลำแสงสีทองที่สาดส่องลงมา บัดนี้ได้ก่อตัวเป็นประตูมิติขนาดยักษ์ ตรงหน้าเขา ประตูนั้นส่องประกายระยิบระยับ ราวกับกำลังเปิดรับการมาเยือนของเขา
เมษก้าวเท้าเข้าไปในประตูมิติ ร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเสียงกระซิบของลมที่พัดผ่านไป
แต่ก่อนที่เขาจะหายลับไปอย่างสมบูรณ์ เสียงของอารักษ์ที่กำลังจะดับสูญก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"เจ้า... ไม่ใช่แค่เมษ... เจ้าคือ... ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว..."
คำพูดนั้นดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเมษ ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความมืดมิด... แต่เป็นความมืดมิดที่เต็มไปด้วยแสงสว่างของดวงดาวที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า.
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก