ตอนที่ 10 — ปรากฏการณ์แห่งกาลเวลา และเสียงสะท้อนจากห้วงอนันตกาล
พรหมลิขิต...ร้อยพันดวงดาว · 30 ตอน
ความเงียบงันที่เคยปกคลุมดาวเคราะห์อันห่างไกลแห่งนี้ กลับถูกฉีกขาดด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เริ่มก่อตัวขึ้น ราวกับกำลังรวบรวมพลังจากห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง เมษยังคงยืนนิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ราวกับเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ ดวงตาคู่คมของเขายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เคยเป็นแหล่งกำเนิดของพายุหิมะอันเกรี้ยวกราด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผิดแผกไปจากธรรมชาติที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง
ลมหนาวที่เคยปะทะใบหน้าอย่างรุนแรง บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสลมอันอ่อนโยนที่พัดผ่านผิวหนังอย่างนุ่มนวล เกล็ดน้ำแข็งที่เคยหมุนวนราวกับภูตผีปีศาจ บัดนี้ได้สงบนิ่งลง เหลือเพียงละอองน้ำแข็งบางเบาที่ลอยฟุ้งในอากาศ ราวกับผงเพชรที่ส่องประกายภายใต้แสงสลัว เมษสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในอากาศ พลังงานที่แฝงไปด้วยความลึกลับและน่าเกรงขาม
“เกิดอะไรขึ้น…” เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับพึมพำกับตัวเอง ลมเย็นพัดมาอีกครั้ง คราวนี้พาเอากลิ่นอายของโอโซนและประกายดาวที่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนมาด้วย มันเป็นกลิ่นที่แปลกประหลาด แต่ก็ทำให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีฟ้าอ่อนก็เริ่มปรากฏขึ้นจากจุดที่เมษจ้องมอง มันไม่ได้สว่างจ้าเหมือนแสงดาว แต่เป็นแสงที่นวลตา อบอุ่น และมีพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมา แสงนั้นค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปอย่างช้าๆ ราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานในยามเช้า
เมษไม่ได้ขยับกาย เขายังคงยืนนิ่ง สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ที่อยู่ตรงหน้า พลังงานที่แผ่ออกมาจากแสงสีฟ้านั้นไม่ใช่พลังงานทำลายล้าง แต่เป็นพลังงานแห่งการเปลี่ยนแปลง ราวกับกำลังจะเปิดประตูสู่มิติอื่น หรืออาจจะกำลังรื้อฟื้นสิ่งที่สูญสลายไป
“นี่มัน… มิติเวลา?” เขาพึมพำอีกครั้ง ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังใจกลางของแสงสีฟ้า ที่บัดนี้ดูเหมือนจะเปิดออกเป็นช่องว่างบางอย่าง เผยให้เห็นภาพที่ไม่คุ้นเคยเบื้องหลัง
ภาพนั้นไม่ใช่ทิวทัศน์ของดาวเคราะห์อันแห้งแล้งอีกต่อไป แต่เป็นภาพของกลุ่มดาวที่สว่างไสว ระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงามที่ถูกโปรยปรายลงบนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท มันเป็นภาพที่งดงามจนเกินกว่าจะบรรยายได้ ราวกับกำลังมองเข้าไปในใจกลางของจักรวาล
“ไม่… นี่มันไม่ใช่แค่กลุ่มดาว…” เมษรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่แผ่ออกมาจากช่องว่างนั้น มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่เป็นแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเรียกหาเขา
เสียงกระซิบที่เคยแผ่วเบา บัดนี้เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้มาจากสายลมภายนอกอีกต่อไป เสียงนั้นดังมาจากภายในหัวของเขาเอง เป็นเสียงที่แหบพร่า แต่ก็ชัดเจน ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามสื่อสารกับเขา
“ผู้ถูกเลือก… ถึงเวลาแล้ว…”
คำพูดนั้นทำให้เมษสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับแล่นผ่านเข้ามาในใจ ราวกับว่าเขาได้ยินเสียงนี้มานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยได้ยินชัดเจนเท่านี้มาก่อน
“ใคร… ใครอยู่ที่นั่น?” เขาถามออกไป เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา มีเพียงเสียงกระซิบที่ดังวนเวียนอยู่ในหัวเขา ราวกับกำลังพยายามรวบรวมความหมายจากถ้อยคำเหล่านั้น
“ดวงดาว… กำลังจะร้อยเรียง… ลิขิต… กำลังจะปรากฏ…”
เมษหลับตาลง เขาพยายามตั้งสมาธิ รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี เพื่อจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พลังแห่งกาลเวลา พลังแห่งโชคชะตา ราวกับกำลังถูกเปิดเผยต่อหน้าเขา
เขาจินตนาการถึงดวงดาวที่กำลังเคลื่อนที่ หมุนวนไปตามวงโคจรที่มองไม่เห็น ราวกับกำลังเต้นรำในความว่างเปล่า แต่การเต้นรำนั้นไม่ใช่การเต้นรำอย่างไร้ระเบียบ มันคือการเต้นรำที่มีความหมาย มีเป้าหมาย
“พรหมลิขิต…” เมษเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน มันมีความหวัง ความกลัว และความปรารถนาที่จะเข้าใจ
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ช่องว่างสีฟ้าตรงหน้าก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันกลายเป็นประตูมิติขนาดใหญ่ที่เปิดออกสู่ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ ภาพของกลุ่มดาวที่ส่องประกายราวกับเพชรเม็ดงามนั้น ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“ข้า… ต้องไป…” เขาตัดสินใจ
ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปในประตูมิติ เสียงกระซิบอีกครั้งก็ดังขึ้น แต่คราวนี้มันชัดเจนขึ้น ราวกับมาจากแหล่งกำเนิดที่ใกล้เข้ามา
“อย่าหลงลืม… ผู้ใดก็ตามที่ก้าวข้าม… จะต้องเผชิญหน้า… กับความจริง… อันไร้ขอบเขต…”
เมษพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าการเดินทางครั้งนี้ จะไม่ใช่การเดินทางธรรมดา แต่เป็นการเดินทางที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยคาดคิด
เขาก้าวเท้าแรกเข้าไปในประตูมิติ ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสกับผิวน้ำอันระยิบระยับของมิติเวลา ร่างกายของเขาก็รู้สึกราวกับถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ไม่ใช่ด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกราวกับว่าทุกอะตอมในร่างกายของเขากำลังถูกปรับเปลี่ยน
ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ เสียงรอบข้างกลายเป็นเพียงเสียงกระแสลมที่ดังโหยหวน แต่แล้วทุกอย่างก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง
เขาไม่ได้อยู่บนดาวเคราะห์อันแห้งแล้งอีกต่อไป เขาอยู่ท่ามกลางกลุ่มดาวที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงาม ดวงดาวเหล่านั้นไม่ได้อยู่ไกลออกไป แต่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้เสียจนเขาสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้
“ยินดีต้อนรับ… ผู้ถูกเลือก…”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป มันเป็นเสียงที่ก้องกังวาน ราวกับมาจากทุกทิศทุกทางในเวลาเดียวกัน
เมษหันไปรอบๆ เพื่อมองหาแหล่งกำเนิดของเสียง แต่เขาไม่พบสิ่งใด มีเพียงความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงดาว
“ท่านคือใคร?” เขาถาม
“เรา… คือผู้เฝ้ามอง… แห่งกาลเวลา…” เสียงนั้นตอบกลับมา
เมษรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับกำลังยืนอยู่บนจุดศูนย์กลางของจักรวาล
“แล้ว… เหตุใดท่านจึงเรียกข้ามา?”
“โชคชะตา… กำลังจะพลิกผัน… ดินแดนที่ท่านเคยอยู่… กำลังจะดับสูญ… ผู้ใดก็ตาม… ที่ครอบครองพลัง… จะต้องตัดสินใจ… ชี้ขาด…”
เมษนึกถึงภาพของดาวเคราะห์อันห่างไกล ที่กำลังถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด เขาเห็นภาพของเหล่านักรบที่กำลังต่อสู้อย่างสิ้นหวัง
“ข้า… จะทำสิ่งใดได้?”
“ท่าน… คือกุญแจ… แห่งการดำรงอยู่… ท่านจะต้อง… เลือก… ทางเดิน… ระหว่าง… การทำลายล้าง… และ… การสร้างสรรค์…”
คำพูดเหล่านั้นหนักอึ้ง ราวกับกำลังแบกรับน้ำหนักของจักรวาลทั้งหมดไว้บนบ่า เมษรู้สึกถึงภาระอันใหญ่หลวงที่กำลังตกอยู่กับเขา
“การดำรงอยู่… และการดับสูญ…” เขาพึมพำ
ทันใดนั้นเอง ภาพตรงหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน กลุ่มดาวที่เคยส่องประกาย บัดนี้กลับกลายเป็นภาพของดาบสีดำทมิฬขนาดมหึมาที่กำลังจะฟาดฟันลงมายังจุดศูนย์กลางของจักรวาล
“นั่นคือ… การดับสูญ…” เสียงแห่งผู้เฝ้ามองกล่าว
แล้วภาพก็เปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏเป็นแสงสว่างสีทองอร่ามที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับกำลังโอบล้อมทุกสรรพสิ่งไว้
“และนั่น… คือการสร้างสรรค์…”
เมษยืนนิ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก เขารู้สึกถึงความกดดันที่มหาศาลจากทั้งสองทางเลือก
“ท่าน… ต้องตัดสินใจ… ก่อนที่… กาลเวลา… จะสิ้นสุด…”
เมษหลับตาลง เขาพยายามรวบรวมสมาธิ นึกถึงใบหน้าของคนที่เขารัก นึกถึงบ้านของเขา นึกถึงความหวังที่เขายังคงมีอยู่
“ข้า… จะไม่ยอมให้… โลกของข้า… สูญสลาย…”
เขาตัดสินใจแล้ว การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อการเอาชีวิตรอด แต่เพื่อการปกป้องสิ่งที่เขารัก
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนแท่นหินสีดำขนาดใหญ่ ใจกลางของพื้นที่ว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงดาว
เบื้องหน้าของเขา คือกระจกเงาบานใหญ่ยักษ์ ที่สะท้อนภาพของเขาเอง แต่ภาพนั้นไม่ใช่ภาพของเมษคนเดิมอีกต่อไป
ในกระจกนั้น เขาเห็นตัวเองในชุดเกราะสีทองอร่าม ถือดาบที่เปล่งประกายด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด และแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ
“นี่คือ… เส้นทาง… ของท่าน…” เสียงแห่งผู้เฝ้ามองกล่าว
เมษก้าวเดินเข้าไปใกล้กระจกเงา เขาแตะมือลงบนพื้นผิวกระจก ทันใดนั้นเอง ภาพในกระจกก็สั่นไหว และภาพของเขาเองก็ปรากฏขึ้นเป็นเงาที่ทาบทับลงบนร่างของเขา
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ราวกับว่าทุกเซลล์ของเขาถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่
“ได้เวลาแล้ว… เมษ… ถึงเวลา… ที่จะเขียน… พรหมลิขิต… ร้อยพันดวงดาว…”
ในขณะที่เมษกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงดาวอันสว่างไสว เขาก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่กำลังถูกปลุกขึ้นมาภายในตัวเขา พลังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยสัมผัสมาทั้งหมด
แต่พลังนี้จะพาเขาไปสู่สิ่งใด? การต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนดาวเคราะห์ที่กำลังจะดับสูญ หรือการเผชิญหน้าครั้งใหม่ ณ จุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล? และแท้จริงแล้ว "พรหมลิขิต...ร้อยพันดวงดาว" คืออะไรกันแน่? คำตอบยังคงรอเขาอยู่เบื้องหน้า...
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก