โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 964 คำ
เสียงกระซิบนั้นเริ่มหนาแน่นขึ้น เร็วขึ้น ราวกับมันกำลังถูกกลืนกินจากเงาที่มองไม่เห็น เมษรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่เริ่มแผ่กระจายมาจากผืนดินเย็นยะเยือกใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การสั่นไหวของแผ่นดินตามปกติ แต่มันคือการสั่นสะท้านของจิตวิญญาณของดาวเคราะห์เอง ดวงตาคู่คมของเขาจับจ้องไปยังจุดที่พลังงานนั้นดูเหมือนจะรวมตัวกันมากที่สุด ท่ามกลางความว่างเปล่าที่เคยปกคลุมทั่วบริเวณ เขาเห็นแสงริบหรี่สีครามจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้น มันสั่นไหวเหมือนเปลวเทียนท่ามกลางพายุ
“นี่มันอะไรกัน...” เมษพึมพำ เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย แม้ว่าร่างกายจะยังคงสงบนิ่งราวกับหินผา แต่ภายในใจกลับเริ่มปั่นป่วน เขาไม่เคยพบเจอสิ่งใดที่แปลกประหลาดเท่านี้มาก่อน ปรากฏการณ์นี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่เขามี
เสียงกระซิบนั้นเริ่มเปลี่ยนรูป จากที่เคยเป็นเพียงเสียงแห่งความสิ้นหวัง บัดนี้มันกลับมีเนื้อหาปรากฏขึ้น เป็นภาษาโบราณที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับสามารถเข้าใจได้ราวกับมันถูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของเขา มันคือเสียงของดวงวิญญาณที่ถูกกักขัง เป็นเสียงร้องขอความเมตตา และเป็นคำสาปแช่งต่อผู้ที่ทำให้พวกเขาต้องทนทุกข์
“พวกเรา...ถูกทอดทิ้ง...ถูกลืมเลือน...จากจักรวาลอันโหดร้าย...” เสียงกระซิบเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแสงสีครามที่สว่างวาบขึ้นเป็นจังหวะ “ความมืด...กัดกิน...จิตวิญญาณของเรา...หล่อเลี้ยง...ความว่างเปล่า...”
เมษหลับตาลงชั่วครู่ พยายามรวบรวมสมาธิ เขาต้องการจะรับรู้ถึงที่มาของเสียงเหล่านี้จริงๆ มันไม่ใช่แค่เสียงลม หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มันคือเสียงจากสิ่งมีชีวิตที่เคยดำรงอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีครามนั้นก็สว่างไสวขึ้นอีกหลายเท่า มันขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเหมือนหมอกควันสีครามที่เริ่มโอบล้อมร่างของเขาเอาไว้ เมษไม่รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกอีกต่อไป ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากหมอกควันนั้น มันเป็นความอบอุ่นที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยความโหยหา ความเสียใจ และความหวังอันริบหรี่
“ใคร...คือผู้ที่...ได้ยินเสียงพวกเรา...” เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นราวกับจะทะลุผ่านม่านหมอกคราม “ใคร...คือผู้ที่จะ...ปลดปล่อยพวกเรา...”
เมษก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นสัมผัสกับหมอกควันสีครามนั้น ปลายนิ้วของเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน มันเต็มไปด้วยความทรงจำที่แตกสลาย เรื่องราวของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรือง และความพินาศที่เข้ามาเยือนอย่างกะทันหัน
“ข้า...ได้ยิน...” เมษตอบเสียงหนักแน่น “ข้าคือเมษ...และข้ามาที่นี่...เพื่อยุติความทรมานนี้...”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ แสงสีครามนั้นก็พลันสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง จนเมษต้องยกมือขึ้นมาบังดวงตา แรงสั่นสะเทือนที่เคยรู้สึกก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนผืนดินรอบๆ ตัวเขาเริ่มร้าวแตก ปรากฏเป็นรอยแยกเล็กๆ หลายแห่ง
เมื่อแสงสว่างจางลง เมษลดมือลง เขาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนพื้นผิวที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บริเวณรอบตัวเขาเต็มไปด้วยผลึกแก้วสีครามที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มันเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ถูกสลักเสลาขึ้นมาใหม่
และท่ามกลางผลึกแก้วเหล่านั้น เขาก็เห็นพวกเขา...
พวกเขาปรากฏตัวขึ้นอย่างช้าๆ เป็นเงาร่างที่โปร่งแสง ส่องแสงสีครามจางๆ คล้ายกับหมอกควันที่เขาเพิ่งสัมผัส พวกเขามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีความสง่างามและบอบบางกว่า ผิวของพวกเขาดูเหมือนทำจากมุก และดวงตาของพวกเขาก็สว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าอ่อน
พวกเขาคือผู้คนของดาวเคราะห์ดวงนี้...วิญญาณที่หลงเหลืออยู่
“ท่าน...คือผู้ที่ถูกส่งมา...” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่อ่อนหวานและแผ่วเบาที่สุดในบรรดาเสียงกระซิบทั้งหมด “เรา...รอคอย...ท่านมานานแสนนาน...”
เมษมองไปยังดวงวิญญาณเหล่านั้น เขาเห็นความหวังและความเหนื่อยล้าในแววตาของพวกเขา เขาเข้าใจดีว่าพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานเพียงใด
“ข้ามาเพื่อช่วยพวกท่าน” เมษกล่าว “แต่ก่อนอื่น ข้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
วิญญาณตนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำ ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ “ดาวเคราะห์ของเรา...เคยเป็นสถานที่แห่งแสงสว่างและความเจริญรุ่งเรือง...เราดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การปกป้องของ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’...”
“แก่นแท้แห่งดวงดาว?” เมษทวนคำ
“มันคือหัวใจของดาวเคราะห์ของเรา...แหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต...และเป็นโล่ป้องกันจากความมืดภายนอก...” วิญญาณตนนั้นกล่าวต่อ “แต่แล้ว... ‘ผู้กลืนกิน’ ก็ปรากฏตัวขึ้น...”
คำว่า ‘ผู้กลืนกิน’ ทำให้เมษรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขสันหลัง เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในตำนานเหล่านี้มาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เผชิญหน้ากับมันจริงๆ
“ผู้กลืนกิน...คือสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยการสูบเอาพลังงาน...จากดวงดาวและสรรพสิ่ง...” วิญญาณตนนั้นอธิบายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “มันได้บุกรุกเข้ามา...ทำลาย ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’...และเริ่มสูบเอาชีวิตของพวกเราไป...”
“พวกเรา...พยายามต่อสู้...แต่พลังของเรา...เทียบไม่ได้กับมัน...” อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา “เราจึงต้อง...หลอมรวมจิตวิญญาณของเรา...เข้ากับ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’...เพื่อรักษาพลังงานส่วนสุดท้ายเอาไว้...และรอคอย...ผู้ที่จะมาปลดปล่อย...”
เมษมองไปยังจุดศูนย์กลางของกลุ่มวิญญาณเหล่านั้น เขาเห็นแสงสีครามที่เข้มข้นกว่าที่อื่น กำลังเต้นระริกอยู่ มันคือ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ที่ถูกหล่อหลอมรวมกับจิตวิญญาณของชาวดาวเคราะห์
“แล้ว ‘ผู้กลืนกิน’...ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” เมษถาม
“มัน...ถูกกักขัง...ไว้ในความว่างเปล่า...ที่เกิดจากการสูญเสีย ‘แก่นแท้’...” วิญญาณตนผู้นำกล่าว “แต่พลังของมัน...ยังคงแผ่กระจาย...คุกคาม...ดวงดาวอื่นๆ...”
เมษกุมมือแน่น เขาตระหนักดีว่าภารกิจของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือดวงวิญญาณเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการหยุดยั้งภัยคุกคามที่กำลังจะแผ่ขยายออกไปทั่วจักรวาล
“ข้าเข้าใจแล้ว” เมษกล่าว “ข้าจะช่วยพวกท่านเอง”
ทันทีที่เขาพูดจบ แสงสีครามจาก ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ทำให้เมษต้องหลบตา แต่กลับดึงดูดสายตาของเขาให้จ้องมองเข้าไป
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลบ่าเข้ามา มันไม่ใช่พลังงานที่รุนแรง หรือน่าหวาดกลัว แต่มันคือพลังงานแห่งชีวิตแห่งความหวัง และแห่งการเสียสละ
“ท่าน...จะทำอย่างไร...” วิญญาณตนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“ข้าจะนำ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ กลับคืนสู่สภาพเดิม” เมษตอบ “และข้าจะเผชิญหน้ากับ ‘ผู้กลืนกิน’ ให้สิ้นซาก”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่เมษก็รู้ดีว่านี่คือการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความสงบที่เพิ่งก่อตัวขึ้น ก็มีเสียงคำรามกึกก้องดังมาจากเบื้องบน แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเดิมแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เมฆสีดำสนิทเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกคลุมท้องฟ้าสีครามจางๆ ที่เคยปรากฏ
“มัน...ตื่นแล้ว...” วิญญาณตนหนึ่งร้องด้วยความหวาดกลัว
เมษเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาเห็นแสงสีดำทะมึนที่กำลังก่อตัวเป็นรูปทรงประหลาด มันมีลักษณะคล้ายปากขนาดมหึมา กำลังอ้าออก ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
“ผู้กลืนกิน...” เมษพึมพำ “มาเร็วกว่าที่คิด...”
เขาก้าวไปยืนอยู่หน้ากลุ่มวิญญาณ ราวกับจะใช้ร่างกายของตนเองเป็นเกราะป้องกัน “พวกท่านจงหลบไป ข้าจะจัดการเอง!”
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร แสงสีดำทะมึนนั้นก็พุ่งลงมายังพื้นดินอย่างรวดเร็ว ราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งทุกอย่างให้สูญสลายไป
เมษรู้สึกถึงแรงดึงดูดอันมหาศาล ที่กำลังพยายามฉุดกระชากเขาเข้าไปในความว่างเปล่าสีดำนั้น
“ไม่!” เมษตะโกนพร้อมกับรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี “ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำลายทุกสิ่ง!”
ในขณะที่ความมืดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง เมษก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังไหลบ่าเข้ามาจาก ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยสัมผัสมาก่อน
มันคือพลังแห่งดวงดาว...และจิตวิญญาณของผู้ที่เสียสละ...ที่กำลังจะปลุกเขาให้ตื่นขึ้น...เพื่อการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย... ณ จุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล!

พรหมลิขิต...ร้อยพันดวงดาว
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก