หลายวันผ่านไปหลังจากความฝันอันน่าสยดสยอง เอลาริสพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้ชีวิตให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เปล่าประโยชน์ ภาพของโลกที่ล่มสลายและเงาร่างอันน่ากลัวของมาลากอร์ยังคงหลอกหลอนเธอ ความสามารถประหลาดที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวและสับสน เธอเริ่มเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยิน พลังงานที่พุ่งทะยานออกมาจากมือของเธอโดยไม่ตั้งใจก็เริ่มบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวานนี้ ขณะที่เธอกำลังรดน้ำต้นไม้ในสวนของคุณยาย ดอกกุหลาบที่กำลังจะเหี่ยวเฉากลับพลันบานสะพรั่งขึ้นมาใหม่ด้วยกลีบดอกที่เปล่งประกายคล้ายคริสตัล มันสวยงามจนน่าอัศจรรย์ใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เอลาริสรู้สึกหวาดผวา เธอเริ่มปลีกตัวออกจากผู้คน เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้านภายใต้ข้ออ้างว่าไม่สบาย คุณยายเริ่มเป็นห่วงหลานสาวผู้ร่าเริงของตน แต่เอลาริสก็เลือกที่จะเก็บงำความลับนี้ไว้เพียงผู้เดียว
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่คุณยายออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เอลาริสก็เริ่มสำรวจกระท่อมเล็กๆ ของเธออีกครั้ง ไม่รู้ทำไมจิตใจของเธอถึงได้ร่ำร้องหาอะไรบางอย่าง บางสิ่งบางอย่างที่อาจจะช่วยไขปริศนาที่เกิดขึ้นกับเธอได้ เธอค้นดูข้าวของเก่าๆ ของคุณยาย ของที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมานานหลายปี ในตู้ไม้เก่าคร่ำคร่าในห้องเก็บของ เธอพบกล่องไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ฝุ่นจับหนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นลวดลายที่สลักไว้ เธอไม่เคยเห็นกล่องใบนี้มาก่อนในชีวิต
เอลาริสเอื้อมมือไปหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมา กลิ่นหอมของไม้โบราณและกลิ่นอายบางอย่างที่ไม่อาจระบุได้ลอยแตะจมูก เธอเช็ดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นลวดลายอันงดงามของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กำลังโอบกอดกันอยู่ เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากกล่องใบนี้ ราวกับมันกำลังเรียกหาเธอ
เมื่อเธอบิดกลไกของกล่อง กล่องก็พลันเปิดออก พร้อมกับเสียง "คลิก" แผ่วเบา ด้านในมีผ้ากำมะหยี่สีแดงสดรองอยู่ และบนนั้นมีเครื่องรางรูปดวงจันทร์เสี้ยวที่ประดับด้วยอัญมณีสีน้ำเงินเข้ม และรูปดวงอาทิตย์ที่ทำจากโลหะสีทองอร่าม ที่เชื่อมต่อกันด้วยโซ่เงินเส้นเล็กๆ มันดูเก่าแก่และมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก เอลาริสรู้สึกราวกับเครื่องรางนั้นกำลังเต้นอยู่เบาๆ ในอุ้งมือของเธอ
ทันทีที่เธอสัมผัสเครื่องราง แสงสีเงินและสีทองก็พวยพุ่งออกมาจากมันสว่างจ้าไปทั่วห้อง สายลมกระโชกแรงพัดพาข้าวของกระจัดกระจาย เอลาริสรู้สึกเจ็บปวดที่ศีรษะอย่างรุนแรง ภาพนิมิตก็พุ่งเข้าใส่เธออีกครั้ง แต่คราวนี้มันชัดเจนและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เธอเห็นภาพตัวเองอีกครั้ง ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองหลวงที่เคยรุ่งเรือง เปลวเพลิงสีดำมืดมิดกำลังลุกโชนไปทั่วทุกหนแห่ง ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทะมึน และที่สำคัญที่สุดคือ ดวงจันทร์สองดวงกำลังถูกกลืนกินโดยสุริยคราสเต็มดวง แสงสุดท้ายของพวกมันกำลังจะดับลง
เสียงคำรามของปีศาจดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นสะเทือน เลือดและหยาดน้ำตาไหลนองไปทั่ว เอลาริสเห็นใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสิ้นหวัง เธอเห็นเหล่าผู้กล้าที่ล้มตายลงทีละคนๆ เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากเงื้อมมือของราชาปีศาจมาลากอร์
ในนิมิตนั้น เธอได้เห็นคทาสุริยันจันทราอีกครั้ง คทาที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงแห่งความหวังเดียวท่ามกลางความมืดมิด มันอยู่ในมือของใครคนหนึ่ง... ไม่ใช่สิ มันอยู่ในมือของเธอเอง คทาด้ามนั้นสั่นสะเทือนด้วยพลังมหาศาล และพลังงานสีทองและสีเงินก็หลั่งไหลออกจากมันอย่างไม่ขาดสาย
แล้วภาพก็ตัดไปที่อดีต เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดคลุมของราชินี ยืนอยู่บนแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกล้าหาญและความเสียสละ เธอกำลังถือคทาด้ามเดียวกันนั้น และกำลังร่ายเวทมนตร์โบราณอันทรงพลัง เสียงภาษาโบราณที่เอลาริสไม่เคยได้ยินมาก่อนดังก้องอยู่ในหัว เสียงนั้นดูคล้ายกับคำสาบาน หรือพันธสัญญาบางอย่าง
ราชินีผู้นั้นชี้คทาไปทางราชาปีศาจมาลากอร์ที่คำรามด้วยความเจ็บปวด พลังงานที่พวยพุ่งออกมาจากคทาดูดกลืนมาลากอร์เข้าไปในผลึกสีดำขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันคือการผนึก ราชาปีศาจถูกผนึกไว้ในผลึกนั้น และผลึกนั้นก็ถูกนำไปเก็บซ่อนไว้ในสถานที่ลับ
แต่แล้ว ราชินีผู้นั้นก็พลันหันมามองที่เอลาริส ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าและเจ็บปวด เธอกระซิบด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน "ทายาทคนสุดท้าย... พันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์... ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง... เจ้าคือความหวังเดียว..."
ภาพนิมิตพลันดับวูบลง เอลาริสล้มลงกับพื้น หายใจหอบถี่ เครื่องรางหลุดออกจากมือของเธอไปตกอยู่ข้างๆ ร่างกายของเธอเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัวราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือจิตใจของเธอ
เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เอื้อมมือไปหยิบเครื่องรางขึ้นมาถือไว้ในมืออีกครั้ง คราวนี้มันไม่เปล่งแสงแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ออกมาจากมัน ราวกับมันกำลังปลอบโยนเธอ
"ทายาทคนสุดท้าย..." คำพูดของราชินีผู้นั้นยังคงก้องอยู่ในหู "พันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์..."
เอลาริสไม่เคยรู้เรื่องราชวงศ์โบราณ เธอเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่ถูกคุณยายรับมาเลี้ยงดู เธอไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอเป็นใคร มาจากไหน เธอมาจากไหนกันแน่? และทำไมเธอถึงต้องรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้บนบ่า
ความกลัวเข้ามาปกคลุมจิตใจเธออีกครั้ง เธอไม่ใช่คนกล้าหาญ ไม่ใช่ผู้หญิงที่แข็งแกร่งอย่างราชินีในนิมิต เธอจะทำได้อย่างไร? เธอจะปกป้องโลกจากมาลากอร์ได้อย่างไร? เธอจะทำตามพันธสัญญาที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนได้อย่างไร?
แต่แล้ว เมื่อเธอมองไปยังเครื่องรางในมือ เธอกลับรู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างกับมัน ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเธอมาตั้งแต่เกิด มันไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ มันคือสิ่งที่จะนำพาเธอไปสู่โชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้
เอลาริสจ้องมองไปที่เครื่องรางสลับกับดวงจันทร์เสี้ยวในนิมิตที่เธอกำลังถือคทา เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน นี่คือนิมิตที่แท้จริง เป็นคำเตือนที่ชัดเจนที่สุด เป็นสิ่งที่กำลังบอกเธอว่าเวลาที่จะหลีกเลี่ยงโชคชะตากำลังจะหมดลงแล้ว สุริยคราสแห่งจันทร์คู่... คำนี้ทำให้เธอรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก เธอจำได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ปีศาจจะถูกปลดปล่อย และนั่นหมายความว่าเธอมีเวลาไม่มากนัก
ในที่สุด เอลาริสก็ยอมรับความจริงที่ว่าโลกของเธอไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่แค่เวทมนตร์ที่กำลังเลือนหายไป แต่ภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามา และเธอก็เป็นเพียงคนเดียวที่มีพลังที่จะหยุดมันได้
เธอเก็บเครื่องรางไว้ในกระเป๋าเสื้อที่แนบชิดกับอก ความรู้สึกหวาดกลัวยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มันปะปนกับความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน เธอจะต้องค้นหาความจริง เธอจะต้องเข้าใจพลังที่อยู่ในตัวเธอ และเธอจะต้องทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์นี้ให้สำเร็จ
เอลาริสเดินออกจากกระท่อมไปยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าที่แสงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ลมเย็นๆ พัดกระทบใบหน้า ปลิวผมของเธอไปตามแรงลม ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ขอบฟ้าที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ในที่สุด เธอก็เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือสัญญาณ เป็นการปลุกให้เธอตื่นขึ้นสู่โลกใบใหม่
เธอไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะอันตรายเพียงใด แต่เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถหลีกหนีได้อีกต่อไปแล้ว หมู่บ้านเอเธอร์เบิร์กที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเธอ ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ และเธอคือผู้ที่ถูกเลือกให้ก้าวผ่านพ้นมันไปให้ได้
เธอเงยหน้ามองดวงจันทร์เพียงดวงเดียวที่กำลังส่องแสงอ่อนๆ ขึ้นมาแทนที่ดวงอาทิตย์ จิตใจของเธอแน่วแน่และเข้มแข็งขึ้นกว่าที่เคย เธอจะต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโลกใบนี้ และปกป้องผู้คนที่เธอรัก เธอจะต้องค้นหา "คทาสุริยันจันทรา" และทำตาม "พันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์" ให้สำเร็จ นี่คือภารกิจของเธอ นี่คือชีวิตใหม่ของเธอ เธอหายใจลึกๆ รับเอาอากาศยามเย็นเข้าเต็มปอด ความหนักอึ้งในใจไม่ได้หายไปไหน แต่ตอนนี้มันมาพร้อมกับความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตา เอลาริสรู้ว่าเธอจะโดดเดี่ยวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เธอจะต้องหาใครสักคนที่จะช่วยเธอไขปริศนาเหล่านี้ ใครสักคนที่จะเชื่อในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อของเธอ
เธอเหลือบมองไปที่กล่องไม้เก่าแก่ที่ตอนนี้เปิดอ้าอยู่บนโต๊ะ มันเป็นเหมือนประตูบานแรกที่เปิดออกสู่โลกที่ไม่เคยรู้จัก โลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ ภัยคุกคาม และพันธสัญญาโบราณ เธอต้องก้าวผ่านประตูบานนี้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
เอลาริสกำมือแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัวและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน คืนนี้เธอคงนอนไม่หลับอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพราะความสับสน แต่เป็นเพราะความคาดหวัง และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า เธอพร้อมที่จะเป็น "ผู้พิทักษ์" อย่างที่โชคชะตากำหนดไว้แล้ว

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก