รุ่งเช้าของวันถัดมา หมู่บ้านเอเธอร์เบิร์กได้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง เหลือเพียงเถ้าถ่านและควันดำที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เอลาริสและเซรอสหลบหนีออกมาจากหมู่บ้านได้ในความมืดมิด พวกเขาเดินทางกันตลอดทั้งคืนผ่านป่าทึบและภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะเพื่อหลีกหนีจากการติดตามของปีศาจ เส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคและความเงียบงัน
เอลาริสยังคงอ่อนแรงจากการใช้พลังเวทมนตร์อย่างมหาศาล ใบหน้าของเธอซีดเผือด แต่จิตใจของเธอกลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคย เธอเดินตามเซรอสไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีข้อสงสัยหรือการร้องเรียนใดๆ เธอรู้ว่าเธอต้องไป เธอต้องค้นหาความจริง
เซรอสเป็นคนพูดน้อยและระมัดระวังตัวตลอดเวลา ดวงตาคมกริบของเขาสอดส่ายไปทั่วราวกับกำลังมองหาภัยคุกคามที่อาจจะซุ่มโจมตีอยู่ พวกเขาเดินกันมาเป็นเวลานานจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงอ่อนๆ เหนือขอบฟ้า
"เราหยุดพักที่นี่ก่อน" เซรอสกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ เขาหยุดอยู่ข้างลำธารเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งมีน้ำใสไหลริน เอลาริสทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง พยายามควบคุมลมหายใจ
เซรอสหยิบขวดน้ำและอาหารแห้งออกมาจากกระเป๋าผ้าใบขนาดใหญ่ที่สะพายอยู่บนหลัง แล้วยื่นให้เอลาริส "กินซะ เจ้ายังต้องใช้พลังงานอีกมาก"
เอลาริสรับอาหารมาอย่างว่าง่าย เธอสังเกตเห็นว่าเซรอสไม่ได้กินอะไรเลย เขาเพียงแค่นั่งนิ่งๆ จ้องมองไปที่ป่าโดยรอบ
"ทำไม... ทำไมคุณถึงช่วยฉันคะ?" เอลาริสถามในที่สุด ความเงียบที่ดำเนินมานานทำให้เธออึดอัดใจ
เซรอสถอนหายใจยาว ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย "เพราะเจ้าคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้"
คำพูดของเซรอสทำให้เอลาริสรู้สึกหนักอึ้งในใจ ความหวังสุดท้าย... มันเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าเด็กสาวกำพร้าอย่างเธอจะแบกรับได้
"ฉันไม่เข้าใจ... ฉันเป็นใครกันแน่คะ? แล้วคุณรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร?" เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ
เซรอสมองตรงมาที่เธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้า "ข้าชื่อเซรอส อดีตอัศวินแห่งราชวงศ์เอลเดอร์รันด์ บัดนี้ข้าเป็นเพียงนักล่าปีศาจที่ออกตามหาความจริงเกี่ยวกับหายนะที่กำลังจะมาถึง"
เขาหยุดชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมความคิด "เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เวทมนตร์เริ่มเลือนหายไปจากโลก ผู้คนลืมเลือนเรื่องราวของราชวงศ์โบราณ ลืมเลือนพันธสัญญาที่เคยทำไว้กับผู้พิทักษ์ และลืมเลือนราชาปีศาจมาลากอร์ที่ถูกผนึกไว้ใต้ผืนพิภพ"
เอลาริสฟังด้วยความตั้งใจ ทุกคำพูดของเซรอสทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่
"ข้าออกตามหาทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์โบราณมาช้านาน เพราะข้ารู้ว่ามีเพียงเลือดของราชวงศ์เท่านั้นที่จะปลุกพลังของ 'คทาสุริยันจันทรา' ได้ คทาแห่งพลังที่สามารถผนึกมาลากอร์ได้อีกครั้งหนึ่ง"
"แต่... คทาสุริยันจันทราคืออะไรคะ?" เอลาริสถาม
เซรอสหยิบหินแกะสลักรูปคทาขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าผ้าใบ คทาที่สลักนั้นมีรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่บนหัวคทา "มันคืออาวุธโบราณที่ถูกสร้างขึ้นโดยราชินีแห่งแสงเมื่อหลายพันปีก่อน คทาด้ามนี้มีพลังในการควบคุมพลังงานสุริยันและจันทรา มีเพียงทายาทผู้มีสายเลือดของราชวงศ์เท่านั้นที่จะถือครองและใช้พลังของมันได้อย่างสมบูรณ์"
เขาชี้ไปที่เครื่องรางสุริยันจันทราที่ห้อยอยู่บนคอของเอลาริส "เครื่องรางนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ เป็นกุญแจที่จะนำเจ้าไปสู่คทา และเป็นหลักฐานว่าเจ้าคือทายาทคนสุดท้าย"
"ฉัน... ฉันไม่เคยรู้เลย" เอลาริสพึมพำกับตัวเอง "ฉันเป็นแค่เด็กกำพร้า"
"เจ้าไม่ได้เป็นแค่เด็กกำพร้า เอลาริส" เซรอสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย "เจ้ามีเลือดของราชวงศ์โบราณอยู่ในตัวเจ้า เจ้าคือผู้ถูกเลือกให้ทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์"
เซรอสเล่าเรื่องราวของราชวงศ์โบราณให้เอลาริสฟังอย่างละเอียด ราชวงศ์ที่เคยปกครองโลกด้วยเวทมนตร์และความยุติธรรม พวกเขาทำพันธสัญญากับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติและดวงดาว เพื่อรักษาสมดุลของโลก และปกป้องโลกจากภัยคุกคามจากความมืดมิด
เมื่อหลายพันปีก่อน ราชาปีศาจมาลากอร์ได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับกองทัพปีศาจที่มุ่งมั่นจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ราชินีแห่งแสง ผู้เป็นบรรพบุรุษของเอลาริส ได้นำทัพเหล่าผู้กล้าออกไปต่อสู้กับมาลากอร์ เธอใช้พลังของคทาสุริยันจันทราผนึกมาลากอร์ไว้ได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ครั้งนั้นก็ทำให้โลกสูญเสียเวทมนตร์ไปเป็นจำนวนมาก และราชวงศ์ก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง
"แต่พลังของมาลากอร์ไม่ได้ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง" เซรอสกล่าวต่อ "มันเป็นเพียงแค่การผนึกชั่วคราวเท่านั้น และบัดนี้สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พลังของมาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด และเป็นช่วงเวลาที่มันจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์"
เอลาริสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "แล้วฉันจะต้องทำอย่างไรคะ?"
"เจ้าจะต้องฝึกฝนพลังเวทมนตร์ที่อยู่ในตัวเจ้า ค้นหาคทาสุริยันจันทรา และใช้พลังของมันผนึกมาลากอร์อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะปลดปล่อยความมืดมิดสู่ทุกอาณาจักร" เซรอสกล่าว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
เอลาริสรู้สึกถึงภาระอันใหญ่หลวงที่กำลังตกอยู่บนบ่าของเธอ มันเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้นในใจของเธอ
"ฉัน... ฉันจะทำมันได้เหรอคะ?" เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ
เซรอสเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเธอเบาๆ "เจ้าทำได้ เอลาริส เจ้ามีเลือดของราชวงศ์โบราณอยู่ในตัวเจ้า เจ้าคือผู้พิทักษ์แห่งแสง"
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า "เราต้องเดินทางไปที่หอคอยเวทมนตร์ ที่นั่นมีจอมเวทผู้รอบรู้ท่านหนึ่งชื่อลิริน ท่านเป็นผู้เดียวที่จะช่วยเจ้าฝึกฝนพลังและไขปริศนาแห่งคทาได้"
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องเชื่อในตัวเอง เชื่อในสิ่งที่เซรอสพูด และเชื่อในโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเธอ
พวกเขาออกเดินทางอีกครั้ง เส้นทางยังคงยาวไกลและอันตราย แต่เอลาริสไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอย่างที่เคยเป็น เธอรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในทุกย่างก้าวที่เธอเดินไปข้างหน้า
เธอจับเครื่องรางสุริยันจันทราในมือแน่น ราวกับกำลังสัมผัสกับพันธสัญญาที่ถูกผูกมัดไว้กับเธอตั้งแต่เกิด เธอคือทายาทคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์โบราณ เธอคือผู้พิทักษ์แห่งแสง และเธอจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด
เซรอสเดินนำหน้าเธอไปอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้คุ้มกัน แต่เขาคือผู้ที่นำทางเธอไปสู่โชคชะตา เป็นผู้ที่ทำให้เธอเชื่อในตัวเอง และเป็นผู้ที่ทำให้เธอเข้าใจว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้
เอลาริสเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นสูง แสงแดดยามเช้าส่องประกายผ่านใบไม้ ส่องกระทบลงมาบนใบหน้าของเธอ มันคือแสงแห่งความหวัง แสงแห่งการเริ่มต้นใหม่ และแสงแห่งพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่กำลังจะถูกสานต่อ เธอเริ่มคิดถึงคุณยายและชาวบ้านในหมู่บ้านเอเธอร์เบิร์ก ความรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอแข็งแกร่งขึ้น เธอต้องไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก
เซรอสหยุดเดินชั่วครู่ แล้วหันมามองเอลาริส "เจ้าพร้อมที่จะแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้แล้วใช่หรือไม่?"
เอลาริสสบตาเขา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ฉันพร้อมค่ะ"
แม้เสียงของเธอจะยังแผ่วเบา แต่ก็เต็มไปด้วยความแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว เซรอสพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันกลับไปเดินนำทางต่อ
เอลาริสเดินตามเขาไปอย่างมั่นคง เธอรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับมัน เธอพร้อมที่จะเป็นผู้พิทักษ์แห่งแสง เธอพร้อมที่จะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ให้สำเร็จ
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเดินทางทางกายภาพ แต่เป็นการเดินทางของจิตวิญญาณ เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ และเป็นการเดินทางเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก