เทือกเขาแห่งอรุณรุ่งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สูงเสียดฟ้าจนยอดเขาหายลับไปในม่านเมฆที่ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา เมื่อมองจากเชิงเขาขึ้นไป ก้อนเมฆนั้นไม่ได้ขาวบริสุทธิ์อย่างที่คิด แต่กลับมีสีเทาหม่นปนอยู่ประปราย สะท้อนถึงพลังงานมืดที่มาลากอร์แผ่ขยายเข้าครอบงำ ทว่ายังคงมีประกายเงินยามต้องแสงจันทร์สลัวๆ ลอดผ่านก้อนเมฆลงมา ทำให้มันยังคงรักษาความงามอันน่าเกรงขามเอาไว้ได้
"ที่นี่คือเทือกเขาแห่งอรุณรุ่ง สถานที่ที่ราชินีเซราฟีน่า ราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์อาเรียส และเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของเจ้า ได้ทรงทำพันธสัญญาเอาไว้" ลิรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังยอดเขาที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด "พันธสัญญาที่ไม่ได้มีไว้เพียงแค่เพื่อปกป้องโลกในยุคสมัยของพระองค์ แต่เพื่อทิ้งเส้นทางและเครื่องนำทางไว้ให้กับทายาทผู้เหมาะสม ผู้ที่จะต้องรับภาระหนักอึ้งนี้ไว้บนบ่า"
เอลาริสฟังอย่างตั้งใจ หัวใจของเธอกำลังเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อาจเข้าใจได้ มันคือความรู้สึกเชื่อมโยง เหมือนสายใยที่มองไม่เห็นกำลังดึงรั้งเธอเข้าหาภูเขา ลูกแก้วสุริยันจันทราที่ห้อยอยู่รอบคอของเธอพลันเปล่งแสงสว่างเรืองรองจางๆ ราวกับตอบรับพลังงานโบราณที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ
"พันธสัญญาอะไรหรือคะ ท่านลิริน?" เอลาริสถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
ลิรินถอนหายใจยาว พลางกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณเชิงเขาที่เต็มไปด้วยต้นสนขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง "ราชินีเซราฟีน่าทรงเป็นผู้มีญาณทิพย์ นางมองเห็นอนาคต เห็นถึงการกลับมาของมาลากอร์ และสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่จะนำหายนะมาสู่โลกนี้ พระองค์ทรงทราบดีว่าคทาสุริยันจันทราคืออาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่จะผนึกมาลากอร์ได้ แต่พลังของคทานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะควบคุมได้ในสถานการณ์ปกติ"
"ดังนั้น พระองค์จึงทรงซ่อนคทานั้นไว้ในสถานที่แห่งนี้ สร้างบททดสอบและเวทมนตร์โบราณมากมาย เพื่อรอคอยทายาทผู้ที่คู่ควรอย่างแท้จริง ผู้ที่มีสายเลือดและหัวใจที่บริสุทธิ์พอจะปลุกพลังของคทาให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์"
เซรอสที่ยืนอยู่ข้างๆ กอดอก สายตาคมกริบของเขากวาดมองสำรวจรอบด้านอย่างระมัดระวัง "หมายความว่า เราต้องขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อผ่านบททดสอบที่ราชินีผู้นั้นทิ้งไว้ให้งั้นหรือขอรับ?"
"ถูกต้อง" ลิรินพยักหน้า "แต่หนทางขึ้นไปนั้นไม่ง่ายดายนัก นอกจากภูมิประเทศที่อันตรายแล้ว มาลากอร์ยังรู้ดีว่าที่นี่มีความสำคัญ เขาได้ส่งบริวารของมันมาเฝ้ารออยู่ตามเส้นทาง และพลังงานมืดของมันก็แผ่ซ่านเข้ามาในหุบเขาด้านล่างนี้ ทำให้สัตว์ป่ากลายสภาพเป็นปีศาจกระหายเลือด และสร้างภาพลวงตาอันน่าสะพรึงกลัว"
"แล้วเราจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีครับ" เซรอสถาม
ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมสมาธิ พลังเวทสีฟ้าอ่อนเริ่มเปล่งประกายรอบกายของนาง จากนั้นนางก็ชี้นิ้วไปยังเส้นทางที่ค่อนข้างลับตา ซึ่งซ่อนอยู่หลังแนวต้นสนที่หนาทึบ "เส้นทางนี้คือทางที่ราชินีเซราฟีน่าทรงใช้ในการขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อสร้างพันธสัญญานี้ มันเป็นเส้นทางที่ถูกซ่อนไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณ มีเพียงผู้ที่มีสายเลือดอาเรียสเท่านั้นที่จะสัมผัสถึงมันได้"
เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าเส้นทางนั้นกำลังเรียกหาเธอ เธอเดินนำเข้าไปในแนวป่าที่ดูเหมือนไม่มีทางไป แต่เมื่อเธอก้าวผ่านพุ่มไม้หนาทึบเข้าไป เธอก็พบกับทางเดินแคบๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะ เส้นทางที่ดูเหมือนถูกปกป้องจากพายุหิมะและลมกรรโชกแรงที่พัดผ่านอยู่ตลอดเวลา
การเดินทางเริ่มต้นขึ้น ทันทีที่พวกเขาเข้าสู่เส้นทางนั้น อากาศก็เริ่มหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายความมืดที่เคยอบอวลอยู่รอบเชิงเขาก็ดูเหมือนจะจางหายไปเล็กน้อย แต่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าขนลุก
"ระวังตัวไว้ให้ดี" เซรอสเตือน เขาเดินตามหลังเอลาริสอย่างใกล้ชิด มือหนึ่งวางอยู่บนด้ามดาบที่ข้างเอว ดวงตาคมกริบสอดส่องไปทั่วบริเวณ "ความเงียบแบบนี้มักจะหมายถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง"
ไม่นานนัก คำเตือนของเซรอสก็กลายเป็นจริง เมื่อพวกเขาเดินผ่านโขดหินสูงใหญ่ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกวาง แต่มีเขี้ยวแหลมคมและดวงตาสีแดงฉานก็ปรากฏตัวขึ้น พวกมันมีขนสีดำสนิทราวกับความมืด และมีละอองน้ำแข็งสีดำล้อมรอบกาย พวกมันคือ 'จตุรพิษแห่งทิวา' อสูรกายที่ถูกความมืดของมาลากอร์เข้าครอบงำ
"ปีศาจน้ำแข็ง!" ลิรินอุทาน พลางร่ายมนตร์ป้องกันรอบตัวพวกเขา
จตุรพิษแห่งทิวาสี่ตัวคำรามก้อง มันพุ่งเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว น่าเหลือเชื่อสำหรับสัตว์ขนาดใหญ่ เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังงานเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าใส่เธอ เธอรีบตั้งสมาธิ ปล่อยพลังแสงสีขาวบริสุทธิ์ออกไปจากฝ่ามือ แสงนั้นปะทะเข้ากับละอองน้ำแข็งสีดำรอบตัวปีศาจ ทำให้พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
เซรอสชักดาบออก ดาบเงินของเขาส่องประกายในความมืด เขาพุ่งเข้าใส่ปีศาจที่ใกล้ที่สุด ฟันฉับเดียวที่ขาหน้าของมัน ทำให้มันทรุดลงกับพื้น แต่ปีศาจอีกสองตัวก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ลิรินร่ายมนตร์สายลม กระชากร่างปีศาจตัวหนึ่งให้ล้มลง และอีกตัวหนึ่งถูกเอลาริสใช้พลังแสงผลักกระเด็นออกไป
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดท่ามกลางหิมะและลมหนาว เอลาริสใช้พลังเวทแสงของเธออย่างต่อเนื่อง พยายามสร้างระยะห่างและโจมตีจุดอ่อนของปีศาจ เซรอสเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดาบของเขาฟาดฟันเข้าใส่ปีศาจอย่างไม่ลดละ ลิรินคอยสนับสนุนด้วยเวทมนตร์ควบคุม ทำให้ปีศาจช้าลงและเปิดช่องให้เซรอสได้โจมตี
ในระหว่างการต่อสู้ เอลาริสรู้สึกว่าพลังของเธอไหลเวียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าภูเขาลูกนี้กำลังเติมเต็มพลังให้เธอ เธอหลับตาลงชั่วครู่ และเมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายสีทองจางๆ เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับธาตุแสงและน้ำแข็งที่อยู่รอบตัวเธอ เธอรวบรวมพลังเวททั้งหมด ปล่อยลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่พุ่งตรงไปยังปีศาจที่เหลืออยู่ ลำแสงนั้นเจิดจ้าและทรงพลัง ทำลายปีศาจจตุรพิษแห่งทิวาจนสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งสีดำที่จางหายไปในอากาศ
"เจ้า... เจ้าควบคุมพลังได้ดีขึ้นมาก เอลาริส" ลิรินเอ่ยอย่างประหลาดใจ
เอลาริสเองก็ประหลาดใจกับพลังที่เธอเพิ่งใช้ไปเช่นกัน "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะท่านลิริน จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่ามัน... มันเชื่อมโยงกับฉันได้ง่ายขึ้น"
"นั่นเป็นเพราะสายเลือดของราชินีเซราฟีน่า" ลิรินอธิบาย "ภูเขาลูกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานและสนามฝึกของทายาทโดยตรงของพระองค์ ทุกย่างก้าวที่เราเดินขึ้นไป พลังเวทของเจ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น"
พวกเขาเดินทางต่อไป เส้นทางที่ปกคลุมด้วยหิมะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ต้นสนที่เคยหนาทึบก็เริ่มบางตาลง ถูกแทนที่ด้วยโขดหินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะขาวโพลน อากาศเบาบางลงจนหายใจลำบาก แต่เอลาริสกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างประหลาด พลังเวทของเธอไหลเวียนในกายอย่างสม่ำเสมอ
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอีกหลายครั้ง ทั้งปีศาจน้ำแข็งที่แข็งแกร่งขึ้น พายุหิมะที่โหมกระหน่ำ และภาพลวงตาที่มาลากอร์สร้างขึ้นเพื่อหลอกหลอนพวกเขา แต่ด้วยความร่วมมือของทั้งสามคน พวกเขาก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นมาได้
ในที่สุด หลังจากที่เดินทางมาเป็นเวลานาน พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็นลานกว้างบนที่ราบสูง ล้อมรอบด้วยยอดเขาที่สูงชันกว่าเดิม เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏเป็นกำแพงหินขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและมอสส์สีเขียวอมฟ้า ดูเก่าแก่จนน่าทึ่ง ตรงกลางของกำแพงมีประตูขนาดใหญ่ที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ลวดลายของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พันเกี่ยวกัน ส่องประกายเงินยามต้องแสงจันทร์ที่ลอดผ่านก้อนเมฆลงมา
"นี่คือประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ราชินีเซราฟีน่าทรงสร้างขึ้น" ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "มันคือทางเข้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บซ่อนคทาสุริยันจันทราไว้"
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูนั้น บนบานประตูมีอักขระโบราณสลักอยู่ ลิรินใช้มือลูบไล้อักขระเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา "อักขระเหล่านี้คือบทกลอนแห่งพันธสัญญา... มันกล่าวถึงความศรัทธา ความกล้าหาญ และความบริสุทธิ์ใจของผู้ที่จะก้าวผ่านประตูนี้"
"แล้วเราจะเปิดมันได้อย่างไรครับ" เซรอสถาม
"มันไม่ใช่แค่การร่ายมนตร์" ลิรินตอบ "แต่เป็นการพิสูจน์คุณค่าของผู้ถือครองสายเลือดอาเรียส" นางหันมามองเอลาริส "เจ้าต้องวางมือลงบนอักขระตรงกลางนั้น แล้วปล่อยให้พลังของเจ้าสื่อสารกับประตูนี้"
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่ก็มีความมุ่งมั่น เธอเดินเข้าไปใกล้ประตู วางฝ่ามือลงบนอักขระรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่อยู่ตรงกลางบานประตู ทันทีที่มือของเธอสัมผัสกับหินเย็นเฉียบ แสงสีขาวนวลก็พวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือของเธอ แผ่กระจายไปทั่วบานประตู อักขระโบราณเรืองแสงทีละตัว ไล่เรียงกันไปราวกับมีชีวิต
เสียงคำรามต่ำๆ ดังมาจากภายในประตู ราวกับเสียงของเครื่องจักรโบราณที่กำลังทำงาน ประตูหินขนาดมหึมาเริ่มสั่นสะเทือน น้ำแข็งและหินที่ปกคลุมอยู่เริ่มกะเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อหินสีทองอร่ามที่อยู่ภายใต้
"มันกำลังเปิด!" เซรอสอุทานด้วยความตื่นเต้น
เสียงประตูดังเอี๊ยดอ๊าด ก้องกังวานไปทั่วหุบเขา เผยให้เห็นทางเดินกว้างขวางที่ทอดลึกเข้าไปในความมืดมิด เบื้องล่างมีแสงสีฟ้าอ่อนเรืองรองขึ้นมา ราวกับมีคริสตัลศักดิ์สิทธิ์ส่องสว่างอยู่ภายใน ลมเย็นยะเยือกที่พัดออกมาจากภายในนั้นบริสุทธิ์และสดชื่น ไม่มีความมืดมิดใดๆ เจือปนอยู่เลย
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์นั้น เสียงหัวเราะที่เย็นยะเยือกก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและความชั่วร้าย
"ช่างน่าประทับใจเสียจริง ทายาทน้อย" เสียงนั้นเอ่ยขึ้น "ดูเหมือนว่าสายเลือดของราชินีเซราฟีน่าจะยังคงทรงพลังอยู่ไม่น้อย"
พวกเขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาคือร่างสูงโปร่งที่ปกคลุมด้วยชุดคลุมสีดำสนิท มีผ้าคลุมใบหน้าไว้จนมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาสีแดงฉานสองดวงที่เปล่งประกายราวกับถ่านไฟก็จ้องมองตรงมาที่เอลาริส มือของมันสวมถุงมือเหล็กสีดำสนิท ถือเคียวขนาดใหญ่ที่มีคมดาบโค้งงอราวกับจันทร์เสี้ยว แต่กลับเป็นสีดำสนิทราวกับความมืดมิด และที่สำคัญที่สุด พลังงานความมืดที่แผ่ออกมาจากร่างของมันนั้นเข้มข้นจนแทบจะทำให้ลมหายใจหยุดไปชั่วขณะ
"ใครน่ะ!" เซรอสคำราม ยกดาบขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม
"ข้าคือ 'ไนท์เรธ' ผู้เป็นมือขวาของมาลากอร์" มันตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็น "และข้าได้รับคำสั่งให้มาหยุดพวกเจ้า... ก่อนที่พวกเจ้าจะก้าวเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ประโยชน์แห่งนั้น"
ไนท์เรธเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าใต้ผ้าคลุมยังคงเป็นปริศนา แต่รอยยิ้มเย็นชาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นดูเหมือนจะส่งผ่านความชั่วร้ายออกมาได้อย่างชัดเจน เคียวในมือของมันเปล่งแสงสีดำมืดมิด มันยกเคียวขึ้นช้าๆ ชี้ตรงมาที่เอลาริส
"สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว ไม่มีความหวังใดๆ สำหรับพวกเจ้าหรอก ทายาทน้อย" ไนท์เรธกล่าว "และข้าจะมั่นใจว่าคทาสุริยันจันทรา จะไม่มีวันถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้!"
ทันทีที่สิ้นเสียง ไนท์เรธก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ร่างของมันดูราวกับเงาที่เคลื่อนที่ไปในความมืด เคียวสีดำสนิทของมันฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง พลังงานความมืดแผ่กระจายออกมารอบตัวมัน ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
เอลาริสรู้สึกถึงกระแสลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านใบหน้า เธอเตรียมพร้อมที่จะร่ายมนตร์ป้องกัน แต่ความเร็วของไนท์เรธนั้นเหนือกว่าที่เธอคาดคิดไว้มากนัก...

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก