"ที่นี่คือเทือกเขาแห่งอรุณรุ่ง สถานที่ที่ราชินีเซราฟีน่า ราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์อาเรียส และเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของเจ้า ได้ทรงทำพันธสัญญาเอาไว้" ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของเธอกวาดมองไปทั่วบริเวณเชิงเขาที่เต็มไปด้วยต้นสนสูงเสียดฟ้าและก้อนหินใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยมอส "พันธสัญญานั้นคือการผนึกพลังของคทาสุริยันจันทราไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด และยากจะเข้าถึงที่สุด นั่นคือใจกลางของภูเขาแห่งนี้"
เอลาริสมองตามสายตาของลิรินขึ้นไปยังยอดเขาที่ถูกเมฆเทาหม่นบดบัง "ผนึกคทา... ทำไมต้องผนึกคะ? ถ้ามันเป็นกุญแจสำคัญในการผนึกมาลากอร์"
ลิรินหันมามองเอลาริส ใบหน้าของเธอดูเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เพราะพลังของคทาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครอบครองได้ง่ายๆ เอลาริส มันคือการรวบรวมพลังแห่งสุริยะและจันทรา พลังแห่งชีวิตและความตาย พลังที่สามารถสร้างและทำลายล้างโลกได้ในพริบตา ราชินีเซราฟีน่าทรงเกรงว่าหากคทานี้ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว หรือแม้กระทั่งอยู่ในมือของผู้ที่ยังไม่พร้อม พลังนั้นจะถูกใช้ในทางที่ผิด หรืออาจจะกลืนกินจิตใจของผู้ถือครองเสียเอง"
เซรอสก้าวเข้ามาใกล้ "แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเอลาริสพร้อม? แล้วเราจะหาคทาเจอได้อย่างไรในภูเขาที่ใหญ่ขนาดนี้?"
"นั่นคือความท้าทาย" ลิรินตอบ "เทือกเขาแห่งอรุณรุ่งไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา มันคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณมานับพันปี และมาลากอร์เองก็พยายามแผ่ขยายอิทธิพลของมันเข้ามาครอบงำพื้นที่แห่งนี้เช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่พลังงานมืดเริ่มปรากฏให้เห็น" เธอชี้ไปยังก้อนเมฆสีเทาหม่นบนยอดเขา "เราจะต้องเผชิญหน้ากับทั้งบททดสอบของบรรพบุรุษ และการขัดขวางจากมาลากอร์ไปพร้อมกัน"
"บททดสอบอะไรคะ?" เอลาริสถาม เสียงของเธอแฝงความกังวล
"บททดสอบแห่งจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ และความบริสุทธิ์ของหัวใจ... และที่สำคัญที่สุดคือ บททดสอบแห่งสายเลือด ราชินีเซราฟีน่าทรงสร้างบททดสอบเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเพียงทายาทที่แท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงคทาได้" ลิรินเว้นจังหวะ "และเราไม่มีเวลามากนัก สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราต้องรีบขึ้นไป"
พวกเขาทั้งสามเริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ทอดตัวขึ้นสู่ภูเขาที่สูงชัน อากาศที่เชิงเขายังคงเย็นสบาย แต่เมื่อยิ่งสูงขึ้นไป ลมหนาวก็ยิ่งพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นสนที่เคยดูเขียวขจีเริ่มถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ หินผาที่เคยแข็งแกร่งก็ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยหมอกหนาทึบ สลับกับหิมะที่โปรยปรายลงมาเป็นบางครั้ง
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงทางเข้าหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกบดบังด้วยหน้าผาหินยักษ์สองข้างทาง ผนังหินเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์เก่าแก่ที่พันเลื้อยจนดูคล้ายงูยักษ์ที่หลับใหลอยู่ แสงแดดส่องลงมาไม่ถึง ทำให้บรรยากาศดูมืดสลัวและเยือกเย็นกว่าที่เคยเป็น
"ที่นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ราชินีเซราฟีน่าทรงสร้างขึ้น" ลิรินกล่าวพลางกวาดมือไปในอากาศ ปราณเวทสีน้ำเงินเรืองรองปรากฏขึ้นรอบมือของเธอ เธอกำลังตรวจสอบพลังงานรอบๆ "มีพลังงานโบราณแฝงอยู่ แต่ก็มีพลังงานมืดของมาลากอร์แทรกซึมเข้ามาอย่างหนาแน่นเช่นกัน"
ขณะที่ลิรินกำลังสำรวจ เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูก ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาในจิตใจ ราวกับมีบางสิ่งจ้องมองพวกเขาจากเงามืด เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่มีที่มาที่ไปดังแว่วเข้ามาในหู ราวกับจะเชื้อเชิญให้เธอหลงใหลไปกับความมืดมิด
"ทุกคนระวังตัวไว้" เซรอสกล่าวพลางชักดาบยาวที่เหน็บข้างเอวออกมา ดาบของเขาเปล่งประกายสีเงินวาววับ สะท้อนแสงสลัวๆ ที่ลอดผ่านก้อนเมฆลงมา "ข้าสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ไม่เป็นมิตร"
ทันใดนั้นเอง เถาวัลย์ที่พันเลื้อยอยู่บนผนังหินก็เริ่มขยับไหว รากไม้ขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนแขนขาของสิ่งมีชีวิตโบราณกระดิกพลิ้วไหว เปลือกไม้แข็งกระด้างแยกออก เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานที่ส่องประกายจากความมืดมิด ต้นไม้เหล่านั้นไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นอสูรพฤกษาที่ถูกพลังงานมืดของมาลากอร์ครอบงำให้มีชีวิตและจิตใจที่ชั่วร้าย
"อสูรพฤกษา!" ลิรินอุทาน พลางร่ายคาถาป้องกัน พลังงานสีน้ำเงินพุ่งออกจากมือของเธอก่อตัวเป็นกำแพงแสงโปร่งแสงกั้นระหว่างพวกเขากับอสูรพฤกษาเหล่านั้น
อสูรพฤกษาพุ่งเข้าชนกำแพงพลังของลิรินอย่างบ้าคลั่ง เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว รากไม้ที่แหลมคมพยายามแทงทะลุเข้ามา เซรอสไม่รอช้า พุ่งเข้าฟันรากไม้ที่พยายามเล็ดลอดเข้ามาด้วยดาบของเขา คมดาบตัดผ่านเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย
เอลาริสยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความกลัวทำให้ร่างกายของเธอแข็งทื่อ แต่เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสองกำลังต่อสู้ด้วยชีวิต เธอก็รวบรวมสติ คทาดาวบนหลังของเธอเปล่งประกายเรืองรอง ความร้อนจากฝ่ามือที่จับคทาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ และนึกถึงคำพูดของลิรินเรื่องพลังแห่งบรรพบุรุษ
"แสงจันทราเอ๋ย... จงส่องนำทาง!" เอลาริสเปล่งเสียง พลางตวัดคทาดาวไปข้างหน้า แสงสีเงินพุ่งออกจากปลายคทาเป็นลำแสงอันบริสุทธิ์ พุ่งตรงเข้าใส่อสูรพฤกษา ลำแสงนั้นไม่ได้ทำลายล้าง แต่กลับทำให้เถาวัลย์ที่เคยแข็งกระด้างอ่อนตัวลง รากไม้ที่เคยมีดวงตาสีแดงฉานหดกลับเข้าไปในเปลือกไม้ พวกมันส่งเสียงคำรามอย่างเจ็บปวดก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้น ราวกับถูกชะล้างความมืดมิดออกจากร่าง
"นี่คือ... พลังของการชำระล้าง!" ลิรินอุทานด้วยความประหลาดใจ แสงจันทราของเอลาริสไม่ได้ทำลายพวกมัน แต่กลับทำให้พวกมันกลับสู่สภาพเดิม กลายเป็นแค่ต้นไม้ธรรมดาที่หลับใหลไป
เซรอสเองก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น เขายกยิ้มเล็กน้อย "ยอดเยี่ยมมาก เอลาริส เจ้าควบคุมพลังของเจ้าได้ดีขึ้นมาก"
เอลาริสรู้สึกโล่งใจ เธอไม่รู้ว่าเธอทำได้อย่างไร แต่เธอรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกับพลังงานที่บริสุทธิ์บางอย่างภายในตัวเธอเอง เธอรู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบจากอดีตกาลคอยชี้นำเธอ
เมื่อผ่านพ้นจากอสูรพฤกษา พวกเขาก็เดินหน้าต่อไป เส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ หิมะเริ่มปกคลุมหนาขึ้นจนเท้าจมลงไปทุกย่างก้าว อากาศหนาวจัดจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว สองข้างทางเริ่มปรากฏซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง มันคือเศษเสี้ยวของอาณาจักรอาเรียสที่เคยรุ่งเรือง
"ดูนั่นสิ" ลิรินชี้ไปยังแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา มันถูกแกะสลักเป็นลวดลายที่ซับซ้อน แต่ส่วนใหญ่ถูกน้ำแข็งกัดกร่อนจนเลือนราง "นี่คือศิลาจารึกแห่งพันธสัญญา... มันเล่าเรื่องราวการผนึกคทาของราชินีเซราฟีน่า"
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ศิลาจารึกนั้น เอลาริสใช้มือลูบไล้น้ำแข็งที่ปกคลุมออก เผยให้เห็นอักษรโบราณที่เรืองแสงจางๆ ด้วยพลังเวทมนตร์ เธอไม่เคยเรียนภาษาโบราณเหล่านี้ แต่เมื่อสัมผัสกับศิลาจารึก ภาพต่างๆ ก็ฉายชัดขึ้นในความคิดของเธอ เธอเห็นราชินีเซราฟีน่าผู้สง่างามยืนอยู่เบื้องหน้าคทาที่เปล่งประกายราวกับมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่ภายในคทาเดียว ราชินีทรงร่ายคาถาโบราณอันทรงพลัง และคทานั้นก็จมหายไปในใจกลางของภูเขา
แต่ภาพไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เธอเห็นภาพของมาลากอร์ที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในภูเขา พลังงานมืดของมันพยายามกัดกร่อนการป้องกันของราชินีเซราฟีน่า และในภาพสุดท้าย เธอเห็นใบหน้าของราชินีที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย พระองค์ทรงกระซิบคำบางคำที่เอลาริสไม่เข้าใจ ก่อนที่ภาพจะเลือนหายไป
"เจ้าเห็นอะไร เอลาริส?" ลิรินถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
เอลาริสส่ายหน้าอย่างสับสน "ข้าเห็นราชินีเซราฟีน่าผนึกคทา... และข้าเห็นมาลากอร์พยายามแทรกซึมเข้ามา... แต่ข้าได้ยินเสียงกระซิบ... เสียงที่บอกว่า... 'เพื่อปกป้อง... ดวงใจแห่งแสงจะนำทาง... ยามที่เงาคลืบคลาน... จงหา 'หอคอยแห่งเงามืด''"
"หอคอยแห่งเงามืด?" ลิรินทวนคำ สีหน้าของเธอเคร่งเครียด "ไม่เคยมีบันทึกไหนกล่าวถึงสถานที่นี้ในเทือกเขาแห่งอรุณรุ่งเลย"
"บางทีมันอาจจะเป็นชื่อเชิงเปรียบเทียบ" เซรอสเสนอ "หรือเป็นสถานที่ที่ถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี"
ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกันถึงความหมายของ 'หอคอยแห่งเงามืด' พื้นดินที่พวกเขายืนอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงคำรามต่ำๆ ดังมาจากเบื้องล่างของภูเขา หิมะบนยอดเขาที่ปกคลุมอยู่เริ่มถล่มลงมาเป็นพืดขนาดใหญ่ ราวกับภูเขากำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
"ไม่ดีแล้ว! แผ่นดินไหว!" ลิรินร้องเตือน "หรือนี่อาจจะไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา!"
ก้อนหิมะขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่พวกเขาจากเบื้องบน เซรอสรีบดึงเอลาริสหลบไปยังซอกหินที่มั่นคง ลิรินร่ายคาถาป้องกันทันทีเพื่อพยายามสกัดกั้นหิมะที่ถล่มลงมา แต่แรงกระแทกนั้นรุนแรงเกินกว่าที่กำแพงเวทมนตร์จะรับไหว กำแพงพลังแตกเป็นเสี่ยงๆ และหิมะจำนวนมหาศาลก็กลืนกินพวกเขาไป
เมื่อทุกอย่างสงบลง พวกเขาทั้งสามต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ตัวของเอลาริสถูกฝังอยู่ใต้กองหิมะหนาหนัก เธอพยายามดิ้นรน แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ อากาศเริ่มหายใจลำบาก เธอรู้สึกถึงความเย็นที่กัดกินและเริ่มรู้สึกมืดมิด
"เอลาริส! เซรอส!" เสียงของลิรินดังแว่วมาอย่างแผ่วเบา "ทุกคนปลอดภัยไหม!"
เอลาริสพยายามตอบ แต่เสียงของเธอกลับไม่ออกมา เธอเริ่มหมดสติ แต่แล้ว เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่คุ้นเคย แสงสว่างเรืองรองจากคทาดาวที่อยู่ข้างตัวเธอ มันส่องประกายผ่านหิมะที่ทับถมอยู่ แสงนั้นไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่กลับให้ความรู้สึกของความหวังและแรงผลักดัน
เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี พลังเวทมนตร์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอเริ่มปะทุขึ้น แสงสีเงินและแสงสีทองผสมผสานกันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่รุนแรง เธอใช้พลังนั้นดันหิมะที่ทับถมออกไปอย่างสุดกำลัง ก้อนหิมะขนาดใหญ่ถูกผลักกระเด็นออกไป เผยให้เห็นร่างของเอลาริสที่หายใจหอบถี่
เมื่อมองไปรอบๆ เธอเห็นเซรอสพยายามดึงตัวเองออกจากกองหิมะ และลิรินที่กำลังร่ายคาถาเพื่อละลายหิมะรอบตัวเธอ
"เอลาริส! เจ้าปลอดภัยแล้ว!" เซรอสร้องเมื่อเห็นเธอ
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้รวมตัวกันและตรวจสอบความเสียหาย พลังงานมืดมิดขนาดมหึมาก็แผ่กระจายออกมาจากใจกลางของหิมะที่ถล่มลงมา สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายกริฟฟินสีดำทะมึน แต่มีปีกคล้ายค้างคาวและกรงเล็บแหลมคม ก็ผุดขึ้นมาจากกองหิมะ มันมีดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองมายังพวกเขาด้วยความเกลียดชัง
"มาลากอร์ส่งสิ่งนี้มาเพื่อขัดขวางพวกเรา!" ลิรินอุทานด้วยความตกใจ "มันคือกริฟฟินแห่งเงา! สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ถูกพลังความมืดครอบงำ มันเป็นผู้เฝ้ายามแห่งความมืดมิดของภูเขาแห่งนี้!"
กริฟฟินแห่งเงาคำรามกึกก้อง เสียงของมันทำให้หิมะรอบข้างสั่นสะเทือน ปีกขนาดมหึมาของมันกระพือ ก่อให้เกิดลมกระโชกแรงที่พัดพาหิมะปลิวว่อน มันพุ่งเข้าหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว กรงเล็บแหลมคมเตรียมฉีกกระชาก
เอลาริสมองไปยังกริฟฟินแห่งเงาที่กำลังพุ่งเข้าใส่ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ในแววตานั้นกลับไม่มีความยอมแพ้ เธอจับคทาดาวแน่นขึ้น พลังแห่งสุริยันจันทราเริ่มก่อตัวในมือของเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไป พลังที่รุนแรงกว่าเดิม พลังที่รอคอยการปลดปล่อย
"เราต้องสู้!" เซรอสตะโกน พลางกระชับดาบในมือ
ลิรินร่ายคาถาป้องกันอีกครั้ง แต่กริฟฟินแห่งเงานั้นแข็งแกร่งกว่าอสูรพฤกษาหลายเท่า และมันกำลังพุ่งเข้าหาเอลาริสโดยตรง ราวกับรู้ว่าเธอคือเป้าหมายหลัก
เอลาริสจ้องมองไปที่ดวงตาสีแดงฉานของกริฟฟินแห่งเงา เธอรู้สึกเหมือนพลังงานบางอย่างกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่คทาจากรอบๆ ตัวเธอ และจากกริฟฟินเองด้วย...
ทันใดนั้น คทาดาวในมือของเอลาริสก็เปล่งแสงสว่างจ้า แสงนั้นไม่ได้มีแค่สีเงินและสีทองอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นสีรุ้งเจ็ดสีที่หมุนวนผสมผสานกันอย่างงดงาม พลังงานมหาศาลพุ่งออกจากคทาอย่างควบคุมไม่ได้ แสงนั้นพุ่งตรงเข้าชนกริฟฟินแห่งเงาอย่างรุนแรง ทำให้มันส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและถูกผลักกระเด็นออกไป แต่พลังของคทากลับไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น มันยังคงแผ่ขยายออกไป ก่อให้เกิดคลื่นพลังเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่พัดพาหิมะและหินรอบข้างกระจุยกระจาย
เมื่อแสงสว่างจ้าเริ่มจางลง ร่างของกริฟฟินแห่งเงาก็หายไป แทนที่ด้วยรอยร้าวขนาดใหญ่บนผนังหินเบื้องหลัง ที่เผยให้เห็นถ้ำมืดทึบที่ถูกซ่อนไว้มานานแสนนาน ถ้ำนั้นมีทางเดินที่ทอดยาวลงไปในความมืดมิด ราวกับเป็นประตูสู่ส่วนลึกที่สุดของภูเขา
"นั่นคือ... ถ้ำที่ซ่อนอยู่!" ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พลังของเจ้า... เอลาริส... มันเปิดทางที่ถูกผนึกไว้ได้แล้ว!"
แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าไปในถ้ำ พลังงานมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัวก็พวยพุ่งออกมาจากภายในถ้ำนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกที่ก้องกังวานไปทั่วภูเขา
"ยินดีต้อนรับ... ทายาทแห่งอาเรียส... เจ้าหาทางมาจนได้..." เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายของมาลากอร์ดังขึ้น ราวกับมันกำลังรอคอยพวกเขาอยู่ภายในถ้ำนั้น... และนั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้า ณ จุดนี้ของบททดสอบ

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก