คทาสุริยัน

ตอนที่ 14 — นำทางสู่สิ่งเร้นลับ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 2,092 คำ

ลิรินถอนหายใจเบาๆ พลางก้าวเดินนำไปตามทางเดินแคบที่คดเคี้ยวเลียบไปตามเชิงเขา เส้นทางที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณเมืองหนาวหนาทึบและมอสสีเขียวชอุ่มที่เกาะตามก้อนหินขนาดใหญ่ เธอก้าวอย่างระมัดระวังแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ดวงตาของเธอไม่ได้มองหาเส้นทางข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงกวาดมองไปรอบๆ ราวกับกำลังประเมินสิ่งเร้นลับที่อาจซ่อนตัวอยู่

เอลาริสเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ ความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ในใจยังคงไม่จางหายไปง่ายๆ ‌เธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมสิ่งที่สำคัญขนาดนั้นถึงถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ ราวกับว่าผู้พิทักษ์ในอดีตกำลังเล่นเกมกับโชคชะตาของโลกใบนี้ “ลิรินคะ ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดีค่ะ ทำไมท่านราชินีเซราฟีน่าถึงได้เลือกที่จะผนึกมันไว้คะ ท่านไม่รู้หรือคะว่าวันหนึ่งข้างหน้ามันจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการต่อกรกับมาลากอร์”

ลิรินหยุดเดิน กวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง ​ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเอลาริส ใบหน้าของเธอจริงจังทว่าแฝงไว้ด้วยความเมตตา “คำถามของเจ้าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเอลาริส และฉันเองก็เข้าใจดีถึงความรู้สึกร้อนรนของเจ้า แต่จงรู้ไว้เถิดว่าการตัดสินใจของราชินีเซราฟีน่านั้นไม่ได้ไร้เหตุผล หรือเป็นการเล่นสนุกกับชะตากรรมของพวกเราเลยแม้แต่น้อย”

ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าพาให้เส้นผมสีน้ำตาลของเอลาริสปลิวไสว ความรู้สึกเย็นยะเยือกจับใจไม่ได้มาจากแค่ลมหนาว แต่มาจากบรรยากาศรอบข้างที่ดูจะหนาวเหน็บขึ้นเรื่อยๆ ‍ราวกับภูเขากำลังดูดกลืนความอบอุ่นออกไปจากกาย “แล้วเหตุผลนั้นคืออะไรคะ” เอลาริสถามเสียงเบาลง สีหน้าจริงจังขึ้น

“เหตุผลแรกที่สำคัญที่สุดคือการปกป้อง” ลิรินกล่าวพร้อมกวาดสายตามองขึ้นไปยังยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก “คทาสุริยันจันทราไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นแหล่งพลังงานเวทมนตร์อันบริสุทธิ์และทรงอานุภาพที่สามารถใช้ได้ทั้งในการสร้างสรรค์และทำลาย หากมันตกไปอยู่ในมือของมาลากอร์ ‌หรือผู้ใดที่มีจิตใจชั่วร้าย มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ที่เราเคยพบเจอมา การผนึกคทาไว้ในใจกลางเทือกเขาแห่งอรุณรุ่งนี้ เปรียบเสมือนการสร้างปราการด่านสุดท้ายที่จะป้องกันไม่ให้พลังอันศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด”

“แต่มาลากอร์ก็มีเป้าหมายที่จะเอาคทาไปไม่ใช่หรือคะ” เอลาริสแย้ง “ถ้าอย่างนั้น การผนึกไว้ในที่แบบนี้ก็ยิ่งจะทำให้มันเป็นเป้าหมายที่มาลากอร์พยายามจะเข้าถึงมากขึ้นไม่ใช่เหรอคะ”

“ถูกต้องส่วนหนึ่ง” ‍ลิรินพยักหน้า “แต่ก็ไม่ทั้งหมด มาลากอร์นั้นแสวงหาพลังอำนาจทั้งหมดที่โลกนี้มีอยู่ และแน่นอนว่าคทาก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่การที่คทาถูกผนึกไว้ในที่ที่ซับซ้อนและมีกลไกป้องกันอันแยบยล ทำให้มันไม่ใช่แค่การเข้าไปหยิบฉวยมาได้ง่ายๆ มันเป็นการสร้างด่านทดสอบที่แม้แต่มาลากอร์เองก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมหาศาลในการทำลายกลไกเหล่านั้น ซึ่งนั่นทำให้ราชินีเซราฟีน่ามีเวลาในการวางแผนรับมือ ​และสร้างผู้พิทักษ์รุ่นต่อๆ ไป”

เอลาริสเริ่มเห็นภาพที่ซับซ้อนขึ้นมาบ้างแล้ว เธอพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ

“และเหตุผลที่สอง” ลิรินกล่าวต่อ “คือการเตรียมความพร้อมของผู้พิทักษ์” เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเอลาริส “การเข้าถึงคทาสุริยันจันทราไม่ใช่แค่การครอบครอง แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของมัน ​คทานี้จะตอบสนองต่อผู้ที่มีสายเลือดแห่งอาเรียสที่แท้จริงเท่านั้น และผู้พิทักษ์ผู้นั้นจะต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์ เข้มแข็ง และมีพลังเวทที่เพียงพอที่จะควบคุมพลังอันมหาศาลของคทาได้ ราชินีเซราฟีน่าทรงทราบดีว่าวันหนึ่งข้างหน้ามาลากอร์จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง และจำเป็นต้องมีผู้พิทักษ์คนใหม่ที่พร้อมอย่างแท้จริง”

“ดังนั้น การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาแห่งอรุณรุ่งนี้ไม่ใช่แค่การเดินไปเอาคทา” ลิรินชี้มือขึ้นไปยังเส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ​“แต่มันคือการเดินทางเพื่อพิสูจน์ตนเอง เป็นบททดสอบที่ผู้พิทักษ์ทุกคนจะต้องเผชิญ เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเจ้าให้ตื่นขึ้น และเพื่อให้เจ้าคู่ควรกับพลังของคทาอย่างแท้จริง”

เอลาริสรู้สึกเหมือนมีประกายไฟจุดขึ้นในใจ ความร้อนรนที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นและแรงผลักดัน เธอพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ฉันเข้าใจแล้วค่ะลิริน ฉันจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

ลิรินยิ้มบางๆ อย่างพอใจ ก่อนจะหันหลังกลับและเดินนำต่อไป เส้นทางเดินแคบๆ เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ต้นสนสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงแดดจนมืดสลัว กลิ่นดินชื้นและสนเขียวคละคลุ้งในอากาศ เสียงสายลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านกิ่งไม้ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบที่เก่าแก่และลึกลับ

“ตลอดเส้นทางนี้ เจ้าจะได้พบเจอกับบททดสอบหลายรูปแบบ” ลิรินเริ่มอธิบายขณะเดินไปเรื่อยๆ “บางครั้งอาจเป็นบททดสอบทางกายภาพที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งและความอดทน บางครั้งอาจเป็นบททดสอบทางจิตใจที่ต้องใช้สติปัญญาและความกล้าหาญ และบางครั้งอาจเป็นบททดสอบทางเวทมนตร์ที่เจ้าต้องใช้พลังที่เจ้ามี และอาจจะต้องปลดล็อกพลังใหม่ๆ ที่เจ้ายังไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัว”

เอลาริสกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แม้จะยังไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากต้นไม้และก้อนหิน แต่บรรยากาศที่กดดันก็ทำให้เธอรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะว่าอะไรคือบททดสอบ และอะไรคืออันตรายปกติ”

“โดยส่วนใหญ่ บททดสอบของเทือกเขาแห่งอรุณรุ่งจะมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างแผ่ออกมา” ลิรินตอบ “มันจะให้ความรู้สึกถึงพลังงานโบราณที่แตกต่างจากพลังงานมืดของมาลากอร์ แต่กระนั้น เจ้าก็ต้องระมัดระวังอยู่เสมอ มาลากอร์เองก็รู้ว่าเรากำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ และมันอาจจะส่งบริวารมาขัดขวางเราได้”

พวกเขาทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่าสนเรื่อยๆ ระยะทางที่ดูเหมือนจะสั้นๆ กลายเป็นยาวนานกว่าที่คิด แสงสว่างเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นพลบค่ำ แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม ความหนาวเย็นกัดกินลึกเข้ามาในกระดูก เอลาริสต้องถูแขนตัวเองเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นในความเงียบงัน

ทันใดนั้น ลิรินก็หยุดเดิน “จงสังเกตดูเอลาริส” เธอกระซิบเสียงเบา ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังผืนป่าด้านหน้า

เอลาริสมองตามสายตาของลิริน สิ่งที่เธอเห็นในตอนแรกคือกลุ่มต้นสนที่ดูเหมือนจะหนาแน่นกว่าปกติ แต่เมื่อเธอเพ่งมองให้ดีขึ้น เธอก็สังเกตเห็นว่าต้นสนเหล่านั้นไม่ได้เป็นแค่ต้นไม้ธรรมดาๆ รากของมันบิดเบี้ยวพันกันเป็นเกลียวหนาแน่นคล้ายกับโครงกระดูกที่โผล่พ้นดิน ลำต้นของมันมีเปลือกสีเทาเข้มเกือบดำ และยอดของมันที่ควรจะแหลมสูงกลับบิดเบี้ยวและแตกหัก กิ่งก้านที่ควรจะปกคลุมด้วยใบสนสีเขียวสดกลับมีเพียงใบที่แห้งเหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ราวกับถูกดูดพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น

เหนือสิ่งอื่นใด คือความรู้สึกหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากป่าต้นสนนั้น มันไม่ใช่พลังงานโบราณที่ลิรินเคยกล่าวถึง แต่มันคือความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แตกต่างออกไป คล้ายกับความว่างเปล่าที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง

“นี่คือเขตแดนที่มาลากอร์เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา” ลิรินอธิบายเสียงเบา “ต้นไม้เหล่านี้ถูกพลังงานมืดกัดกินจนกลายสภาพเช่นนี้ มันคือการเตือนจากมาลากอร์ว่าเรากำลังล่วงล้ำเข้ามาในเขตของมัน”

เอลาริสรู้สึกถึงความกลัวที่เกาะกุมหัวใจ แต่เธอก็พยายามควบคุมมันไว้ “เราจะผ่านไปได้อย่างไรคะ”

“เราต้องหาทางผ่านไปให้ได้” ลิรินตอบอย่างหนักแน่น “บางครั้งการเผชิญหน้ากับความมืดก็เป็นบททดสอบในตัวของมันเอง”

พวกเขาทั้งสองก้าวเดินเข้าไปในป่าที่กลายสภาพนั้น อากาศภายในป่าเย็นจัดและแห้งผาก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นไหม้ปะปนกันไป ราวกับว่ามีบางสิ่งเน่าเปื่อยอยู่รอบตัว เอลาริสรู้สึกได้ว่าพลังงานเวทมนตร์รอบตัวเธอเริ่มถูกกดทับ มันยากที่จะรวบรวมพลังเวทเล็กน้อยที่เธอมีอยู่ เสียงหอบหายใจของเธอเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่เดินไปได้ไม่นาน ทันใดนั้น เงาขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า พวกมันเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงใหญ่กว่าถึงสองเท่า ร่างกายผอมเกร็งราวกับกิ่งไม้แห้งที่บิดเบี้ยว ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงฉานในความมืดมิด พวกมันมีกรงเล็บแหลมคมและเขี้ยวที่ยื่นออกมาจากปากที่เผยอหอบ

“วอร์เรนเจอร์!” ลิรินอุทานเสียงต่ำ “พวกมันคือบริวารของมาลากอร์ ที่คอยลาดตระเวนอยู่ในเขตอิทธิพลของมัน”

วอร์เรนเจอร์เหล่านั้นคำรามเสียงต่ำก่อนจะพุ่งเข้าใส่พวกเขาทันที ลิรินไม่รอช้า เธอร่ายเวทมนตร์ด้วยความรวดเร็ว แสงสีทองสว่างวาบจากฝ่ามือของเธอ พุ่งเข้าใส่ร่างของวอร์เรนเจอร์ตัวหนึ่ง มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะล้มลงไปนอนดิ้น

“เอลาริส! จงเตรียมพร้อม” ลิรินตะโกน ขณะที่เธอต้องเผชิญหน้ากับวอร์เรนเจอร์อีกสองตัวที่พุ่งเข้ามาพร้อมกัน

เอลาริสพยายามรวบรวมพลังเวท แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินในบรรยากาศที่ถูกกดทับนี้ เธอรู้สึกได้ถึงความกลัวที่แล่นไปทั่วร่าง พลังเวทเล็กน้อยที่เธอเคยใช้ได้กลับไม่ตอบสนองอย่างที่เคยเป็น เธอพยายามจะเรียกประกายแสงจากฝ่ามืออย่างที่เคยทำ แต่กลับมีเพียงแสงจางๆ เล็กน้อยเท่านั้นที่ปรากฏขึ้นมา มันแทบจะไร้ประโยชน์ในการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวตรงหน้า

ลิรินยังคงต่อสู้อย่างดุเดือด เธอเป็นนักรบเวทมนตร์ที่แข็งแกร่ง แต่จำนวนของวอร์เรนเจอร์ก็มีมากเกินไป พวกมันปรากฏตัวออกมาจากเงามืดไม่หยุดหย่อนทีละตัวสองตัว ราวกับป่าที่ถูกพลังงานมืดกัดกินนี้เป็นแหล่งกำเนิดของพวกมัน

“เอลาริส!” ลิรินตะโกนอีกครั้ง เมื่อเธอเห็นวอร์เรนเจอร์ตัวหนึ่งกำลังกระโจนเข้าใส่เอลาริสจากด้านหลัง

เอลาริสหันกลับไปมองด้วยความตกใจ ดวงตาของวอร์เรนเจอร์ตัวนั้นเรืองแสงสีแดงก่ำ พุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความรวดเร็ว กรงเล็บแหลมคมพร้อมที่จะฉีกกระชาก เธอไม่มีเวลาคิด เธอหลับตาปี๋ และในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกร้อนผ่าวแปลกประหลาดก็แล่นขึ้นมาจากกลางอกของเธอ

พลังงานบางอย่างที่แตกต่างจากพลังเวทที่เธอเคยรู้จัก ไม่ใช่ความอบอุ่นของเปลวไฟ แต่เป็นความร้อนที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน มันพุ่งทะลักออกมาจากกายของเธอโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ รอบตัวเธอพลันปรากฏเปลวไฟสีทองอมแดงเล็กๆ ลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เปลวไฟนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกร้อนรุ่มเหมือนไฟธรรมดา แต่มันกลับให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และแผดเผา ราวกับแสงอาทิตย์ที่เข้มข้น

วอร์เรนเจอร์ที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่เอลาริสกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อมันสัมผัสกับเปลวไฟที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ร่างกายของมันเริ่มไหม้เกรียมและสลายไปในทันที ราวกับถูกแสงอาทิตย์ยามเที่ยงแผดเผา

เอลาริสลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจ เปลวไฟสีทองอมแดงยังคงลุกโชนอยู่รอบตัวเธอ มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเกราะป้องกันที่มองไม่เห็น แต่เหนือสิ่งอื่นใด เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ มันไม่ใช่แค่พลังเวทมนตร์ แต่เป็นพลังงานที่สูงส่งและบริสุทธิ์ยิ่งกว่า

ลิรินที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและโล่งใจปนกัน “พลังสุริยะ...” เธอพึมพำ “เจ้าปลุกพลังสุริยะในตัวเจ้าได้แล้ว เอลาริส!”

เอลาริสรู้สึกถึงความมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อน เปลวไฟสีทองอมแดงรอบตัวเธอส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของป่า เธอเงยหน้าขึ้นมองวอร์เรนเจอร์ที่เหลืออยู่ พวกมันดูเหมือนจะลังเลที่จะเข้าใกล้เธอ

“ใช่แล้วลิริน” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าที่เคย “ฉันรู้สึกถึงมัน” เธอพยายามควบคุมเปลวไฟรอบตัวเธอ มันตอบสนองต่อเจตจำนงของเธออย่างน่าอัศจรรย์ เปลวไฟพุ่งออกไปจากฝ่ามือของเธอเป็นลำแสงสีทองบริสุทธิ์ สาดส่องเข้าใส่วอร์เรนเจอร์ที่เหลืออยู่ทีละตัว พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา

ในไม่กี่อึดใจ ป่าที่เคยเต็มไปด้วยเสียงคำรามและเงาของวอร์เรนเจอร์ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำที่ปลิวไปในอากาศ และเปลวไฟสีทองอมแดงที่ยังคงเต้นระริกอยู่รอบกายของเอลาริส

ลิรินเดินเข้ามาหาเอลาริสด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม “ยอดเยี่ยมมากเอลาริส เจ้าทำได้ดีกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก นี่คือพลังที่แท้จริงของสายเลือดอาเรียส พลังที่คู่ควรกับคทาสุริยันจันทรา”

เอลาริสมองเปลวไฟบนฝ่ามือของเธอด้วยความรู้สึกทึ่ง เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอมีพลังแบบนี้ซ่อนอยู่ในตัว มันคือความรู้สึกที่ทรงพลังและน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสงบและบริสุทธิ์

“แต่ถึงแม้ว่าเจ้าจะปลุกพลังสุริยะได้แล้ว การเดินทางของเราก็ยังอีกยาวไกล” ลิรินกล่าวเตือน “นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังต้องเดินทางเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของภูเขา ที่ซึ่งพลังงานของมาลากอร์จะยิ่งแข็งแกร่ง และบททดสอบจะยากขึ้นเรื่อยๆ”

พวกเขาทั้งสองเดินต่อไปข้างหน้า ทิ้งเถ้าถ่านของวอร์เรนเจอร์ไว้เบื้องหลัง แม้ว่าบรรยากาศโดยรอบจะยังคงอึมครึม แต่เปลวไฟสีทองอมแดงที่ยังคงลุกโชนอยู่รอบตัวเอลาริสก็ช่วยขับไล่ความมืดมิดและความหนาวเย็นออกไปได้บ้าง แสงจากเปลวไฟสาดส่องไปตามทางเดินแคบๆ ที่เริ่มทอดยาวขึ้นไปสู่ความสูงชันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในภูเขามากเท่าไหร่ ความมืดก็ยิ่งกัดกินเข้ามามากเท่านั้น ต้นไม้ที่เคยมีอยู่ก็เริ่มจางหายไป เหลือเพียงก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยมอสและไลเคนสีเทาเข้ม รูปร่างของหินเหล่านั้นดูแปลกประหลาดและน่าขนลุก ราวกับมีบางสิ่งแกะสลักพวกมันให้เป็นรูปทรงประหลาดๆ ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้

ลิรินยังคงนำทางไปอย่างไม่ลดละ เธอใช้มือสัมผัสไปตามผนังหินบางครั้ง ราวกับกำลังอ่านแผนที่ที่มองไม่เห็น เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากผนังหินเหล่านั้น ไม่ใช่แค่ความเย็นทางกายภาพ แต่เป็นความเย็นที่ทำให้จิตใจรู้สึกด้านชา

“ดูนั่นสิเอลาริส” ลิรินชี้ไปยังทางเดินเบื้องหน้า

เบื้องหน้าของพวกเขา คือปากถ้ำขนาดใหญ่ที่เผยอออกราวกับอ้าปากรอคอยผู้มาเยือน ภายในถ้ำนั้นมืดมิดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด นอกจากความว่างเปล่าสีดำสนิทที่ราวกับสามารถกลืนกินแสงสว่างทุกอย่างที่ตกกระทบได้

“นี่คือทางเข้าสู่ใจกลางภูเขา” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จากนี้ไป เราจะเข้าสู่พื้นที่ที่มาลากอร์แผ่อิทธิพลครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ และเป็นจุดที่ราชินีเซราฟีน่าได้สร้างปราการสุดท้ายเอาไว้”

เอลาริสรู้สึกถึงความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นผสมปนเปกันไป พลังสุริยะในตัวเธอยังคงลุกโชน แต่ความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากปากถ้ำนั้นดูเหมือนจะพยายามจะดับมันลง

“ก่อนที่เราจะเข้าไป” ลิรินหันมามองเอลาริส “เจ้าต้องรู้ว่าภายในนั้นจะมีบททดสอบที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเจอ มันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับบริวารของมาลากอร์ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความมืดในรูปแบบต่างๆ ที่จะพยายามบั่นทอนกำลังใจของเจ้า และทดสอบความเชื่อมั่นของเจ้า”

เอลาริสพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น “ฉันพร้อมค่ะลิริน”

ลิรินพยักหน้าตอบ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิดของถ้ำ เอลาริสเดินตามไปติดๆ เปลวไฟสีทองอมแดงรอบตัวเธอพยายามจะส่องสว่าง แต่ความมืดภายในถ้ำนั้นหนาแน่นจนแสงไฟแทบไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

ทันทีที่พวกเขาเหยียบย่างเข้าไปในถ้ำ อุณหภูมิก็ลดลงฮวบฮาบจนถึงจุดเยือกแข็ง อากาศภายในถ้ำหนักอึ้งราวกับมีม่านพลังงานบางอย่างกดทับอยู่ เสียงสะท้อนของฝีเท้าของพวกเขาทั้งสองก้องกังวานไปทั่วความว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในถ้ำมืดมิดนั้น เอลาริสรู้สึกได้ถึงเสียงกระซิบที่แว่วมาตามสายลมเย็น มันเป็นเสียงที่ไม่ชัดเจน แต่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความเย้ยหยัน ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่

ทันใดนั้น แสงสีเงินเรืองรองอ่อนๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงนั้นไม่ได้มาจากปลายทาง แต่มาจากใจกลางของโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่เปิดออกเบื้องหน้าพวกเขา

โถงถ้ำนั้นกว้างขวางราวกับโบสถ์โบราณ เพดานถ้ำสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็น มีหินงอกหินย้อยรูปร่างประหลาดห้อยระย้าลงมาคล้ายกับเขี้ยวของสัตว์ร้าย พื้นถ้ำเป็นหินเรียบเนียนราวกับถูกเจียระไน

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเอลาริสมากที่สุดคือสิ่งที่อยู่ตรงกลางของโถงถ้ำนั้น มันคือแท่นบูชาหินโบราณที่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง และเหนือแท่นบูชานั้น มีคริสตัลขนาดใหญ่เปล่งแสงสีเงินอ่อนๆ ส่องประกายออกมา แสงนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่กลับเย็นยะเยือกจับใจ

และภายในคริสตัลนั้น… เอลาริสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายในคริสตัล แสงสีเงินนั้นไม่ได้มาจากคริสตัลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ภายในนั้น

ร่างของงูยักษ์ที่ขดตัวแน่น ดวงตาของมันปิดสนิท แต่ลำตัวของมันมีเกล็ดสีดำสนิทราวกับรัตติกาล และมีเขาแหลมคมงอกออกมาจากส่วนหัว

“นั่นมัน...” เอลาริสพึมพำเสียงแผ่ว พลังสุริยะที่เคยลุกโชนในตัวเธอดูเหมือนจะหรี่แสงลงด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ลิรินจ้องมองไปยังคริสตัลนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ใช่แล้วเอลาริส” เธอกล่าวเสียงเบา ทว่าเต็มไปด้วยความสั่นสะเทือน “นั่นคือสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าทรงผนึกไว้ แทนที่จะเป็นคทาสุริยันจันทรา”

“ในอดีตกาล เพื่อปกป้องโลกจากการถูกทำลาย ราชินีเซราฟีน่าทรงใช้พลังทั้งหมดของคทาผนึก... ส่วนหนึ่งของราชาปีศาจมาลากอร์เอาไว้ที่นี่” ลิรินชี้ไปยังร่างงูยักษ์ภายในคริสตัล

“และคริสตัลนี้...” ลิรินถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าของเธอซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด “มันกำลังจะแตกออกแล้ว”

เอลาริสรู้สึกราวกับเลือดในกายหยุดนิ่ง หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก สายตาจับจ้องไปยังรอยร้าวที่ปรากฏขึ้นบนผิวของคริสตัลขนาดมหึมานั้น รอยร้าวที่ดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะพร้อมปลดปล่อยความมืดมิดออกมาได้ทุกเมื่อ และในขณะที่เธอกำลังจ้องมองไปที่รอยร้าวเหล่านั้น เธอก็รู้สึกได้ว่าเปลวไฟสีทองอมแดงรอบกายเธอกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความกลัวของเธอ แต่เป็นเพราะพลังงานบางอย่างที่กำลังทะลักออกมาจากคริสตัล ที่กำลังพยายามจะดับเปลวไฟสุริยะของเธอให้มอดดับไป…

สิ่งที่ถูกผนึกไว้กำลังจะหลุดออกมา… และคทาสุริยันจันทราไม่ได้อยู่ที่นี่… มันหมายความว่าอะไรกันแน่?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!