ลิรินถอนหายใจเบาๆ พลางก้าวเดินนำไปตามทางเดินแคบที่คดเคี้ยวเลียบไปตามเชิงเขา เส้นทางที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณเมืองหนาวหนาทึบและมอสสีเขียวชอุ่มที่เกาะตามก้อนหินขนาดใหญ่ เธอก้าวอย่างระมัดระวังแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ดวงตาของเธอไม่ได้มองหาเส้นทางข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงกวาดมองไปรอบๆ ราวกับกำลังประเมินสิ่งเร้นลับที่อาจซ่อนตัวอยู่
เอลาริสเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ ความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ในใจยังคงไม่จางหายไปง่ายๆ เธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมสิ่งที่สำคัญขนาดนั้นถึงถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ ในเมื่อโลกกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงและเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที อากาศบนที่สูงเริ่มบางเบาและเย็นยะเยือกกว่าเดิมมาก ลมพัดหวีดหวิวผ่านช่องเขา ส่งเสียงครวญครางราวกับวิญญาณบรรพบุรุษกำลังพร่ำเตือน
“ลิรินคะ” เอลาริสตัดสินใจเปิดปากถามอีกครั้ง เสียงของเธอขาดห้วงเล็กน้อยจากความเหนื่อยหอบ “ได้โปรดอธิบายให้ดิฉันฟังได้ไหมคะ ว่าทำไมราชินีเซราฟีน่าถึงทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น มันต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
ลิรินหยุดชะงัก เธอหันกลับมามองเอลาริส ดวงตาคู่คมฉายแววหนักอึ้ง “มีสิเอลาริส เหตุผลนั้นสำคัญยิ่งกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้” เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียงถ้อยคำที่เหมาะสม “คทาสุริยันจันทรา... มันไม่ใช่แค่กุญแจที่จะผนึกมาลากอร์ได้ แต่มันยังเป็นแหล่งพลังงานที่มหาศาล เกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะสามารถควบคุมได้โดยสมบูรณ์ หากปราศจากจิตใจที่บริสุทธิ์และเจตจำนงที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง พลังของคทานี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่จะทำลายล้างโลกได้เสียเอง”
เอลาริสอ้าปากค้าง ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความประหลาดใจและหวาดหวั่น “ทำลายล้าง... หมายความว่าอย่างไรคะ?”
“ราชินีเซราฟีน่าทรงเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้” ลิรินกล่าวต่อ พลางหันกลับมาเดินนำไปช้าๆ “พระองค์ทรงมองเห็นอนาคต และทรงตระหนักดีว่า แม้แต่ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของพระองค์เอง ก็อาจมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ จิตใจไม่มั่นคง หรือแม้กระทั่งถูกชักจูงให้ใช้พลังในทางที่ผิด พลังแห่งคทาสุริยันจันทรานั้นงดงามและบริสุทธิ์ แต่หากมันตกอยู่ในมือของผู้ที่ใจไม่สะอาด มันจะแปดเปื้อนและกลายเป็นเครื่องมือแห่งความมืดมิดที่ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใด แม้แต่มาลากอร์เองก็ยังไม่อาจเทียบได้”
เอลาริสรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก ความคิดที่ว่าคทาที่เธอถูกลิขิตให้ถือครอง อาจกลายเป็นต้นเหตุแห่งหายนะอันยิ่งใหญ่ได้ ทำให้เธอรู้สึกหนักอึ้งในอก เธอที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่เคยต้องรับผิดชอบชีวิตใครนอกจากตัวเอง มาวันนี้กลับต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งขนาดนี้ เธอจะคู่ควรกับการเป็นผู้พิทักษ์หรือไม่? หัวใจของเธอจะบริสุทธิ์และแข็งแกร่งพอที่จะควบคุมพลังอันมหาศาลนั้นได้จริงหรือ?
“และอีกเหตุผลหนึ่ง...” ลิรินหยุดเดินอีกครั้ง คราวนี้เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเอลาริสเต็มตัว ดวงตาของเธอมองลึกเข้ามาในดวงตาของเด็กสาว ราวกับพยายามมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณ “การผนึกคทาไว้ที่นี่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่การป้องกันไม่ให้มันตกอยู่ในมือของคนชั่ว หรือป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ที่ไม่เหมาะสมนำไปใช้ผิดทางเท่านั้น แต่มันยังเป็นการ... สร้างบททดสอบ”
“บททดสอบ?” เอลาริสเลิกคิ้ว เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ลิรินกำลังพยายามจะสื่อ
“ใช่ บททดสอบสำหรับผู้ที่จะมาเป็นผู้พิทักษ์ที่แท้จริง” ลิรินพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม “ราชินีเซราฟีน่าทรงเชื่อว่า ผู้ที่จะสามารถทำพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ให้สำเร็จ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ความยากลำบากในการเดินทางมาถึงที่นี่ การเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ บนเส้นทาง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ที่จะถือครองคทา มีความมุ่งมั่น อดทน และมีหัวใจที่แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ได้”
พวกเขาทั้งสองเริ่มเดินเท้ากันต่อ เส้นทางเริ่มลาดชันมากขึ้น ต้นไม้รอบข้างเริ่มเปลี่ยนสภาพจากป่าสนหนาทึบ กลายเป็นต้นไม้โบราณที่บิดเบี้ยว ลำต้นของพวกมันปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวมรกตที่เรืองแสงจางๆ ในความมืดสลัวของป่าลึก แสงแดดส่องลงมาไม่ถึง ทำให้บรรยากาศยิ่งดูลึกลับและขรึมขลัง เสียงสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ฟังดูราวกับเสียงกระซิบกระซาบของวิญญาณในอดีต
เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังเวทมนตร์บางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่พลังที่รุนแรงหรือน่ากลัว แต่เป็นพลังที่เก่าแก่ สงบนิ่ง และทรงอำนาจ เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังจับจ้องมองพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ในเชิงคุกคาม แต่เป็นเชิงประเมิน
“ตลอดเส้นทางที่เราเดินผ่านมา มีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองเราอยู่ใช่ไหมคะ?” เอลาริสถามเสียงเบา เธอสัมผัสได้ถึงพลังนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ลิรินพยักหน้า “ถูกต้อง ที่นี่คือเทือกเขาแห่งอรุณรุ่ง มันได้รับการปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณที่สืบทอดมาจากราชินีเซราฟีน่าและบรรพบุรุษของเจ้า ทุกย่างก้าวที่เราเดิน ล้วนอยู่ภายใต้การจับตาดูของพลังงานเหล่านี้ มันกำลังประเมินเจ้าเอลาริส ว่าเจ้าคู่ควรที่จะเข้าถึงคทาและทำพันธสัญญาหรือไม่”
คำพูดของลิรินยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับเอลาริส เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ถาโถมเข้ามาในใจ แม้จะยังไม่เข้าใจในพลังของตัวเองอย่างถ่องแท้ แต่เธอก็รู้ว่าชะตากรรมของโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับเธอ การทดสอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แต่เป็นการพิสูจน์คุณค่าในฐานะผู้สืบทอด
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขา ผ่านหน้าผาสูงชันที่มีน้ำแข็งเกาะเป็นบางส่วน และธารน้ำเล็กๆ ที่ไหลลดหลั่นลงมาจากยอดเขา เสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องไปทั่วหุบเขา จนกระทั่งพวกเขามาถึงบริเวณที่พื้นดินกลายเป็นหินผาเรียบกว้าง และเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่ทำจากหินสีเทาทมิฬ มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าที่เงียบสงัด ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสหนาทึบ บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปหลายพันปี โครงสร้างที่พังทลายบางส่วนยังคงแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต
“เรามาถึงแล้ว” ลิรินกล่าวเสียงเคร่งขรึม เธอหยุดยืนอยู่หน้าซากวิหาร และกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง “นี่คือ ‘วิหารแห่งพันธสัญญา’ ที่นี่เป็นสถานที่ที่ราชินีเซราฟีน่าทรงผนึกคทาสุริยันจันทราไว้ และที่นี่เองคือบททดสอบแรกที่แท้จริงของเจ้า”
เอลาริสมองตามสายตาของลิรินไปยังซากวิหาร หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นผสมปนเปกันไป ความยิ่งใหญ่ของวิหารโบราณที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้ ให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามและลึกลับ เธอรู้สึกได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่เข้มข้นขึ้นอย่างมหาศาล มันแผ่ออกมาจากวิหารราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตโบราณ
เบื้องหน้าทางเข้าวิหารที่พังทลายลงมาบางส่วน มีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางลานกว้าง รูปสลักโบราณแกะสลักเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เกี่ยวกระหวัดกัน ส่องประกายเลือนรางภายใต้แสงสลัวของป่าลึก เหนือแท่นบูชานั้น มีอักษรรูนโบราณสลักอยู่รอบๆ ซึ่งเอลาริสไม่สามารถอ่านออกได้ แต่เธอกลับรู้สึกถึงความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในนั้น
“ที่นี่จะนำทางเจ้าสู่ใจกลางของภูเขา ที่ซึ่งคทาสุริยันจันทราถูกผนึกไว้” ลิรินอธิบาย “แต่การจะผ่านเข้าไปได้ เจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองเสียก่อน”
ขณะที่ลิรินพูดจบ ทันใดนั้น อักษรรูนโบราณบนแท่นบูชาก็พลันส่องแสงเจิดจรัสสีเงินอมทองออกมาอย่างรวดเร็ว พลังเวทมนตร์อันมหาศาลได้แผ่ซ่านออกมาจากแท่นบูชาอย่างกะทันหัน ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ และกำแพงวิหารที่ทรุดโทรมก็ส่งเสียงครืนครั่นราวกับกำลังจะพังทลายลงมา
จากนั้น ลำแสงแห่งพลังเวทมนตร์ก็พุ่งตรงเข้าใส่แท่นบูชากลางวิหาร ก่อตัวเป็นภาพมายาที่พร่าเลือน มันค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นช้าๆ กลายเป็นร่างของสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่ง สวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีเงินยาวสลวย ดวงตาของนางส่องประกายสีฟ้าอ่อนจางๆ ใบหน้าของนางงดงามและเปี่ยมด้วยความเมตตา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวและพลังอำนาจที่ไม่อาจประเมินได้
เอลาริสจ้องมองภาพมายานั้นด้วยความตกตะลึง เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในดวงตาของสตรีผู้นั้นอย่างไม่อาจต้านทาน พลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างมายานั้นช่างคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอเอง
“ราชินีเซราฟีน่า...” ลิรินพึมพำเสียงแผ่วเบา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ภาพมายาของราชินีเซราฟีน่าค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงเสียงสะท้อนที่ดังก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของเอลาริส เสียงนั้นไพเราะแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม
“ผู้สืบทอดแห่งอาเรียส... เจ้าได้เดินทางมาถึงแล้ว” เสียงนั้นกล่าว “ข้าคือผู้เฝ้ารอ... และผู้ทดสอบ”
ทันใดนั้น แสงสีเงินอมทองจากแท่นบูชาก็พุ่งเข้าหาเอลาริสอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้พุ่งชน แต่กลับโอบล้อมรอบกายของเธอไว้ ทำให้ร่างของเอลาริสลอยขึ้นจากพื้นดินเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นและเย็นยะเยือกแล่นผ่านไปทั่วร่าง พร้อมกับภาพความทรงจำที่พร่าเลือนและเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวของเธอ
เอลาริสรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเธอกำลังถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงลึกของกาลเวลา ดวงตาของเธอลืมขึ้นมองไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่จะค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ร่างของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อยภายใต้แสงที่โอบล้อม
ลิรินรีบก้าวเข้ามาหาเอลาริสด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เอลาริส! เกิดอะไรขึ้น!?”
แต่ก่อนที่ลิรินจะทันได้เอื้อมมือถึง ร่างของเอลาริสก็พลันสลายหายไปในลำแสงสีเงินอมทองนั้นอย่างรวดเร็วราวกับควันไฟ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงัน...

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก