ลิรินถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แววตาของเธอดูลึกซึ้งกว่าที่เคย ไม่ได้มีเพียงความกังวลหรือการประเมินสถานการณ์ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับความโศกเศร้าและภาระอันหนักอึ้ง เธอหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ หันกายกลับมาเผชิญหน้ากับเอลาริสที่กำลังหอบเล็กน้อยจากการเร่งฝีเท้าตามมา
"ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดีเอลาริส" ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "ความเร่งรีบ ความสับสน และความกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาเพียงพอ... ทุกอย่างที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ"
เอลาริสกะพริบตาปริบๆ "ราชินีเซราฟีน่าก็รู้สึกแบบนี้เหรอคะ? แต่ท่านคือราชินีผู้ทรงอำนาจ ท่านน่าจะรู้ทุกอย่างและควบคุมทุกอย่างได้"
ลิรินยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มักมาพร้อมกับภาระที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอเอลาริส โดยเฉพาะเมื่ออำนาจนั้นหมายถึงการปกป้องโลกใบนี้" เธอเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาอีกครั้ง ราวกับกำลังมองย้อนกลับไปในอดีตที่ห่างไกล "การผนึกคทาสุริยันจันทรา ไม่ใช่การซ่อนเร้นเพื่อหนีปัญหา แต่เป็นการกระทำที่จำเป็น... และเป็นแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิด"
"แผนการ?" เอลาริสทวนคำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอยากรู้ "หมายความว่าอะไรคะ? ท่านผนึกมันไว้ทำไม? เพื่ออะไร?"
ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกำลังเรียบเรียงความคิดที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ในห้วงความทรงจำ "คทาสุริยันจันทรา... ไม่ใช่เพียงอาวุธสำหรับผนึกมาลากอร์เท่านั้น แต่มันคือศูนย์รวมพลังเวทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ เป็นหัวใจของอาณาจักรอันธราตรี เป็นกุญแจที่สามารถปลดปล่อยหรือผนึกสรรพสิ่งได้" เธอหยุดเว้นวรรค ปล่อยให้คำพูดของเธอซึมซับเข้าไปในความเข้าใจของเอลาริส "อำนาจเช่นนั้น หากตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่พร้อม หรือถูกชิงไปโดยผู้ไม่หวังดี ก็จะนำมาซึ่งหายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่ามาลากอร์จะทำได้เสียอีก"
"แต่... แต่ท่านก็มีพลังเวทไม่ใช่เหรอคะ? ท่านก็เป็นราชินี ทำไมท่านถึงไม่เก็บคทาไว้กับตัว แล้วเตรียมพร้อมที่จะใช้มันเมื่อถึงเวลาล่ะคะ?" เอลาริสยังคงไม่เข้าใจ เธอมองว่าการกระทำของราชินีเซราฟีน่าดูไร้เหตุผลและเสี่ยงเกินไป
"เพราะคทาสุริยันจันทราเลือกผู้ครอบครองของมันเอลาริส" ลิรินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มันไม่ใช่แค่แท่งไม้หรืออัญมณี แต่มันมีจิตวิญญาณ มีความรับรู้ และมีความต้องการของมันเอง มันจะเผยพลังที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่ออยู่กับทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของราชวงศ์อันธราตรีเท่านั้น และเมื่อถึงเวลานั้น... ทายาทผู้นั้นจะต้องพร้อมทั้งกายและใจ"
"หมายถึง... ข้าเหรอคะ?" เอลาริสชี้มาที่ตัวเองด้วยความไม่แน่ใจ แม้เธอจะรู้ตัวว่าเป็นทายาท แต่การที่เธอจะต้องเป็นผู้ที่ 'พร้อม' ทั้งกายและใจนั้นดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน เธอยังเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่เพิ่งค้นพบพลังเวทของตัวเองเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
"ใช่เอลาริส... เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก" ลิรินพยักหน้า "แต่ราชินีเซราฟีน่าไม่ได้ผนึกคทาเพียงเพื่อรอเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้พลังของคทาถูกครอบงำ หรือถูกใช้ไปในทางที่ผิดโดยผู้ใดก็ตาม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังอ่อนแอและพลังเวทกำลังเลือนหายไปเรื่อยๆ ผู้ที่รู้ความลับของคทามีไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือมาลากอร์"
คำว่า 'มาลากอร์' ทำให้เอลาริสขนลุกซู่ทันที "ท่านปีศาจนั่นก็รู้เหรอคะว่าคทาอยู่ที่ไหน?"
"มาลากอร์รู้ทุกสิ่งเอลาริส" ลิรินตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "มันเฝ้ารอคอยช่วงเวลาแห่งจันทร์คู่มาเนิ่นนาน เพื่อปลดปล่อยตัวเองและครอบครองคทา แต่ราชินีเซราฟีน่ารู้ดีว่ามาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว พลังของคทาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหากผู้ใช้ไม่พร้อม"
"ดังนั้น ท่านจึงผนึกคทาไว้ในที่ที่เข้าถึงยาก เพื่อให้มาลากอร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ และเพื่อให้เวลาแก่ข้าได้ฝึกฝนตัวเองก่อนที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างนั้นหรือคะ?" เอลาริสพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวของเธอ
"ถูกต้องส่วนหนึ่ง" ลิรินกล่าว "แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าคือ... การเดินทางมายังที่แห่งนี้ และการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ปกป้องคทาอยู่ คือการทดสอบและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปลุกพลังของคทาเอง พลังของคทาไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมใช้ทันทีที่เจ้าสัมผัส มันต้องการการกระตุ้น ต้องการความมุ่งมั่น และความบริสุทธิ์ของจิตใจของผู้ครอบครองในการฝ่าฟันอุปสรรค มันคือการสร้างพันธสัญญาระหว่างคทากับเจ้า การผนึกในที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อน แต่เป็นการฝึกฝน และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้พิทักษ์คนสุดท้ายอย่างเจ้า"
เอลาริสเงียบไป เธอรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของคำพูดเหล่านั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของเวทมนตร์ แต่เป็นเรื่องของโชคชะตา ภาระหน้าที่ และความหมายอันลึกซึ้งของการเป็นผู้พิทักษ์ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ทางเดินเบื้องหน้า ที่ดูเหมือนจะมืดมิดและปกคลุมไปด้วยหมอกหนามากขึ้นเรื่อยๆ ความหงุดหงิดในใจของเธอลดลงไปมาก แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่หนักแน่นกว่าเดิม
"ข้าเข้าใจแล้วค่ะ" เธอกล่าว "ข้าจะไม่บ่นอีกต่อไป ข้าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเข้ามา เพื่อให้คทาตื่นขึ้นและเพื่อหยุดมาลากอร์"
ลิรินยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมากเอลาริส ความมุ่งมั่นของเจ้าคือพลังที่แท้จริง"
ทั้งสองกลับมาเดินต่อ เส้นทางเริ่มลาดชันขึ้นและแคบลงอย่างเห็นได้ชัด บางช่วงต้องเดินเกาะไปตามหน้าผาที่มีทางเดินกว้างไม่ถึงฝ่าเท้า หมอกหนาปกคลุมจนมองเห็นสิ่งรอบข้างได้ไม่เกินสิบก้าว อากาศหนาวเย็นจนแทรกซึมเข้าสู่กระดูก เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณ
"ระวังตัวให้ดีเอลาริส" ลิรินกระซิบ "เรากำลังเข้าสู่เขตกำแพงหมอกแห่งอาณาจักรอันธราตรีแล้ว ที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่หมอกธรรมดา แต่เป็นม่านเวทที่สร้างขึ้นโดยเหล่าจอมเวทบรรพกาล เพื่อปกป้องเส้นทางสู่คทา"
ขณะที่ลิรินพูดจบ ก็มีบางสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น หมอกรอบตัวพวกเธอดูเหมือนจะข้นขึ้นและเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ราวกับมีชีวิต มันไม่ได้พัดไปตามแรงลม แต่กลับหมุนวนและก่อตัวเป็นรูปทรงต่างๆ บางครั้งก็คล้ายกับเงาของสัตว์ร้าย บางครั้งก็เหมือนใบหน้าของผู้คนในอดีตที่กำลังกรีดร้องอย่างทรมาน
"มันคืออะไรคะลิริน?" เอลาริสถามเสียงสั่น เธอพยายามร่ายเวทแสงสว่างเพื่อสลายหมอก แต่แสงนั้นกลับถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอยู่จริง
"มันคือภาพลวงตาเอลาริส และเป็นบททดสอบจิตใจ" ลิรินตอบ เธอชูมือขึ้นข้างหนึ่ง พลังเวทสีเงินเรืองรองแผ่ออกมาจากฝ่ามือของเธอ ก่อตัวเป็นม่านบางๆ รอบตัวพวกเธอ แต่ก็ดูเหมือนจะต้านทานภาพลวงตาได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น "กำแพงหมอกนี้จะสะท้อนความกลัว ความสงสัย และความทรงจำอันเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเจ้าออกมา พยายามอย่าจ้องมองมันนานเกินไป และอย่าให้จิตใจของเจ้าคล้อยตามภาพเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นเจ้าจะหลงทางและติดอยู่ในวังวนของภาพลวงตาตลอดไป"
เอลาริสพยายามทำตามคำแนะนำของลิริน เธอหลับตาลงชั่วครู่ หายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
เธอเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็ก กำลังนั่งอยู่คนเดียวในมุมมืดของบ้านเด็กกำพร้า เด็กคนอื่นๆ หัวเราะและเล่นกัน แต่เธอถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครสนใจ ภาพนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าของผู้ปกครองที่คอยตำหนิและลงโทษเธอโดยไม่มีเหตุผล ก่อนจะกลายเป็นภาพของพ่อแม่ที่เธอไม่เคยรู้จัก กำลังเดินจากไป ปล่อยเธอไว้เบื้องหลังอย่างโดดเดี่ยว
"ไม่จริง!" เอลาริสอุทาน น้ำเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดในอดีตที่เธอพยายามเก็บงำไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ถูกดึงออกมาอย่างโหดร้ายและฉายซ้ำอยู่ตรงหน้าเธอ
"เอลาริส! ตั้งสติ!" ลิรินพยายามเรียกสติเธอ แต่ดูเหมือนเอลาริสจะถูกดึงดูดเข้าไปในวังวนของภาพลวงตาเหล่านั้นเสียแล้ว
ภาพต่างๆ ฉายซ้ำวนเวียน ทั้งความโดดเดี่ยว ความกลัว ความรู้สึกไร้ค่าที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดชีวิต พลังเวทสีม่วงเรืองรองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เริ่มสั่นคลอนและมืดมิดลง เธอยกมือขึ้นปิดหู พยายามหลีกหนีจากเสียงกระซิบที่กล่าวหาว่าเธอไม่มีค่าพอที่จะเป็นผู้พิทักษ์ ไม่คู่ควรกับคทา ไม่มีใครต้องการเธอ
ลิรินเห็นว่าเอลาริสกำลังตกอยู่ในอันตราย เธอกำลังจะถูกความมืดมิดในใจของตัวเองกลืนกิน ลิรินก้าวเข้าประชิดตัวเอลาริส คว้าไหล่ของเธอไว้แน่น "เอลาริส! จงจำไว้ว่าเจ้าไม่ใช่ตัวคนเดียว! เจ้ามีข้า มีสหายของเจ้า มีผู้คนมากมายที่เชื่อมั่นในตัวเจ้า ความเจ็บปวดในอดีตเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เจ้าเป็นเจ้าในวันนี้ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของเจ้า! จงอย่าให้ความมืดมิดบดบังแสงสว่างในใจเจ้า!"
แต่คำพูดของลิรินดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงสติของเอลาริสแล้ว ภาพหลอนได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของมาลากอร์ ใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของราชาปีศาจปรากฏขึ้นในหมอก มันยื่นมือที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บมาหาเธอ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท
"เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก เจ้าเด็กน้อย!" เสียงของมาลากอร์ดังขึ้น "เจ้าอ่อนแอ เจ้าไร้ค่า เจ้าถูกทอดทิ้ง! คทาจะไม่มีทางเลือกเจ้าเป็นผู้ครอบครอง พลังเวทของเจ้าจะไม่มีวันแข็งแกร่งพอ! จงยอมรับความพ่ายแพ้และปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินเจ้าเสียเถิด!"
เอลาริสกรีดร้อง เธอกำลังจะล้มลงด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เมื่อจู่ๆ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจของเธอ ภาพของสหายที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ภาพรอยยิ้มของออร์กัส เสียงหัวเราะของเฟียร์ และแววตาที่เชื่อมั่นของลิริน
"ไม่!" เอลาริสตวาดสุดเสียง พลังเวทสีม่วงอ่อนๆ เริ่มปะทุขึ้นจากตัวเธออีกครั้ง "ข้าจะไม่ยอมแพ้! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาลากอร์ทำลายโลกนี้! ข้าไม่ใช่เด็กไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว! ข้าคือเอลาริส ทายาทแห่งอันธราตรี! และข้าคือผู้พิทักษ์!"
พลังเวทสีม่วงอ่อนนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสงสว่างที่เจิดจ้า แผ่รัศมีออกไปรอบทิศทาง คลื่นพลังนั้นเข้าปะทะกับกำแพงหมอก ภาพหลอนของมาลากอร์และอดีตอันเจ็บปวดของเธอกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา แสงสว่างจากพลังเวทของเอลาริสทะลุทะลวงหมอกหนาจนมองเห็นทางเดินเบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น แม้จะยังคงมีหมอกจางๆ หลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่สามารถก่อกวนจิตใจของเธอได้อีกแล้ว
ลิรินมองดูเอลาริสด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวัง นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็นผู้พิทักษ์
แต่ทันใดนั้นเอง ขณะที่หมอกหนากำลังจางคลายไป ปรากฏภาพของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาเบื้องหน้า พวกเขายืนอยู่ตรงหน้าผาที่ถูกสกัดเป็นทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีซากปรักหักพังของวิหารโบราณบางส่วนโผล่พ้นออกมาจากหินผาและน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ ประตูทางเข้าวิหารถูกสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงด้วยลวดลายแห่งสุริยันจันทรา แต่กลับถูกปิดผนึกด้วยแผ่นหินขนาดมหึมาที่มีอักขระโบราณเรืองแสงสลักอยู่รอบๆ
และสิ่งที่ทำให้เอลาริสและลิรินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็คือ บนแผ่นหินขนาดมหึมานั้น มีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับว่ามีบางสิ่งพยายามจะทำลายผนึกแห่งนั้นจากภายใน… หรือจากภายนอก… และที่น่าขนลุกที่สุดคือ พลังงานมืดมิดบางอย่างกำลังเล็ดลอดออกมาจากรอยร้าวนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของพวกเขา… เป็นเสียงกระซิบที่ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าหวาดผวา… เสียงของมาลากอร์!

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก