คทาสุริยัน

ตอนที่ 16 — ภาระและความเข้าใจ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,316 คำ

ลิรินถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แววตาของเธอดูลึกซึ้งกว่าที่เคย ไม่ได้มีเพียงความกังวลหรือการประเมินสถานการณ์ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับความโศกเศร้าและภาระอันหนักอึ้ง เธอหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ หันกายกลับมาเผชิญหน้ากับเอลาริสที่กำลังหอบเล็กน้อยจากการเร่งฝีเท้าตามมา

"ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดีเอลาริส" ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "ความเร่งรีบ ‌ความสับสน และความกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาเพียงพอ... ทุกอย่างที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ"

เอลาริสกะพริบตาปริบๆ "ราชินีเซราฟีน่าก็รู้สึกแบบนี้เหรอคะ? แต่ท่านคือราชินีผู้ทรงอำนาจ ท่านน่าจะรู้ทุกอย่างและควบคุมทุกอย่างได้"

ลิรินยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ​เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มักมาพร้อมกับภาระที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอเอลาริส โดยเฉพาะเมื่ออำนาจนั้นหมายถึงการปกป้องโลกใบนี้" เธอเงยหน้ามองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาอีกครั้ง ราวกับกำลังมองย้อนกลับไปในอดีตที่ห่างไกล "การผนึกคทาสุริยันจันทรา ไม่ใช่การซ่อนเร้นเพื่อหนีปัญหา ‍แต่เป็นการกระทำที่จำเป็น... และเป็นแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิด"

"แผนการ?" เอลาริสทวนคำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอยากรู้ "หมายความว่าอะไรคะ? ท่านผนึกมันไว้ทำไม? เพื่ออะไร?"

ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับกำลังเรียบเรียงความคิดที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ในห้วงความทรงจำ ‌"คทาสุริยันจันทรา... ไม่ใช่เพียงอาวุธสำหรับผนึกมาลากอร์เท่านั้น แต่มันคือศูนย์รวมพลังเวทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ เป็นหัวใจของอาณาจักรอันธราตรี เป็นกุญแจที่สามารถปลดปล่อยหรือผนึกสรรพสิ่งได้" เธอหยุดเว้นวรรค ปล่อยให้คำพูดของเธอซึมซับเข้าไปในความเข้าใจของเอลาริส "อำนาจเช่นนั้น ‍หากตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่พร้อม หรือถูกชิงไปโดยผู้ไม่หวังดี ก็จะนำมาซึ่งหายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่ามาลากอร์จะทำได้เสียอีก"

"แต่... แต่ท่านก็มีพลังเวทไม่ใช่เหรอคะ? ท่านก็เป็นราชินี ทำไมท่านถึงไม่เก็บคทาไว้กับตัว แล้วเตรียมพร้อมที่จะใช้มันเมื่อถึงเวลาล่ะคะ?" เอลาริสยังคงไม่เข้าใจ ​เธอมองว่าการกระทำของราชินีเซราฟีน่าดูไร้เหตุผลและเสี่ยงเกินไป

"เพราะคทาสุริยันจันทราเลือกผู้ครอบครองของมันเอลาริส" ลิรินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มันไม่ใช่แค่แท่งไม้หรืออัญมณี แต่มันมีจิตวิญญาณ มีความรับรู้ และมีความต้องการของมันเอง มันจะเผยพลังที่แท้จริงออกมาก็ต่อเมื่ออยู่กับทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของราชวงศ์อันธราตรีเท่านั้น และเมื่อถึงเวลานั้น... ​ทายาทผู้นั้นจะต้องพร้อมทั้งกายและใจ"

"หมายถึง... ข้าเหรอคะ?" เอลาริสชี้มาที่ตัวเองด้วยความไม่แน่ใจ แม้เธอจะรู้ตัวว่าเป็นทายาท แต่การที่เธอจะต้องเป็นผู้ที่ 'พร้อม' ทั้งกายและใจนั้นดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน เธอยังเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่เพิ่งค้นพบพลังเวทของตัวเองเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

"ใช่เอลาริส... ​เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก" ลิรินพยักหน้า "แต่ราชินีเซราฟีน่าไม่ได้ผนึกคทาเพียงเพื่อรอเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้พลังของคทาถูกครอบงำ หรือถูกใช้ไปในทางที่ผิดโดยผู้ใดก็ตาม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังอ่อนแอและพลังเวทกำลังเลือนหายไปเรื่อยๆ ผู้ที่รู้ความลับของคทามีไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือมาลากอร์"

คำว่า 'มาลากอร์' ทำให้เอลาริสขนลุกซู่ทันที "ท่านปีศาจนั่นก็รู้เหรอคะว่าคทาอยู่ที่ไหน?"

"มาลากอร์รู้ทุกสิ่งเอลาริส" ลิรินตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "มันเฝ้ารอคอยช่วงเวลาแห่งจันทร์คู่มาเนิ่นนาน เพื่อปลดปล่อยตัวเองและครอบครองคทา แต่ราชินีเซราฟีน่ารู้ดีว่ามาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว พลังของคทาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหากผู้ใช้ไม่พร้อม"

"ดังนั้น ท่านจึงผนึกคทาไว้ในที่ที่เข้าถึงยาก เพื่อให้มาลากอร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ และเพื่อให้เวลาแก่ข้าได้ฝึกฝนตัวเองก่อนที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างนั้นหรือคะ?" เอลาริสพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวของเธอ

"ถูกต้องส่วนหนึ่ง" ลิรินกล่าว "แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าคือ... การเดินทางมายังที่แห่งนี้ และการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ปกป้องคทาอยู่ คือการทดสอบและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปลุกพลังของคทาเอง พลังของคทาไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมใช้ทันทีที่เจ้าสัมผัส มันต้องการการกระตุ้น ต้องการความมุ่งมั่น และความบริสุทธิ์ของจิตใจของผู้ครอบครองในการฝ่าฟันอุปสรรค มันคือการสร้างพันธสัญญาระหว่างคทากับเจ้า การผนึกในที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อน แต่เป็นการฝึกฝน และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้พิทักษ์คนสุดท้ายอย่างเจ้า"

เอลาริสเงียบไป เธอรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของคำพูดเหล่านั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของเวทมนตร์ แต่เป็นเรื่องของโชคชะตา ภาระหน้าที่ และความหมายอันลึกซึ้งของการเป็นผู้พิทักษ์ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ทางเดินเบื้องหน้า ที่ดูเหมือนจะมืดมิดและปกคลุมไปด้วยหมอกหนามากขึ้นเรื่อยๆ ความหงุดหงิดในใจของเธอลดลงไปมาก แทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่หนักแน่นกว่าเดิม

"ข้าเข้าใจแล้วค่ะ" เธอกล่าว "ข้าจะไม่บ่นอีกต่อไป ข้าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเข้ามา เพื่อให้คทาตื่นขึ้นและเพื่อหยุดมาลากอร์"

ลิรินยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมากเอลาริส ความมุ่งมั่นของเจ้าคือพลังที่แท้จริง"

ทั้งสองกลับมาเดินต่อ เส้นทางเริ่มลาดชันขึ้นและแคบลงอย่างเห็นได้ชัด บางช่วงต้องเดินเกาะไปตามหน้าผาที่มีทางเดินกว้างไม่ถึงฝ่าเท้า หมอกหนาปกคลุมจนมองเห็นสิ่งรอบข้างได้ไม่เกินสิบก้าว อากาศหนาวเย็นจนแทรกซึมเข้าสู่กระดูก เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณ

"ระวังตัวให้ดีเอลาริส" ลิรินกระซิบ "เรากำลังเข้าสู่เขตกำแพงหมอกแห่งอาณาจักรอันธราตรีแล้ว ที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่หมอกธรรมดา แต่เป็นม่านเวทที่สร้างขึ้นโดยเหล่าจอมเวทบรรพกาล เพื่อปกป้องเส้นทางสู่คทา"

ขณะที่ลิรินพูดจบ ก็มีบางสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น หมอกรอบตัวพวกเธอดูเหมือนจะข้นขึ้นและเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ราวกับมีชีวิต มันไม่ได้พัดไปตามแรงลม แต่กลับหมุนวนและก่อตัวเป็นรูปทรงต่างๆ บางครั้งก็คล้ายกับเงาของสัตว์ร้าย บางครั้งก็เหมือนใบหน้าของผู้คนในอดีตที่กำลังกรีดร้องอย่างทรมาน

"มันคืออะไรคะลิริน?" เอลาริสถามเสียงสั่น เธอพยายามร่ายเวทแสงสว่างเพื่อสลายหมอก แต่แสงนั้นกลับถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอยู่จริง

"มันคือภาพลวงตาเอลาริส และเป็นบททดสอบจิตใจ" ลิรินตอบ เธอชูมือขึ้นข้างหนึ่ง พลังเวทสีเงินเรืองรองแผ่ออกมาจากฝ่ามือของเธอ ก่อตัวเป็นม่านบางๆ รอบตัวพวกเธอ แต่ก็ดูเหมือนจะต้านทานภาพลวงตาได้เพียงชั่วขณะเท่านั้น "กำแพงหมอกนี้จะสะท้อนความกลัว ความสงสัย และความทรงจำอันเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเจ้าออกมา พยายามอย่าจ้องมองมันนานเกินไป และอย่าให้จิตใจของเจ้าคล้อยตามภาพเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นเจ้าจะหลงทางและติดอยู่ในวังวนของภาพลวงตาตลอดไป"

เอลาริสพยายามทำตามคำแนะนำของลิริน เธอหลับตาลงชั่วครู่ หายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น

เธอเห็นภาพของตัวเองในวัยเด็ก กำลังนั่งอยู่คนเดียวในมุมมืดของบ้านเด็กกำพร้า เด็กคนอื่นๆ หัวเราะและเล่นกัน แต่เธอถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครสนใจ ภาพนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าของผู้ปกครองที่คอยตำหนิและลงโทษเธอโดยไม่มีเหตุผล ก่อนจะกลายเป็นภาพของพ่อแม่ที่เธอไม่เคยรู้จัก กำลังเดินจากไป ปล่อยเธอไว้เบื้องหลังอย่างโดดเดี่ยว

"ไม่จริง!" เอลาริสอุทาน น้ำเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดในอดีตที่เธอพยายามเก็บงำไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ถูกดึงออกมาอย่างโหดร้ายและฉายซ้ำอยู่ตรงหน้าเธอ

"เอลาริส! ตั้งสติ!" ลิรินพยายามเรียกสติเธอ แต่ดูเหมือนเอลาริสจะถูกดึงดูดเข้าไปในวังวนของภาพลวงตาเหล่านั้นเสียแล้ว

ภาพต่างๆ ฉายซ้ำวนเวียน ทั้งความโดดเดี่ยว ความกลัว ความรู้สึกไร้ค่าที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดชีวิต พลังเวทสีม่วงเรืองรองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เริ่มสั่นคลอนและมืดมิดลง เธอยกมือขึ้นปิดหู พยายามหลีกหนีจากเสียงกระซิบที่กล่าวหาว่าเธอไม่มีค่าพอที่จะเป็นผู้พิทักษ์ ไม่คู่ควรกับคทา ไม่มีใครต้องการเธอ

ลิรินเห็นว่าเอลาริสกำลังตกอยู่ในอันตราย เธอกำลังจะถูกความมืดมิดในใจของตัวเองกลืนกิน ลิรินก้าวเข้าประชิดตัวเอลาริส คว้าไหล่ของเธอไว้แน่น "เอลาริส! จงจำไว้ว่าเจ้าไม่ใช่ตัวคนเดียว! เจ้ามีข้า มีสหายของเจ้า มีผู้คนมากมายที่เชื่อมั่นในตัวเจ้า ความเจ็บปวดในอดีตเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เจ้าเป็นเจ้าในวันนี้ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของเจ้า! จงอย่าให้ความมืดมิดบดบังแสงสว่างในใจเจ้า!"

แต่คำพูดของลิรินดูเหมือนจะเข้าไม่ถึงสติของเอลาริสแล้ว ภาพหลอนได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของมาลากอร์ ใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของราชาปีศาจปรากฏขึ้นในหมอก มันยื่นมือที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บมาหาเธอ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท

"เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก เจ้าเด็กน้อย!" เสียงของมาลากอร์ดังขึ้น "เจ้าอ่อนแอ เจ้าไร้ค่า เจ้าถูกทอดทิ้ง! คทาจะไม่มีทางเลือกเจ้าเป็นผู้ครอบครอง พลังเวทของเจ้าจะไม่มีวันแข็งแกร่งพอ! จงยอมรับความพ่ายแพ้และปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินเจ้าเสียเถิด!"

เอลาริสกรีดร้อง เธอกำลังจะล้มลงด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เมื่อจู่ๆ ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจของเธอ ภาพของสหายที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ภาพรอยยิ้มของออร์กัส เสียงหัวเราะของเฟียร์ และแววตาที่เชื่อมั่นของลิริน

"ไม่!" เอลาริสตวาดสุดเสียง พลังเวทสีม่วงอ่อนๆ เริ่มปะทุขึ้นจากตัวเธออีกครั้ง "ข้าจะไม่ยอมแพ้! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาลากอร์ทำลายโลกนี้! ข้าไม่ใช่เด็กไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว! ข้าคือเอลาริส ทายาทแห่งอันธราตรี! และข้าคือผู้พิทักษ์!"

พลังเวทสีม่วงอ่อนนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสงสว่างที่เจิดจ้า แผ่รัศมีออกไปรอบทิศทาง คลื่นพลังนั้นเข้าปะทะกับกำแพงหมอก ภาพหลอนของมาลากอร์และอดีตอันเจ็บปวดของเธอกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา แสงสว่างจากพลังเวทของเอลาริสทะลุทะลวงหมอกหนาจนมองเห็นทางเดินเบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น แม้จะยังคงมีหมอกจางๆ หลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่สามารถก่อกวนจิตใจของเธอได้อีกแล้ว

ลิรินมองดูเอลาริสด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวัง นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็นผู้พิทักษ์

แต่ทันใดนั้นเอง ขณะที่หมอกหนากำลังจางคลายไป ปรากฏภาพของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาเบื้องหน้า พวกเขายืนอยู่ตรงหน้าผาที่ถูกสกัดเป็นทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีซากปรักหักพังของวิหารโบราณบางส่วนโผล่พ้นออกมาจากหินผาและน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ ประตูทางเข้าวิหารถูกสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงด้วยลวดลายแห่งสุริยันจันทรา แต่กลับถูกปิดผนึกด้วยแผ่นหินขนาดมหึมาที่มีอักขระโบราณเรืองแสงสลักอยู่รอบๆ

และสิ่งที่ทำให้เอลาริสและลิรินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็คือ บนแผ่นหินขนาดมหึมานั้น มีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับว่ามีบางสิ่งพยายามจะทำลายผนึกแห่งนั้นจากภายใน… หรือจากภายนอก… และที่น่าขนลุกที่สุดคือ พลังงานมืดมิดบางอย่างกำลังเล็ดลอดออกมาจากรอยร้าวนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของพวกเขา… เป็นเสียงกระซิบที่ฟังดูคุ้นเคยอย่างน่าหวาดผวา… เสียงของมาลากอร์!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!