คทาสุริยัน

ตอนที่ 17 — ปริศนาเซราฟีน่า

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,357 คำ

เอลาริสกะพริบตาถี่ๆ ราวกับพยายามจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงสำนึก คำพูดของลิรินดังก้องอยู่ในหัวเธอ ‘ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ’ ประโยคนั้นไม่เพียงแต่คลี่คลายความรู้สึกสับสนของเธอได้เพียงเล็กน้อย แต่ยังจุดประกายคำถามมากมายที่ไม่เคยผุดขึ้นมาก่อน

“ท่าน... หมายความว่าอย่างไรคะลิริน?” เอลาริสถามเสียงแผ่ว ‌ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเธอ “ราชินีเซราฟีน่า... ทรงเคยเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ด้วยหรือ?”

ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจที่พ่นออกมาแต่ละครั้งดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยภาระอันยากจะพรรณนา เมื่อดวงตาเรียวคมของเธอลืมขึ้นอีกครั้ง แววตาที่จับจ้องมายังเอลาริสก็เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง “ใช่เอลาริส ​มากกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้เสียอีก”

เธอถอนหายใจอีกครั้ง ก้าวเข้ามาใกล้เอลาริสมากขึ้นเล็กน้อย มือที่สวมถุงมือหนังสีเข้มแตะลงบนไหล่ของเด็กสาวเบาๆ แผ่ไออุ่นที่ช่วยปลอบประโลม “ราชินีเซราฟีน่า ไม่ได้ทรงเป็นเพียงราชินีผู้ปกครองอาณาจักรที่รุ่งเรืองเท่านั้น แต่ยังทรงเป็น ‘ผู้พิทักษ์คทา’ ‍รุ่นก่อนหน้าเจ้า พระองค์ทรงถูกลิขิตให้ถือครองคทาสุริยันจันทราในยุคสมัยที่เวทมนตร์กำลังร่วงโรยเช่นกัน ความหวาดกลัวที่ว่าพลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้นก่อนที่พระองค์จะทันได้ทำตามพันธสัญญา... มันคอยกัดกินจิตใจของพระองค์อยู่ตลอดเวลา”

เอลาริสยืนนิ่งราวกับถูกตรึง ดวงตาเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงความเชื่อมโยงที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ‘ผู้พิทักษ์คทา’ รุ่นก่อนหน้าเธอ? นั่นหมายความว่าราชินีเซราฟีน่าก็เป็นเหมือนเธอ ‌เป็นผู้ถูกเลือกให้ปกป้องโลกจากมาลากอร์? ความคิดนี้ทำให้หัวใจของเอลาริสเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความรู้สึกประหลาดที่คล้ายกับถูกเติมเต็ม ราวกับได้พบชิ้นส่วนที่หายไปของปริศนาชีวิต

“แต่... เหตุใดข้าถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน?” เอลาริสถาม น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ‍“และหากพระองค์ทรงเป็นผู้พิทักษ์... แล้วทำไมถึงยังต้องเป็นข้าอีก?”

ลิรินหันไปมองทิวทัศน์เบื้องหน้าซึ่งปกคลุมไปด้วยม่านหมอกจางๆ ของยามเช้าที่เริ่มคล้อยบ่าย “ประวัติศาสตร์บางอย่างถูกบิดเบือน บางอย่างถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา และบางอย่าง... ถูกเก็บงำไว้เพื่อปกป้องผู้ที่เหมาะสมจะรับรู้” เธอเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ ​“ราชินีเซราฟีน่าทรงเป็นวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงผนึกมาลากอร์ไว้ได้สำเร็จในยุคนั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการพลีชีพของพระองค์เอง และด้วยพลังสุดท้ายที่เหลืออยู่ พระองค์ทรงสร้างสถานที่แห่งหนึ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้พิทักษ์คนต่อไป”

สายตาของลิรินกลับมาจับจ้องที่เอลาริสอีกครั้ง “สถานที่ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปนี้ คือ ​‘วิหารแห่งแสงทิพย์’ ที่ราชินีเซราฟีน่าทรงสร้างไว้ด้วยพระองค์เอง มันถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอกและปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณที่ทรงพลังที่สุด เพื่อเป็นแหล่งความรู้และพลังสำหรับผู้ที่คู่ควรจะสืบทอดพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์”

เอลาริสรู้สึกราวกับก้อนเมฆหมอกที่ปกคลุมจิตใจได้เริ่มจางหายไปทีละน้อย ความหงุดหงิดที่เคยมีต่อลิรินถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและความศรัทธาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ลิรินไม่ใช่แค่ผู้ชี้นำ แต่เป็นผู้แบกรับความลับและภาระที่หนักอึ้งไม่แพ้เธอ คำถามที่ว่าทำไมสิ่งที่สำคัญถึงถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ ​ก็ได้รับคำตอบแล้วว่านั่นคือการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งมรดกอันศักดิ์สิทธิ์

“วิหารแห่งแสงทิพย์...” เอลาริสพึมพำกับตัวเอง เธอเงยหน้าขึ้นมองเส้นทางเบื้องหน้าอีกครั้ง ท่ามกลางป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะและมอสหนาทึบ เนินเขาสูงชันที่ท้าทาย เธอไม่เห็นวี่แววของสิ่งปลูกสร้างใดๆ นอกเหนือจากความอ้างว้างของธรรมชาติ แต่ในตอนนี้ มันกลับไม่ได้ดูยากลำบากอีกต่อไป กลับกัน เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง ราวกับว่าสายเลือดของบรรพบุรุษกำลังส่งเสียงเรียกจากที่นั่น

“แต่ทำไมถึงไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยคะ? ไม่มีใครพูดถึงราชินีเซราฟีน่าในฐานะผู้พิทักษ์เลย” เอลาริสถามอีกครั้ง

ลิรินถอนหายใจยาว “หลังจากราชินีเซราฟีน่าทรงผนึกมาลากอร์ได้สำเร็จ อาณาจักรก็เข้าสู่ยุคแห่งสันติสุข แต่พลังเวทมนตร์ก็เริ่มเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการที่ความรู้เกี่ยวกับ ‘ผู้พิทักษ์’ ก็เริ่มเลือนหายไป ผู้คนในยุคหลังไม่ได้รับรู้ถึงภัยคุกคามที่แท้จริงอีกต่อไป และเพื่อปกป้องวิหารแห่งแสงทิพย์และคทาสุริยันจันทราจากผู้ไม่ประสงค์ดี หรือผู้ที่อาจใช้พลังในทางที่ผิด ราชวงศ์ในยุคต่อมาจึงตัดสินใจที่จะเก็บงำความจริงบางส่วนไว้ ทำให้เรื่องราวของผู้พิทักษ์กลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ผู้อาวุโสของเผ่าพันธุ์บางเผ่าเท่านั้น... จนกระทั่งเจ้าได้ถือกำเนิดขึ้นมา”

คำพูดของลิรินทำให้เอลาริสรู้สึกถึงน้ำหนักของภาระที่แบกรับอยู่ เธอไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าอีกต่อไป แต่เป็นทายาทของราชวงศ์โบราณ ผู้สืบทอดพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ และเป็นความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เคยมีค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเชื่อมโยงกับอดีตอันยิ่งใหญ่ที่เธอเพิ่งได้เรียนรู้

“แล้ววิหารแห่งแสงทิพย์จะช่วยอะไรข้าได้บ้างคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

ลิรินยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “ที่นั่น... เจ้าจะได้พบกับความรู้และพลังที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงนับตั้งแต่ยุคของราชินีเซราฟีน่า เจ้าจะได้เรียนรู้ที่จะควบคุมพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเจ้าอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุด... เจ้าอาจได้พบกับคำตอบที่เจ้ากำลังตามหา เกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา และชะตากรรมของเจ้าเอง”

ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เอลาริสจึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับลิริน ความเหนื่อยล้าจากเส้นทางที่ขรุขระและสูงชันยังคงอยู่ แต่จิตใจของเธอเบาขึ้นอย่างประหลาด แรงผลักดันใหม่เข้าครอบงำ เธอไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เดินอีกต่อไป แต่เป็นความปรารถนาที่จะไปถึงจุดหมาย ความปรารถนาที่จะไขความลับที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

พวกเขาเดินขึ้นไปตามทางเดินแคบๆ ที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ ก้อนหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำทำให้พื้นผิวลื่นปรื๊ด ต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านยอดสนที่สูงเสียดฟ้า ราวกับบทเพลงโบราณที่ขับกล่อมการเดินทางของพวกเขา อากาศยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ จนหมอกเริ่มแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เกาะตามกิ่งไม้และเสื้อผ้าของทั้งสอง

เอลาริสยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอเริ่มตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ของภูเขาแห่งนี้ เธอรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานที่มองไม่เห็นบางอย่างกำลังลอยอยู่ในอากาศ คล้ายกับเส้นใยบางเบาที่เชื่อมโยงเธอเข้ากับผืนดินและต้นไม้รอบกาย มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับการที่เคยสัมผัสคทา ทว่าละเอียดอ่อนและแผ่วเบากว่ามาก

ลิรินเดินนำไปอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าจะดูเคร่งขรึม แต่แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง ราวกับว่าเธอก็กำลังรอคอยการมาถึงของสถานที่แห่งนี้เช่นกัน เธอหยุดเป็นระยะๆ เพื่อกวาดสายตาสำรวจรอบกาย ไม่ใช่เพียงเพื่อหาเส้นทาง แต่ยังคงตรวจสอบสัญญาณอันตรายที่อาจซ่อนเร้นอยู่

“เราใกล้จะถึงแล้วเอลาริส” ลิรินเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขามาถึงทางแยกที่ปกคลุมด้วยก้อนหินขนาดมหึมาที่ถูกกัดกร่อนไปตามกาลเวลา “จากจุดนี้ไป จะไม่มีเส้นทางที่มองเห็นได้อีกแล้ว”

เอลาริสเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย ลิรินหันไปทางผนังหินสูงชันที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน เธอเดินไปหยุดอยู่หน้าก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่เลือนราง มองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า สัญลักษณ์นั้นดูคล้ายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กำลังเกี่ยวพันกัน เป็นรูปแบบที่เธอคุ้นเคยจากคทาของเธอเอง

ลิรินยกมือขึ้นแตะที่สัญลักษณ์นั้น เบาๆ แต่เปี่ยมด้วยพลังเวทที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอ สัญลักษณ์โบราณเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ก่อนที่ผนังหินที่ดูแข็งแกร่งจะเริ่มสั่นสะเทือน เสียงครืดคราดดังกระหึ่มจากใต้พิภพ ก้อนหินขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ เคลื่อนตัวแยกออกจากกัน เผยให้เห็นทางเข้าสู่ถ้ำมืดมิดที่ซ่อนอยู่ภายใน

เอลาริสอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ แสงสว่างจางๆ ที่ลอดผ่านรอยแยกของหินที่กำลังเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ทอดลึกเข้าไปในความมืด กลิ่นอายของความเก่าแก่และเวทมนตร์โบราณพัดปะทะใบหน้า ทำให้เธอรู้สึกถึงพลังงานที่เข้มข้นจนขนลุกซู่

“นี่คือทางเข้าวิหารแห่งแสงทิพย์” ลิรินกล่าว น้ำเสียงของเธอดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยความเคารพ “มันถูกซ่อนเร้นจากโลกภายนอกด้วยเวทมนตร์ชั้นสูงมานานนับพันปี และรอคอยผู้ที่คู่ควรจะก้าวเข้ามา”

ทั้งสองก้าวผ่านรอยแยกที่ค่อยๆ เปิดกว้างออก ผนังหินด้านในถูกแกะสลักเป็นลวดลายวิจิตรบรรจงที่เลือนรางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมโบราณ เพดานถ้ำสูงตระหง่านจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แสงสว่างสีเงินจางๆ ที่มาจากแหล่งกำเนิดที่ไม่ปรากฏ ลาดลงมาบนทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ ทุกย่างก้าวของพวกเขาสะท้อนก้องไปทั่วความมืดมิดอันเงียบงัน

เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไปข้างใน หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง ในที่สุดเธอก็มาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับของบรรพบุรุษ ที่นี่เธอจะได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของเธอ และทำความเข้าใจกับพันธสัญญาที่รอคอยเธออยู่

เมื่อมาถึงทางแยกที่กว้างขวางออกไป ด้านหน้าของพวกเขาปรากฏเป็นลานกว้างขนาดมหึมา รายล้อมด้วยเสาหินสูงตระหง่านที่สลักลวดลายละเอียดอ่อน มีสัญลักษณ์ของสุริยันจันทราปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง ตรงกลางลานมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านบนของแท่นบูชามีแท่นหินแกะสลักที่ดูเก่าแก่แต่ยังคงสภาพดีวางอยู่ ดูเหมือนจะเป็นแท่นสำหรับวางคทา

แต่สิ่งที่ทำให้เอลาริสต้องหยุดนิ่งและหายใจสะดุด คือภาพที่ปรากฏอยู่บนแท่นหินแกะสลักนั้น... มันไม่ใช่คทา แต่เป็นแผ่นศิลาสีดำสนิทที่วางอยู่ตรงกลาง ด้านบนของแผ่นศิลามีรอยขูดขีดเป็นสัญลักษณ์โบราณที่เรืองแสงสีแดงก่ำอย่างน่าขนลุก และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ รอบๆ แผ่นศิลา มีร่างไร้วิญญาณของนักรบในชุดเกราะโบราณนอนกระจัดกระจายอยู่หลายร่าง ชุดเกราะที่เคยดูแข็งแกร่ง บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและคราบเลือดที่แห้งกรัง ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งถูกโจมตีอย่างกะทันหัน

ลิรินเองก็ชะงักฝีเท้า ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “เป็นไปไม่ได้! นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?” เธอพึมพำเสียงแผ่ว ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ขณะที่เอลาริสกำลังยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้น แผ่นศิลาสีดำสนิทที่เรืองแสงสีแดงก่ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สัญลักษณ์โบราณบนนั้นเปล่งแสงวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวิหาร กลิ่นอายของความมืดมิดและพลังชั่วร้ายที่คุ้นเคยพวยพุ่งออกมาจากแผ่นศิลานั้น พร้อมกับเงาร่างสีดำทะมึนที่เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือแท่นบูชาอย่างช้าๆ ร่างนั้นสูงใหญ่ กำยำ และมีแววตาที่แดงก่ำราวกับถ่านเพลิงที่ลุกโชน มันจ้องมองมายังเอลาริสและลิรินด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้

“มาลากอร์...” ลิรินกระซิบเสียงแหบพร่า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด

เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังเวทของเธอที่พลุ่งพล่านอย่างควบคุมไม่ได้ คทาสุริยันจันทราที่เหน็บอยู่ที่เอวของเธอเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และในวินาทีที่เงาร่างปีศาจนั้นปรากฏตัวขึ้นเต็มที่ เสียงหัวเราะอันเย็นยะเยือกก็ดังก้องไปทั่ววิหาร ราวกับเสียงแห่งความพินาศที่ประกาศการมาถึงของหายนะครั้งใหม่ “ในที่สุด... เจ้าก็มาถึง ทายาทแห่งแสง!”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!