ลิรินถอนหายใจยาวอีกครั้ง แววตาของเธอดูลึกซึ้งกว่าที่เคย ไม่ได้มีเพียงความกังวลหรือการประเมินสถานการณ์ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับความโศกเศร้าและภาระอันหนักอึ้ง เธอหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ หันกายกลับมาเผชิญหน้ากับเอลาริสที่กำลังหอบเล็กน้อยจากการเร่งฝีเท้าตามมา
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดีเอลาริส” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “ความเร่งรีบ ความสับสน และความกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาเพียงพอ... ทุกอย่างที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ”
เอลาริสกะพริบตาถี่ๆ ราวกับพยายามจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงสำนึก คำพูดของลิรินดังก้องอยู่ในหัวเธอ ‘ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ’ ประโยคนั้นไม่เพียงแต่คลี่คลายความรู้สึกสับสนของเธอได้เพียงเล็กน้อย แต่ยังจุดประกายคำถามมากมายที่ไม่เคยผุดขึ้นมาก่อน
“ท่าน... หมายความว่าอย่างไรคะลิริน?” เอลาริสถามเสียงแผ่ว ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเธอ “ราชินีเซราฟีน่า... ทรงเคยเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ด้วยหรือ?”
ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ เหมือนกำลังรวบรวมถ้อยคำที่จะอธิบายเรื่องราวอันซับซ้อนในอดีต เธอหันกลับไปมองเส้นทางข้างหน้าอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินช้าๆ โดยมีเอลาริสก้าวตามไปอย่างเงียบงัน บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านยอดสนสูงเสียดฟ้า และเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนเศษใบไม้แห้ง
“มากกว่าที่เจ้าคิดนักเอลาริส” ลิรินเริ่มกล่าว น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยเมื่อเริ่มต้นเรื่องราว “ราชินีเซราฟีน่า... ทรงเป็นผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคที่ความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้าปกคลุมอาณาจักรอย่างช้าๆ พลังเวทที่ผู้คนเคยภาคภูมิใจเริ่มเลือนหายไปทีละน้อย และคำทำนายโบราณเกี่ยวกับ ‘สุริยคราสแห่งจันทร์คู่’ ก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ผู้รู้”
เอลาริสตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ เธอรู้สึกราวกับกำลังย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณที่เต็มไปด้วยมนตร์ขลังและความหวาดกลัว
“พระองค์ทรงเติบโตมาพร้อมกับความกดดันอันใหญ่หลวง” ลิรินเล่าต่อ “ทรงเป็นเพียงเด็กสาวเมื่อราชากอร์ผู้เป็นบิดาถูกพลังปีศาจของมาลากอร์ครอบงำทีละน้อย ความเข้มแข็งที่เคยเป็นดุจเสาหลักของอาณาจักรเริ่มสั่นคลอน ประชาชนเริ่มหวาดกลัวและสิ้นหวัง เซราฟีน่าทรงเป็นผู้เดียวที่สัมผัสได้ถึงพลังที่หลับใหลอยู่ในพระองค์ พลังที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ผู้พิทักษ์แห่งแสงและเงา”
เอลาริสกลืนน้ำลายลงคอ เธอจินตนาการถึงภาพราชินีเซราฟีน่าผู้เป็นบรรพบุรุษของเธอ ต้องแบกรับชะตากรรมที่หนักอึ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ต่างจากสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เคยกัดกินหัวใจเอลาริสเริ่มคลายลงเล็กน้อย เธอไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่คิด
“แต่พลังนั้น... ไม่ได้มาพร้อมกับความเข้าใจโดยง่าย” ลิรินเสริม “มันคือดาบสองคม ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ยิ่งอันตรายเพียงนั้น เซราฟีน่าทรงต้องฝึกฝนอย่างหนัก ปิดบังพลังของพระองค์จากสายตาของศัตรูที่แฝงตัวอยู่ทุกหนแห่ง และที่สำคัญ... ทรงต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ผู้ที่จะผนึกมาลากอร์ได้นั้น จะต้องยอมแลกด้วยสิ่งที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้”
คำพูดสุดท้ายของลิรินทำให้เอลาริสใจหายวาบ เธอรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง “แลกด้วยอะไรคะลิริน?” เธอถามเสียงสั่น ความอยากรู้เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว
ลิรินหยุดเดินอีกครั้ง เธอหันมาจ้องมองเอลาริสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาและเจ็บปวด “ด้วยพลังชีวิตของพระองค์เอง... ด้วยการถูกผูกมัดกับคทาสุริยันจันทราตลอดกาล เพื่อให้พลังของคทาผนึกมาลากอร์ให้อยู่ในภวังค์แห่งกาลเวลา เซราฟีน่าทรงตัดสินพระทัยสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องอาณาจักร”
เอลาริสอ้าปากค้าง เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของราชินีเซราฟีน่าจะมีความเสียสละอันใหญ่หลวงขนาดนี้ซ่อนอยู่ ความรู้สึกหวาดกลัวปะปนกับความชื่นชมระคนความเศร้าหลั่งไหลเข้าท่วมท้นหัวใจ เธอรู้สึกราวกับว่าภาระที่อยู่บนบ่าของเธอกำลังเพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ
“แล้ว... แล้วทำไมถึงต้องซ่อนคทาไว้ในที่ที่ยากลำบากขนาดนี้คะ?” เอลาริสถาม คำถามเดิมที่เคยเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ตอนนี้กลับเป็นคำถามที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและเคารพ
“หลังจากที่มาลากอร์ถูกผนึก” ลิรินตอบ “เซราฟีน่าทรงทราบดีว่าพลังของมาลากอร์นั้นไม่มีวันดับสูญไปโดยแท้จริง มันเพียงแค่ถูกกักขังไว้ชั่วคราว และเมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่เวียนมาอีกครั้ง พลังนั้นก็จะพยายามปลดปล่อยตัวเองออกมา พระองค์จึงทรงทำนายไว้ว่าจะมีทายาทผู้ถือครองคทาคนต่อไป ผู้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมเดียวกัน”
ลิรินเดินนำต่อไป แต่คราวนี้เธอไม่ได้รีบร้อนเหมือนตอนแรก เธอจงใจเดินช้าลงเพื่อให้เอลาริสได้มีเวลาซึมซับเรื่องราว “เพื่อป้องกันไม่ให้คทาตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี หรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เซราฟีน่าทรงร่วมมือกับเหล่าผู้อาวุโสของอารามแห่งแสง และบรรดานักเวทผู้ทรงปัญญา สร้างเขาวงกตและกับดักเวทมนตร์ขึ้นมาปกป้องสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่ซ่อนเร้นจากสายตาของโลก เพื่อให้เฉพาะผู้ที่ถูกเลือกและมีจิตใจบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงมันได้”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขา อากาศเริ่มหนาวจัดขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ต้นไม้เมืองหนาวที่มีลำต้นสูงใหญ่และกิ่งก้านบิดเบี้ยวปกคลุมไปด้วยหิมะบางๆ แสงแดดที่สาดส่องลงมาถูกบดบังด้วยหมอกหนาทึบ ทำให้บรรยากาศยิ่งดูขรึมขลังและลึกลับ
“ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา” ลิรินเล่าต่อ “ตระกูลของข้าได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิทักษ์เส้นทางนี้ เป็นผู้เฝ้าระวังไม่ให้ใครที่ไม่มีคุณสมบัติก้าวล่วงเข้าไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น และเป็นผู้ที่จะต้องนำทางทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทราเมื่อถึงเวลาอันควร”
เอลาริสมองไปที่ลิรินด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าลิรินและครอบครัวต้องแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มานานแค่ไหน พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นเพียงมิตร แต่ยังเป็นผู้ร่วมชะตากรรมที่ผูกพันกับราชวงศ์ของเธอมาตั้งแต่โบราณกาล
“ท่าน... ท่านรู้มาตลอดเลยใช่ไหมคะลิริน ว่าวันหนึ่งจะมีทายาทคนต่อไปปรากฏตัวขึ้น” เอลาริสถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความสั่นเครือ
ลิรินพยักหน้าช้าๆ “ใช่เอลาริส คำทำนายถูกส่งต่อมายังคนในตระกูลของข้ารุ่นสู่รุ่น พร้อมกับความรู้ในการไขปริศนาและฝ่าฟันกับดักต่างๆ ทั่วทั้งหุบเขาแห่งเงาจันทร์นี้ พวกเราเฝ้ารอคอยเจ้า... ผู้ที่จะมาพร้อมกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
จู่ๆ ลิรินก็หยุดเดินอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้หันมาเผชิญหน้ากับเอลาริส แต่จ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เอลาริสมองตามสายตาของเธอ สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงแค่เส้นทางที่คดเคี้ยวอีกต่อไป แต่เป็นหน้าผาสูงชันที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกหนาทึบ เบื้องล่างมีเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง และจากหน้าผานั้นเอง มีสะพานหินเก่าแก่ทอดตัวข้ามช่องว่างขนาดใหญ่
สะพานนั้นดูบอบบางและทรุดโทรมราวกับจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ มันถูกสร้างจากก้อนหินสีเทาเข้มที่ปกคลุมด้วยมอสและน้ำแข็งบางๆ ราวบันไดที่เคยมีอยู่อาจจะพังทลายไปนานแล้ว เหลือเพียงแผ่นหินที่เรียงต่อกันเป็นทางแคบๆ และจากปลายอีกด้านของสะพานหินนั้น มีอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับประตูหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ประตูนั้นแกะสลักด้วยลวดลายโบราณที่เลือนลางจากกาลเวลา และถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์น้ำแข็ง
“นี่คือทางเข้า... ที่แท้จริง” ลิรินกล่าวเสียงเบา “ประตูแห่งผู้พิทักษ์... ที่จะนำเราไปสู่ใจกลางของหุบเขา และไปยังสถานที่ที่คทาสุริยันจันทราถูกเก็บซ่อนไว้”
เอลาริสมองสะพานหินด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น แม้จะรับรู้ถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ แต่ความอันตรายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว
“แต่... แต่สะพานดูไม่มั่นคงเลยนะคะลิริน” เอลาริสเอ่ยออกมาด้วยความกังวล
ลิรินพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ มันถูกออกแบบมาเช่นนั้น เพื่อทดสอบความกล้าหาญและความตั้งใจของผู้ที่กล้าพอจะก้าวผ่านไป ผู้พิทักษ์บางคนเคยบอกว่าสะพานนี้มีชีวิตของมันเอง มันจะทดสอบจิตใจของผู้ที่ก้าวเดินผ่านไป หากจิตใจไม่มั่นคงพอ ก็อาจจะทำให้สะพานบิดเบี้ยวหรือร่วงหล่นลงไปได้”
ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงกว่าปกติก็พัดโหมเข้ามาอย่างไม่คาดคิด มันหอบเอาละอองหิมะและเศษน้ำแข็งปลิวว่อนไปทั่ว บริเวณโดยรอบสั่นสะเทือนเล็กน้อย ทำให้สะพานหินตรงหน้าดูเหมือนจะสั่นคลอนตามไปด้วย เอลาริสต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้าเพื่อป้องกันเศษน้ำแข็งที่ปลิวมาปะทะ
เมื่อลมสงบลง ลิรินก็หันกลับมามองเอลาริส ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เจ้าพร้อมหรือยังเอลาริส” ลิรินถาม เสียงของเธอหนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย “พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และพร้อมที่จะรับเอาภาระแห่งผู้พิทักษ์นี้ไว้บนบ่าของเจ้าอย่างเต็มภาคภูมิ... เหมือนเช่นที่ราชินีเซราฟีน่าเคยทำ”
เอลาริสสบตากับลิริน ความกลัวยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวของราชินีเซราฟีน่า ผู้ที่ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและความเสียสละอันใหญ่หลวง ความรู้สึกบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่าก็เริ่มผลิบานขึ้นในหัวใจของเธอ มันคือความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามผ่านความหวาดกลัวของตนเอง
เธอกัดฟันแน่น พยักหน้าตอบลิรินด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ “พร้อมค่ะลิริน”
ลิรินยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความเข้าใจและความเห็นใจ เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับสะพานหินอีกครั้ง และเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ มั่นคงไปบนแผ่นหินที่ดูบอบบางนั้น เอลาริสหายใจเข้าลึกๆ กำมือแน่น และก้าวตามลิรินไป
เท้าของเอลาริสสัมผัสกับพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงเสียดสีของรองเท้ากับก้อนหินดังก้องในความเงียบสงัด ความสูงจากพื้นดินที่บาดตาทำให้เธอรู้สึกวิงเวียนไปชั่วขณะ แต่เธอก็พยายามบังคับตัวเองให้มองตรงไปข้างหน้า จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าวเดินแต่ละย่างก้าว
ขณะที่พวกเขากำลังเดินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ สะพานหินก็ส่งเสียงคำรามต่ำๆ เหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากการหลับใหล แผ่นหินใต้ฝ่าเท้าของเอลาริสสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เศษหินเล็กๆ เริ่มร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ตามมาด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ที่หลุดออกจากโครงสร้างของสะพาน
“ลิริน!” เอลาริสร้องเรียกด้วยความตกใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนแผ่นหินตรงหน้า และเสียงคำรามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่ได้มาจากสะพานหินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากเบื้องล่างสุดของเหวลึก ที่มีแสงสีแดงฉานสาดส่องขึ้นมา... ไม่ใช่แสงจากลาวา แต่เป็นประกายตาที่ชั่วร้ายของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดมิดเบื้องล่างนั้น
เสียงคำรามนั้นดังขึ้นและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับกำลังบอกว่ามีบางสิ่งบางอย่าง... ที่ไม่ใช่สะพานหิน... กำลังตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลและกำลังเล็งเป้าหมายมาที่พวกเขา!

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก