เอลาริสกะพริบตาถี่ ราวกับพยายามจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงสำนึก คำพูดของลิรินดังก้องอยู่ในหัวเธอ ‘ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ’ ประโยคนั้นไม่เพียงแต่คลี่คลายความรู้สึกสับสนของเธอได้เพียงเล็กน้อย แต่ยังจุดประกายคำถามมากมายที่ไม่เคยผุดขึ้นมาก่อน
“ท่าน... หมายความว่าอย่างไรคะลิริน?” เอลาริสถามเสียงแผ่ว ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเธอ “ราชินีเซราฟีน่า... ทรงเคยเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ด้วยหรือ?”
ลิรินหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก ราวกับกำลังรวบรวมถ้อยคำอันหนักอึ้ง หรือไม่ก็กำลังย้อนเวลากลับไปสู่ความทรงจำที่เก่าแก่และเจ็บปวด เอลาริสสังเกตเห็นรอยย่นเล็กๆ ที่หางตาของลิรินที่ลึกขึ้นกว่าปกติ แววตาที่เคยฉายความเข้มแข็งกลับมีประกายแห่งความอ่อนล้าซ่อนอยู่เบื้องลึก มันไม่ใช่ความอ่อนล้าทางกาย แต่เป็นความอ่อนล้าที่มาจากการแบกรับภาระอันยาวนานเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ
“ราชินีเซราฟีน่า...” ลิรินเอ่ยชื่อนั้นแผ่วเบา คล้ายเสียงกระซิบจากสายลมในอดีต “ทรงเป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นแสงสว่างของอาณาจักรในยุคที่ความมืดมิดกำลังคืบคลาน... แต่ก่อนที่พระองค์จะก้าวขึ้นสู่จุดนั้น พระองค์ก็เป็นเพียงเด็กสาวที่สับสนและหวาดกลัว ไม่ต่างจากเจ้าในตอนนี้”
เอลาริสนั่งลงบนขอนไม้เก่าๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ลิรินตามลงมานั่งข้างๆ เธอ เปลวไฟจากกองไฟที่พวกเขาก่อขึ้นเมื่อครู่เต้นระริก สะท้อนเงาที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าของทั้งคู่ บรรยากาศรอบกายเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวกับเสียงแมลงในยามค่ำคืน
“ราชินีเซราฟีน่าทรงเป็นบุตรสาวองค์เดียวของราชารูเบน และเป็นทายาทผู้ถูกลิขิตให้ถือครองคทาสุริยันจันทรา” ลิรินเริ่มเล่าเรื่องราว “แต่เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์ พลังเวทของพระองค์ยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ และคำทำนายเรื่องสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราชาปีศาจมาลากอร์ ซึ่งในยุคนั้นถูกผนึกไว้ไม่ต่างจากปัจจุบัน ก็เริ่มส่งบริวารออกมาก่อกวน ส่งสัญญาณว่าการผนึกกำลังอ่อนแอลง”
เอลาริสฟังอย่างตั้งใจ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ความรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ และความหวาดกลัวที่เคยเป็นของเธอ กลับกลายเป็นของเซราฟีน่าในอดีต
“ผู้คนหวาดกลัว” ลิรินเล่าต่อ “เหล่าขุนนางเริ่มแตกแยก บางคนยังคงศรัทธาในราชวงศ์ แต่หลายคนเริ่มคลอนแคลนและมองหาทางรอดของตัวเอง เซราฟีน่าในเวลานั้นทรงรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงบนบ่าเล็กๆ ของพระองค์ ทั้งๆ ที่พระองค์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้พลังที่ว่านั้นอย่างไร จะต่อสู้กับปีศาจได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด... พระองค์ไม่รู้ว่าเวลามีมากพอหรือไม่”
น้ำเสียงของลิรินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่าความทรงจำนั้นยังคงสดใหม่ “เหมือนกับเจ้าในตอนนี้ ที่เพิ่งรู้ความจริงมากมายในเวลาอันสั้น ถูกผลักดันให้ต้องแบกรับภาระที่ใหญ่หลวง ทั้งที่ความพร้อมยังไม่เพียงพอ”
เอลาริสพยักหน้าช้าๆ เธอรู้สึกถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ความกดดันที่เธอรู้สึกนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นมรดกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นภาระที่ถูกส่งต่อมายังเธอ
“ครั้งหนึ่ง” ลิรินเล่าต่อ “เมื่อเซราฟีน่าทรงฝึกฝนพลังในหุบเขาเงาจันทร์ พระองค์ทรงท้อแท้ถึงขีดสุด พลังไม่ตอบสนอง คทาที่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์กลับแข็งกระด้างราวกับก้อนหิน พระองค์รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่คู่ควรกับตำแหน่งราชินี ไม่คู่ควรกับคทาแห่งโชคชะตา พระองค์ทรงเคยคิดจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง หนีไปจากพันธสัญญาที่ไม่ได้ทรงเลือกเอง”
เอลาริสเบิกตากว้าง ความคิดแบบนั้น... เธอเองก็เคยมีความคิดคล้ายกันนี้ผุดขึ้นมาในใจหลายครั้ง แต่ไม่เคยกล้าเอ่ยออกมา
“แต่แล้ว...” ลิรินเว้นจังหวะ “มีนักปราชญ์ผู้เฒ่าคนหนึ่ง ชื่อว่าเอลดริน เขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งความรู้ และเป็นอาจารย์ผู้ที่อยู่เคียงข้างราชินีเซราฟีน่ามาโดยตลอด เอลดรินได้กล่าวคำที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพระองค์ เขาบอกว่า ‘คทาสุริยันจันทรามิได้เพียงแค่เลือกผู้ถือครองด้วยพลัง หากแต่เลือกด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์ ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การยอมจำนนต่อความกลัว นั่นคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง หน้าที่ของเรามิใช่การเป็นผู้ไร้เทียมทาน แต่คือการเป็นผู้ที่ลุกขึ้นยืนหยัดแม้จะล้มลงนับครั้งไม่ถ้วน’ ”
คำพูดของนักปราชญ์เอลดรินสะท้อนอยู่ในใจเอลาริส มันเป็นคำที่ทรงพลังและจริงแท้ เธอรู้สึกได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้น
“เอลดรินยังบอกอีกว่า” ลิรินพูดต่อ “ความเร่งรีบและความสับสนที่ราชินีเซราฟีน่าทรงรู้สึกนั้น แท้จริงแล้วเป็นบททดสอบเบื้องต้น เป็นการเตรียมความพร้อมให้หัวใจได้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า เราไม่อาจเร่งเวลาได้ แต่เราสามารถใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เสมอ ราชินีเซราฟีน่าทรงใช้เวลาหลังจากนั้นอย่างมุ่งมั่น ฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ และทรงค้นพบว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากคทาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความเชื่อมั่นในตัวเอง และความรักที่ทรงมีต่ออาณาจักรและผู้คนของพระองค์”
ลิรินหันมาสบตาเอลาริสอย่างลึกซึ้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความเข้าใจ “เจ้าเองก็เช่นกันเอลาริส ความรู้สึกที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ คือบททดสอบที่เซราฟีน่าเคยผ่านมาแล้ว และพระองค์ทรงผ่านมันไปได้ด้วยดี สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเจ้า”
เอลาริสนิ่งเงียบ เธอรู้สึกเหมือนมีม่านบางๆ ถูกเปิดออก ความมืดมิดในใจเริ่มจางหายไป ความกลัวและความสับสนไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง แต่มันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและแรงบันดาลใจ
“แต่... แล้วเซราฟีน่าทรงเอาชนะมาลากอร์ได้อย่างไรคะ?” เอลาริสถามเสียงเบา “ทรงผนึกมันได้สำเร็จใช่ไหมคะ?”
ลิรินพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปาก “ใช่ พระองค์ทรงผนึกมาลากอร์ได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่แค่ด้วยพลังเวท หรือคทาเท่านั้น แต่ด้วยความเสียสละ และการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ราชินีเซราฟีน่าทรงค้นพบว่าการผนึกมาลากอร์อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องใช้พลังชีวิตของราชินีผู้ถือครองคทาผสานรวมเข้ากับอำนาจของคทาสุริยันจันทรา และผูกมัดดวงวิญญาณของผู้พิทักษ์เข้ากับการผนึกนั้นไว้ตลอดกาล”
เอลาริสหายใจสะดุด นี่เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน พลังชีวิตของราชินี? ผูกมัดดวงวิญญาณ?
“นั่นหมายความว่า... ราชินีเซราฟีน่า...” เอลาริสเริ่มพูด แต่ไม่สามารถพูดจบประโยคได้
“ใช่” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ราชินีเซราฟีน่าทรงสละชีวิตของพระองค์ เพื่อผนึกมาลากอร์ให้หลับใหลไปนับพันปี พระองค์กลายเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญา เป็นผู้พิทักษ์ที่แท้จริง ผู้สละชีพเพื่อปกป้องโลกใบนี้”
ความจริงนี้กระแทกเข้าใส่เอลาริสอย่างจัง มันเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ ความรู้สึกเคารพและนับถือในบรรพบุรุษของเธอเพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่ในขณะเดียวกัน ความหนักอึ้งของชะตากรรมก็ถาโถมเข้าใส่เธอเช่นกัน
“แล้ว... นั่นหมายความว่า...” เอลาริสถามเสียงสั่น “ข้าก็ต้อง... สละชีวิตด้วยเช่นกันหรือคะ?”
ลิรินสบตาเอลาริสอย่างอ่อนโยน “ไม่จำเป็นเสมอไปเอลาริส พันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์นั้นซับซ้อนกว่าที่เจ้าคิด มันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องโลก แต่ก็มีช่องทางแห่งความหวังเสมอ สิ่งที่เรากำลังค้นหาคือหนทางที่จะผนึกมาลากอร์ได้โดยไม่ต้องแลกด้วยชีวิตของผู้ถือครองคทา”
“แต่มีหนทางนั้นจริงๆ หรือคะ?” เอลาริสถามด้วยความกังวล “ท่านมั่นใจได้อย่างไร?”
“ข้าไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์” ลิรินยอมรับ “แต่ข้าเชื่อมั่นในปัญญาของราชินีเซราฟีน่า และเหล่านักปราชญ์ผู้สร้างพันธสัญญานี้ขึ้นมา พวกเขาต้องทิ้งเบาะแสไว้ให้เราค้นพบ หนทางนั้นน่าจะซ่อนอยู่ใน ‘แก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา’ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคทา และเป็นสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าทรงพยายามค้นหามาตลอดชีวิตเช่นกัน ก่อนที่สถานการณ์จะบีบคั้นให้พระองค์ต้องตัดสินใจเสียสละ”
“แก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา?” เอลาริสทวนคำ “มันคืออะไรคะ?”
“มันคือหัวใจของคทาสุริยันจันทรา เป็นแหล่งพลังงานหลักที่สามารถควบคุมพลังของสุริยันและจันทราได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของคทา” ลิรินอธิบาย “แต่ที่สำคัญกว่านั้น แก่นแท้แห่งสุริยันจันทรานั้น ว่ากันว่าสามารถเปิดประตูสู่มิติแห่งจิตวิญญาณ หรือเชื่อมโยงกับ ‘พลังชีวิตแห่งโลก’ ซึ่งอาจเป็นทางออกที่เราต้องการ”
“แล้วเราจะหามันเจอได้ที่ไหนคะ?” เอลาริสถามอย่างมีความหวัง
“ในบันทึกโบราณกล่าวถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘วิหารลับแห่งสายลม’ ซึ่งตั้งอยู่ในเทือกเขาเงียบเหงา ที่นั่นมีห้องสมุดแห่งปัญญาที่เชื่อว่าเก็บรักษาความรู้ของราชวงศ์โบราณไว้มากมาย รวมถึงเบาะแสเกี่ยวกับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา” ลิรินตอบ พลางชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางที่พวกเขาต้องมุ่งหน้าไป
“แล้วทำไมท่านเพิ่งมาบอกเรื่องนี้กับข้าคะ?” เอลาริสถามด้วยความสงสัยระคนกับความรู้สึกถูกปกปิด
ลิรินถอนหายใจยาว “ข้าขอโทษเอลาริส ข้าเพียงต้องการให้เจ้าแข็งแกร่งพอที่จะรับฟังความจริงทั้งหมด ข้าไม่อยากให้เจ้าแบกรับภาระที่หนักอึ้งนี้ก่อนเวลาอันควร แต่ตอนนี้เจ้าเติบโตขึ้นมากแล้ว ทั้งพลังและจิตใจ”
เอลาริสพยักหน้า เธอเข้าใจดีว่าลิรินทำไปเพื่อปกป้องเธอ และความจริงที่เธอได้รับรู้ในตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกถึงความเร่งด่วนมากขึ้นไปอีก
“พวกเราต้องไปที่วิหารลับแห่งสายลมให้เร็วที่สุด” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “เราต้องหาหนทางนั้นให้เจอ”
“ใช่” ลิรินตอบ “แต่หนทางไปที่นั่นไม่ง่าย เทือกเขาเงียบเหงาเป็นสถานที่อันตราย เต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย และพลังเวทโบราณที่ปั่นป่วน และที่สำคัญ...”
ลิรินเว้นจังหวะ ใบหน้าของเธอดูเคร่งเครียดขึ้นอีกครั้ง
“...มาลากอร์ก็คงรู้ถึงความสำคัญของวิหารแห่งนั้นเช่นกัน มันคงส่งบริวารไปเฝ้าระวัง หรืออาจถึงขั้นพยายามทำลายแหล่งความรู้สำคัญนั้นไปแล้ว”
คำพูดของลิรินทำให้ความตื่นเต้นของเอลาริสลดลงทันที ความหวังที่เพิ่งจุดประกายขึ้นมาเริ่มสั่นคลอน
“พวกเราจะต้องไปถึงที่นั่นก่อนที่มาลากอร์จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง” เอลาริสกำมือแน่น “เราไม่มีเวลาแล้วจริงๆ”
ลิรินพยักหน้า เห็นด้วยอย่างเต็มที่ “ใช่ เราไม่มีเวลาแล้ว แต่การเดินทางครั้งนี้จะแตกต่างจากที่ผ่านมา เราจะไม่ได้แค่เดินทางเพื่อหลบหนี หรือฝึกฝน แต่เราจะเดินทางไปเพื่อค้นหาคำตอบ เพื่อปลดล็อกชะตากรรม และเพื่อเผชิญหน้ากับอดีตที่อาจซ่อนความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าสิ่งใดๆ”
ลมหนาวยามค่ำคืนพัดโชยมา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความมุ่งมั่น และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมสูงจากที่ไกลๆ ก็ดังขึ้นมา ทะลุผ่านความเงียบงันของป่า ราวกับเสียงของวิญญาณที่ถูกทรมาน มันเป็นเสียงที่ทั้งคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวสำหรับเอลาริส
“เสียงนั่น...” เอลาริสพูดเสียงแผ่ว ใบหน้าซีดเผือด “มันมาจาก...”
ลิรินลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองไปรอบทิศทาง แววตาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“ปีศาจแห่งเงา” ลิรินเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกมันตามเรามาถึงนี่แล้ว... เร็วกว่าที่คิด”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาอีกนิด และคราวนี้ไม่ได้มาแค่เสียงเดียว แต่มีหลายเสียงประสานกัน ราวกับกำลังล้อมกรอบพวกเขาไว้จากทุกทิศทาง
“ไม่นะ...” เอลาริสพึมพำ เธอรู้สึกถึงพลังงานด้านมืดที่พุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันนั้นทำให้เธอหายใจติดขัด
ลิรินดึงดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แสงสะท้อนจากคมดาบวูบไหวในความมืดมิด
“ดูเหมือนว่า...” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “...การเดินทางเพื่อค้นหาหนทางปลดล็อกแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา จะเริ่มต้นเร็วกว่าที่เราคาดไว้เสียแล้ว และดูเหมือนว่ามาลากอร์จะไม่ปล่อยให้เราทำมันได้ง่ายๆ”
เอลาริสมองไปรอบๆ ในความมืดมิด ดวงตาสีแดงฉานนับไม่ถ้วนเริ่มปรากฏขึ้น ส่องประกายวาววับราวกับอัญมณีอาบเลือด ปีศาจแห่งเงาที่ไร้รูปร่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ความหวังและความกลัวปะปนกันอยู่ในใจของเธอ
“พวกมันกำลังมาแล้ว...” เอลาริสพึมพำ มือของเธอกำด้ามคทาแน่น พลังเวทเริ่มไหลเวียนอยู่ในกาย แม้จะหวาดกลัว แต่เธอก็พร้อมที่จะต่อสู้
ลิรินหันมามองเอลาริส สีหน้าของเธอดูจริงจัง “จงจำคำพูดของเอลดรินไว้เอลาริส ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การยอมจำนนต่อความกลัว นั่นคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง”
ทันใดนั้นเอง แสงจันทร์ก็สาดส่องลงมาระหว่างกิ่งไม้ เผยให้เห็นเงาดำทะมึนขนาดมหึมาที่กำลังปรากฏขึ้นจากพุ่มไม้เบื้องหน้า พวกมันไม่ใช่แค่ปีศาจแห่งเงาตัวเล็กๆ แต่เป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่ขนาบข้างด้วยปีศาจนักรบติดอาวุธเต็มรูปแบบ ดวงตาสีแดงของมันจ้องมองมายังเอลาริสและลิรินอย่างกระหายเลือด เสียงคำรามกึกก้องจนพื้นดินสะเทือน
ท่ามกลางสัตว์ร้ายเหล่านั้น มีร่างหนึ่งโดดเด่นออกมา มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่สูงใหญ่กว่าสองเท่า สวมชุดเกราะสีดำทมิฬ และมีเขาแหลมคมงอกออกจากศีรษะ ดวงตาของมันเรืองรองด้วยเปลวไฟสีม่วง มันไม่ใช่แค่บริวารธรรมดา... มันคือแม่ทัพแห่งปีศาจ
แม่ทัพปีศาจยกดาบใหญ่ขึ้นชี้ตรงมาที่เอลาริส รอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าภายใต้หมวกเกราะ
“ในที่สุด... ก็หาเจ้าเจอเสียที ทายาทแห่งราชวงศ์!” เสียงของมันดังก้อง ราวกับหินที่ถล่มลงมา “คทาสุริยันจันทรา... จะต้องเป็นของราชามาลากอร์!”
เอลาริสรู้สึกราวกับเลือดในกายหยุดนิ่ง เธอไม่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจระดับแม่ทัพมาก่อน และมันก็มาพร้อมกับกองทัพอันน่าสะพรึงกลัว เธอเพิ่งได้รับรู้เรื่องราวความเสียสละของบรรพบุรุษ และความหวังอันริบหรี่ แต่บัดนี้ ความจริงอันโหดร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ลิรินก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าเอลาริส ยกดาบขึ้นเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อยู่ตรงหน้า
“เอลาริส...” ลิรินเอ่ยเสียงเข้ม “จำไว้... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... เจ้าจะต้องไปให้ถึงวิหารลับแห่งสายลมให้ได้!”
ก่อนที่เอลาริสจะตอบอะไรออกไป แม่ทัพปีศาจก็คำรามลั่น และพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ พร้อมกับกองทัพปีศาจที่ตามมาติดๆ เสียงกึกก้องของเท้าปีศาจและเสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่นไปทั่วป่า
การต่อสู้ที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเส้นทางสู่การค้นพบความจริงและหนทางแห่งความรอด... ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเลือดและเปลวเพลิงตั้งแต่ก้าวแรก.

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก