คทาสุริยัน

ตอนที่ 20 — ความเข้าใจ ภาระหนัก และเวลาที่เหลือน้อย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,380 คำ

ลิรินถอนหายใจยาวอีกครั้ง แววตาของเธอดูลึกซึ้งกว่าที่เคย ไม่ได้มีเพียงความกังวลหรือการประเมินสถานการณ์ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับความโศกเศร้าและภาระอันหนักอึ้ง เธอหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ หันกายกลับมาเผชิญหน้ากับเอลาริสที่กำลังหอบเล็กน้อยจากการเร่งฝีเท้าตามมา

“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดีเอลาริส” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “ความเร่งรีบ ‌ความสับสน และความกลัวว่าเราจะไม่มีเวลาเพียงพอ... ทุกอย่างที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ”

เอลาริสกะพริบตาถี่ ราวกับพยายามจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงสำนึก คำพูดของลิรินดังก้องอยู่ในหัวเธอ ‘ไม่ต่างจากสิ่งที่ราชินีเซราฟีน่าเคยเผชิญ’ ประโยคนั้นไม่เพียงแต่คลี่คลายความรู้สึกสับสนของเธอได้เพียงเล็กน้อย ​แต่ยังจุดประกายคำถามมากมายที่ไม่เคยผุดขึ้นมาก่อน

“ท่าน... หมายความว่าอย่างไรคะลิริน?” เอลาริสถามเสียงแผ่ว ความหงุดหงิดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเธอ “ราชินีเซราฟีน่า... ทรงเคยเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ด้วยหรือ?”

ลิรินกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับประเมินว่ามีใครอื่นได้ยินบทสนทนานี้หรือไม่ ‍แม้จะรู้ดีว่าพวกเขาอยู่ลึกเข้ามาในป่าเวทมนตร์แห่งนี้แล้ว และมีเพียงเงาของต้นไม้สูงใหญ่ที่เป็นพยาน แต่ก็ยังอดระมัดระวังไม่ได้ เธอผายมือเชิญเอลาริสให้นั่งลงบนโขดหินเตี้ยๆ ใกล้ลำธารเล็กๆ ที่ไหลรินผ่าน “นั่งลงก่อนเอลาริส มีหลายเรื่องที่เจ้าสมควรได้รู้ ‌และข้าเองก็หวังว่ามันจะช่วยให้เจ้าเข้าใจเส้นทางของตนเองได้ดียิ่งขึ้น”

เอลาริสนั่งลงอย่างว่าง่าย หัวใจเต้นรัวด้วยความคาดหวัง ไม่ใช่ความคาดหวังในเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นความคาดหวังที่จะได้รู้จัก ‘เซราฟีน่า’ ผู้เป็นบรรพบุรุษของเธอ ที่เป็นมากกว่าแค่ชื่อในตำนาน แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเผชิญหน้ากับความรู้สึกสับสนและโดดเดี่ยวเช่นเดียวกับเธอ

“ราชินีเซราฟีน่า…” ‍ลิรินเริ่มต้น น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความเคารพและคิดถึง “ทรงเป็นราชินีผู้ปกครองอาณาจักรแห่งแสง ในยุคที่มนุษย์และเผ่าพันธุ์อื่นยังคงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน แต่ความกลมกลืนนั้นก็เปราะบางดุจใยแมงมุม เมื่อความมืดมิดจากมาลากอร์เริ่มคืบคลานเข้าปกคลุม อาณาจักรต่างๆ ก็เริ่มแตกแยก ​และความหวาดระแวงก็แผ่ขยายไปทั่ว เซราฟีน่าทรงถูกเลือกให้เป็นผู้พิทักษ์แห่งคทาสุริยันจันทรา ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ต่างจากเจ้าในตอนนี้”

เอลาริสเงยหน้าขึ้นมองลิริน ดวงตาเบิกกว้าง “ทรงถูกเลือกตั้งแต่ยังเด็กหรือคะ?”

“ใช่” ลิรินพยักหน้า “เธอไม่ได้เกิดมาพร้อมพลังที่สมบูรณ์ ​เธอต้องฝึกฝนอย่างหนัก ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด ต้องเผชิญหน้ากับความสงสัยของคนรอบข้าง และที่สำคัญที่สุด เธอต้องต่อสู้กับความรู้สึกไม่มั่นคงในใจตัวเอง”

ลิรินหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังเรียบเรียงความคิด หรืออาจจะย้อนรำลึกถึงภาพในอดีตที่เธอเองก็ไม่ได้เป็นพยานโดยตรง แต่ผ่านเรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ​“ยุคของเซราฟีน่านั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง การรุกรานของปีศาจมาลากอร์ไม่ได้เป็นแค่การต่อสู้ทางกายภาพ แต่เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของผู้คน บ่อนทำลายศรัทธา และปลูกฝังความกลัวจนสุดหยั่งถึง เซราฟีน่าทรงต้องแบกรับภาระหนักอึ้งของการเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังเพียงลำพัง ในขณะที่ภายในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ‘ฉันจะทำได้หรือ?’ ‘ฉันแข็งแกร่งพอไหม?’ ‘ฉันจะปกป้องทุกคนได้จริงหรือ?’”

คำพูดของลิรินสะท้อนอยู่ในใจเอลาริสดุจกระจกเงา ทุกคำถามที่ราชินีเซราฟีน่าเคยตั้งขึ้น ล้วนเป็นคำถามที่เอลาริสถามตัวเองซ้ำๆ ในทุกวัน ทุกคืน เธอรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมมาบีบหัวใจ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เคยกัดกินในใจพลันคลายลงไปเล็กน้อย ราวกับมีใครบางคนเคยเข้าใจความรู้สึกของเธอมาก่อนเมื่อหลายร้อยปีก่อน

“แล้ว... ท่านเซราฟีน่าทรงผ่านมันมาได้อย่างไรคะ?” เอลาริสถามเสียงสั่น ความอยากรู้ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องเล่าในอดีต แต่เป็นเพราะเธอต้องการคำตอบสำหรับอนาคตของตัวเธอเอง

ลิรินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตา “นั่นเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งเอลาริส เซราฟีน่าทรงเรียนรู้ว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่มาจากความกล้าหาญที่จะยอมรับความอ่อนแอของตนเอง เธอเรียนรู้ที่จะพึ่งพาสหายที่ร่วมเดินทาง เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในมิตรภาพ และที่สำคัญที่สุด เธอเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกับพลังแห่งคทาสุริยันจันทราในระดับที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้มันเป็นอาวุธ”

“เชื่อมโยงในระดับที่ลึกซึ้งกว่า...” เอลาริสพึมพำ เธอเคยรู้สึกถึงพลังที่คทาส่งผ่านมา แต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘การเชื่อมโยง’ ที่ลิรินพูดถึงนั้นหมายความว่าอย่างไร

“ใช่แล้ว” ลิรินพยักหน้า “คทาสุริยันจันทราไม่ใช่แค่สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ มันคือหัวใจของอาณาจักร เป็นศูนย์รวมของพลังแห่งชีวิต แสงสว่าง และความมืดมิดที่สมดุลกัน หากผู้ถือครองเพียงแค่ใช้มันเป็นเครื่องมือ มันก็จะแสดงพลังออกมาได้เพียงเศษเสี้ยว แต่หากผู้ถือครองสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน ปล่อยให้พลังของมันไหลเวียนผ่านกายและวิญญาณ... นั่นแหละคือจุดที่เวทมนตร์ที่แท้จริงจะบังเกิด”

ลิรินจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเอลาริสอย่างจริงจัง “เซราฟีน่าทรงค้นพบสิ่งนี้ในห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของเธอ เมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะพังทลาย เมื่อสหายของเธอต้องล้มตายไปต่อหน้าต่อตา เธอเกือบจะยอมแพ้ แต่แล้ว... ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบจากคทา เสียงที่บอกเธอว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอคือส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเธอเอง และพลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะผู้อื่น แต่อยู่ที่การเอาชนะความกลัวในใจตนเอง”

เอลาริสหลับตาลง ภาพของราชินีเซราฟีน่าที่ลิรินเล่ามาปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ เธอเห็นราชินีสาวผู้โดดเดี่ยว แบกรับภาระที่หนักอึ้ง แต่ก็ยังคงยืนหยัดด้วยความกล้าหาญ หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผสมผสาน ทั้งความเศร้า ความหวัง และแรงบันดาลใจ

“เซราฟีน่าทรงสอนบทเรียนสำคัญแก่พวกเราทุกคน” ลิรินกล่าวต่อ “ว่าแม้เส้นทางจะมืดมิดเพียงใด แสงสว่างก็จะยังคงอยู่เสมอ ขอเพียงเราไม่หยุดที่จะมองหาและเชื่อมั่นในตัวเอง”

เอลาริสลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอฉายแววความมุ่งมั่นที่ชัดเจนขึ้น “ข้า... ข้าจะพยายามค่ะลิริน ข้าจะพยายามเชื่อมโยงกับคทาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

“ข้ารู้ว่าเจ้าจะทำได้” ลิรินยิ้ม พลางเอื้อมมือมาลูบผมของเอลาริสเบาๆ “แต่ก่อนอื่น มีบางสิ่งที่เจ้าต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพลังของคทาที่ไม่ใช่แค่การโจมตีหรือป้องกัน”

“อะไรหรือคะ?” เอลาริสถามอย่างกระตือรือร้น

“คทาสุริยันจันทราเป็นมากกว่าอาวุธ” ลิรินตอบเสียงค่อยลง “มันยังเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลของโลกนี้ ไม่ใช่แค่การผนึกมาลากอร์ แต่ยังรวมถึงการรักษาชีวิตและความเป็นอยู่ของธรรมชาติและสรรพสิ่งด้วย เซราฟีน่าทรงใช้พลังของคทาเพื่อเยียวยาผืนดินที่ตายแล้ง รักษาบาดแผลของวิญญาณที่บอบช้ำ และฟื้นคืนความหวังให้กับผู้คน”

เอลาริสรู้สึกประหลาดใจกับข้อมูลใหม่นี้ เธอเคยคิดว่าคทาเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ แต่ลิรินกำลังบอกว่ามันมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก พลังในการเยียวยา... ความคิดนี้จุดประกายความหวังใหม่ในใจเธอ

“แต่การใช้พลังเหล่านั้นก็มีราคาที่ต้องจ่าย” ลิรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “พลังของคทาเป็นพลังอันมหาศาล ยิ่งดึงออกมาใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อผู้ใช้มากเท่านั้น ราชินีเซราฟีน่าทรงใช้พลังในการเยียวยาจนกระทั่งพระวรกายของเธอเองก็เริ่มอ่อนแอลง”

คำพูดนี้ทำให้เอลาริสรู้สึกหนาวเยือก แม้จะรู้สึกทึ่งกับความเสียสละของเซราฟีน่า แต่เธอก็อดกังวลไม่ได้ เธอเองก็เคยรู้สึกถึงความอ่อนล้าหลังจากการใช้พลังเวท เธอจะรับมือกับมันได้หรือไม่?

“ไม่ต้องกังวลไป” ลิรินอ่านใจเอลาริสออก “เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างที่เซราฟีน่าเคยเป็น เจ้ามีสหาย มีผู้คนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเจ้า และที่สำคัญที่สุด เจ้ามีเวลาที่จะเรียนรู้”

ลิรินลุกขึ้นยืน พลางมองไปยังทิศทางหนึ่งในป่าที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกจางๆ “แต่เวลาที่เรามีนั้นก็กำลังจะหมดลงทุกที สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามา และเรายังมีสิ่งที่ต้องค้นหาอีกมาก”

“เราจะไปที่ไหนกันต่อคะ?” เอลาริสถาม พลางลุกขึ้นตามลิริน

“เราจะมุ่งหน้าไปยังวิหารแห่งแสงที่สาบสูญ” ลิรินตอบ “สถานที่ที่เซราฟีน่าทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนและค้นพบแก่นแท้ของคทา ที่นั่นอาจมีคำตอบสำหรับคำถามมากมายที่เจ้ายังคงมีอยู่ในใจ”

เอลาริสพยักหน้า เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แล้วหลังจากได้ฟังเรื่องราวของบรรพบุรุษของเธอ

พวกเขาออกเดินทางต่อ ลิรินนำทางผ่านป่าลึกที่ทึบขึ้นเรื่อยๆ แสงแดดส่องลอดลงมาได้น้อยลงเรื่อยๆ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง มีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างออกไป ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เดินอยู่ในป่าธรรมดาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนที่กาลเวลาหยุดนิ่ง

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ต้นไม้เริ่มแปรสภาพไปอย่างเห็นได้ชัด ลำต้นใหญ่บิดเกลียวราวกับถูกพลังงานบางอย่างกัดกิน กิ่งก้านแห้งเหี่ยวไร้ใบ หินที่พื้นมีตะไคร่เกาะหนา และเหนือสิ่งอื่นใด มีพลังงานเวทมนตร์ที่รุนแรงและมืดมิดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้เอลาริสรู้สึกขนลุกซู่

“เกิดอะไรขึ้นคะลิริน? ที่นี่ดู... ไม่เหมือนเดิมเลย” เอลาริสถาม เสียงของเธอเบาหวิว

ลิรินหรี่ตาลง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “นี่คือมิติที่คั่นกลางระหว่างโลกของเรากับมิติของมาลากอร์” เธอพูดเสียงเครียด “เมื่อใดที่พลังของมาลากอร์แข็งแกร่งขึ้น มิติเหล่านี้ก็จะเริ่มบิดเบี้ยวและซ้อนทับกันมากขึ้นเรื่อยๆ”

ทันใดนั้น ลิรินก็หยุดชะงัก เธอเอื้อมมือมาดึงเอลาริสให้หยุดตาม และกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “เราไม่ได้อยู่คนเดียวที่นี่”

เอลาริสจับคทาแน่น หัวใจเต้นรัวระรัว เธอพยายามเพ่งมองผ่านม่านหมอกจางๆ และเงาของต้นไม้ที่บิดเบี้ยว แต่ก็มองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“ข้า... ข้าไม่เห็นอะไรเลยค่ะ”

“มันไม่ได้อยู่ตรงหน้าเรา” ลิรินกระซิบ “แต่เป็นบางอย่างที่กำลังเดินทางมาจากที่ไกลออกไป พลังของมันไม่ใช่ปีศาจ แต่ก็ไม่ใช่พลังของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตในโลกนี้”

ทันใดนั้น ผืนดินก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนเสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เสียงกิ่งไม้หักดังครืนๆ มาจากทิศทางที่ลิรินจ้องมอง พร้อมกับเงาร่างขนาดใหญ่ที่เริ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอก พลังงานที่มืดมิดและแปลกประหลาดพลันแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเอลาริสรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเย็นยะเยือก

“นั่นมันอะไรคะลิริน?” เอลาริสถามเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อด้วยความกลัวที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ลิรินไม่ตอบ เธอจ้องมองไปยังเงาร่างนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่สุดเท่าที่เอลาริสเคยเห็นมา ก่อนที่เสียงกัมปนาทจะดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของบางสิ่งจากเงามืด สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายสัตว์ขนาดมหึมา ผิวหนังเป็นเกล็ดสีเข้มแวววาว ดวงตาเรืองแสงสีแดงฉาน มีปีกขนาดใหญ่ที่ฉีกขาดและกรงเล็บคมกริบ มันไม่ใช่ปีศาจที่เธอเคยเจอ ไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่มังกร แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่มาจาก... ที่ไหนสักแห่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเธอ

“สิ่งนั้น...” ลิรินพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความตกใจอย่างแท้จริง “มันไม่ควรจะอยู่ที่นี่... มันคือผู้เฝ้าระวังแห่งห้วงมิติ... และมันกำลังถูกควบคุม!”

ดวงตาสีแดงฉานของสิ่งมีชีวิตมหึมาจ้องตรงมายังเอลาริสอย่างไม่ผิดพลาด พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมันไม่ใช่แค่ความน่ากลัว แต่ยังมีความรู้สึกของการถูกครอบงำ... และมันกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!