คทาสุริยัน

ตอนที่ 23 — แสงเร้นในเงามืดแห่งวิหารวารี

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,458 คำ

สายลมเย็นยะเยือกพัดหวีดหวิวลอดช่องหน้าต่างหินอ่อนเก่าแก่ พาเอาละอองน้ำจากทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ให้ปลิวลอยเข้ามาปะทะผิวกาย เอลาริสยืนอยู่กลางโถงกว้างของวิหารวารี ซึ่งบัดนี้กลายเป็นสถานที่ฝึกฝนพลังเวทมนตร์ของเธอและพรรคพวก กึ่งกลางของโถงมีบ่อบำบัดขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงจากจันทราจำลองบนเพดานอย่างเรืองรอง แสงเงินยวงนั้นทอประกายระยิบระยับบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ดุจผืนผ้าไหมที่ถักทอจากดวงดาวและรัศมีแห่งความลึกลับ

นับตั้งแต่การเดินทางอันยาวนานและเหตุการณ์พลิกผัน ณ ‌ชายแดนแห่งผืนป่าทมิฬที่เกือบจะพรากชีวิตของเธอกับสหายไป เอลาริสก็ตระหนักดีว่าพลังที่เธอครอบครองนั้นหาใช่เรื่องเล่นอีกต่อไป มันคือภาระอันหนักอึ้งที่มาพร้อมกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านอาจารย์เซียร์ซึ่งเป็นผู้คุ้มกฎของวิหารวารี และหนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนจากยุคสมัยแห่งเวทมนตร์รุ่งเรือง ได้รับหน้าที่เป็นผู้ชี้นำและฝึกฝนเอลาริสอย่างเข้มงวด ท่านอาจารย์มีเรือนร่างผอมสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ​แต่ดวงตาของท่านยังคงเปล่งประกายคมกล้าดุจเหยี่ยวราตรี

“จงทำใจให้สงบ เอลาริส” เสียงทุ้มนุ่มลึกของอาจารย์เซียร์ก้องกังวานในความเงียบ “จงหลอมรวมจิตวิญญาณของเจ้าเข้ากับมวลสารรอบกาย ดุจธาราที่หลอมรวมกับผืนดิน พฤกษาที่โอบกอดแสงตะวัน”

เอลาริสหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิให้แน่วแน่ ‍ห้วงความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับภาพของราชาปีศาจมาลากอร์ ใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยโทสะและดวงตาที่ลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความมืดมิด ภาพเหล่านั้นคอยรบกวนจิตใจเธออยู่เสมอ สร้างความหวาดกลัวและกดดันให้เธอต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้โดยเร็วที่สุด

“จงอย่าให้ความหวาดกลัวบดบังแสงแห่งจิตวิญญาณของเจ้า” อาจารย์เซียร์กล่าวราวกับอ่านใจเธอออก “ความกลัวคือเงามืดที่คอยกัดกินพลัง หากเจ้าไม่สามารถควบคุมมันได้ มันก็จะกลืนกินเจ้าในที่สุด”

เอลาริสพยักหน้าเล็กน้อย ‌พยายามสลัดภาพหลอนเหล่านั้นออกไปจากความคิด เธอเริ่มรู้สึกถึงพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจดุจสายน้ำเชี่ยวที่ถูกกักเก็บไว้ภายใน เธอค่อยๆ ยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือเปล่งแสงสีเงินจางๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังจันทราที่เพิ่งตื่นขึ้นภายในตัวเธอ

แต่การควบคุมมันให้คงที่นั้นยากเย็นนัก พลังมักจะแปรปรวนไปตามอารมณ์ของเธอ ‍หากจิตใจว้าวุ่น แสงนั้นก็จะริบหรี่และจางหายไป หากจิตใจสงบและมั่นคง แสงก็จะสว่างไสวและมั่นคง

“จงนึกถึงคทาสุริยันจันทรา” อาจารย์เซียร์แนะนำ “คทาไม่ใช่เพียงอาวุธ แต่มันคือส่วนหนึ่งของเจ้า เป็นสะพานเชื่อมพลังแห่งสุริยันและจันทราเข้าด้วยกัน”

เอลาริสหลับตาอีกครั้ง ​พยายามนึกถึงภาพของคทาในมือ ความรู้สึกอบอุ่นและเย็นยะเยือกที่ไหลเวียนพร้อมกันเมื่อเธอสัมผัสคทา พลังแห่งสุริยันที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและความร้อนแรง และพลังแห่งจันทราที่สงบนิ่งและลึกลับ เธอพยายามผสานพลังทั้งสองเข้าด้วยกันภายในจิตใจ ทว่ามันยังคงเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังเข้ามาในโถง ​พลันปรากฏร่างของเคลวินและลิโอเนล เคลวินในชุดเกราะที่เขาได้รับจากนักรบแห่งป่าทมิฬดูสง่างามและแข็งแกร่งขึ้น ดวงตาของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและปกป้อง ส่วนลิโอเนลในชุดหนังสีเข้มดูคล่องแคล่วและปราดเปรียว ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มกวนๆ แต่นัยน์ตาฉายแววจริงจังกว่าที่เคย

“ถึงเวลาพักแล้วท่านอาจารย์” เคลวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เอลาริสเองก็คงเหนื่อยแล้ว”

เอลาริสลืมตาขึ้นเล็กน้อย ​เผยรอยยิ้มบางๆ ให้กับสหายทั้งสอง การปรากฏตัวของพวกเขาเปรียบดั่งแสงสว่างที่ช่วยคลายความตึงเครียดในใจเธอได้บ้าง

“ยังไม่ถึงเวลาพักหรอกเคลวิน” อาจารย์เซียร์ตอบ “พลังเวทไม่ใช่พลังกายที่ฝึกฝนแล้วจะหมดไปง่ายๆ หากไม่สามารถควบคุมจิตใจให้คงที่ได้ ก็จะไม่มีทางควบคุมพลังเวทได้เลย”

เคลวินพยักหน้าเข้าใจ เขาหันไปมองเอลาริสด้วยสายตาห่วงใย ก่อนจะเดินไปยืนข้างๆ เธออย่างเงียบๆ ราวกับจะส่งกำลังใจให้ ลิโอเนลเองก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แต่เลือกที่จะพิงเสาหินอ่อนห่างออกไปเล็กน้อย เขากำลังลับมีดสั้นคู่ใจด้วยความเชี่ยวชาญ ดวงตาจับจ้องไปที่คมมีดที่สะท้อนแสงไฟ

“เอาล่ะเอลาริส” อาจารย์เซียร์กล่าวต่อ “วันนี้เราจะลองผสานพลังจันทราของเจ้าเข้ากับธาตุน้ำของวิหารวารีแห่งนี้ จงจินตนาการว่าพลังของเจ้าคือสายน้ำที่ไหลรวมกับธาราในบ่อบำบัดนี้ จงควบคุมมัน จงทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า”

เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่คิดถึงมาลากอร์ เธอคิดถึงเพียงสายน้ำที่ไหลริน ความอ่อนโยนแต่แข็งแกร่งของมัน ความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่รองรับ ความเย็นที่ซึมซาบเข้าสู่จิตใจ เธอค่อยๆ ยื่นมือออกไปเหนือผิวน้ำในบ่อบำบัด แสงสีเงินจากฝ่ามือของเธอค่อยๆ แผ่ขยายออกไปสัมผัสกับผิวน้ำ

ทันใดนั้น ผิวน้ำที่เคยนิ่งสงบก็เริ่มเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ คลื่นนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น จนกระทั่งผิวน้ำเริ่มหมุนวนเป็นวงกลมช้าๆ ก่อนจะก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็กที่พุ่งขึ้นจากผิวน้ำ เกลียวคลื่นนั้นเต้นระริกราวกับมีชีวิต เปล่งแสงสีเงินยวงที่สอดประสานกับแสงจากฝ่ามือของเอลาริส

“ดีมากเอลาริส” อาจารย์เซียร์กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “จงควบคุมมัน จงทำให้มันเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนา”

เอลาริสใช้สมาธิอย่างเต็มที่ เธอพยายามนึกภาพว่าเกลียวคลื่นนั้นคือส่วนหนึ่งของเธอเอง เป็นแขนขาที่สามที่เธอสามารถควบคุมได้ตามใจปรารถนา เกลียวคลื่นนั้นค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างเป็นวงแหวนน้ำขนาดเล็กที่หมุนวนรอบตัวเธอ ก่อนจะพุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วกลับลงมาในบ่อบำบัดอย่างนุ่มนวล

“น่าทึ่ง!” ลิโอเนลพึมพำ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “ข้าไม่เคยเห็นใครควบคุมธาตุน้ำได้ละเอียดอ่อนขนาดนี้มาก่อน”

เคลวินเองก็พยักหน้าเห็นด้วย เขามองเอลาริสด้วยความภาคภูมิใจและเป็นห่วง เธอเติบโตขึ้นมาก ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่เป็นพลังและความมุ่งมั่นภายในจิตใจด้วย

“พลังแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรานั้นพิเศษกว่าพลังเวทใดๆ เอลาริส” อาจารย์เซียร์กล่าว “มันคือพลังที่หลับใหลมาเนิ่นนาน รอคอยการตื่นขึ้นของทายาทที่แท้จริง”

เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าที่เริ่มเข้ามาเกาะกุม เธอหายใจหอบเล็กน้อย แต่ในใจกลับเปี่ยมด้วยความสุขและความหวัง เธอทำได้แล้ว เธอควบคุมพลังได้แล้ว แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก็ตาม

“จงจดจำความรู้สึกนี้ไว้ เอลาริส” อาจารย์เซียร์กล่าว “ความรู้สึกที่เจ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลัง ความรู้สึกที่เจ้าเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่ผู้ถูกควบคุม นั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริง”

หลังจากการฝึกฝนอันยาวนาน เอลาริสก็ทรุดตัวลงนั่งพักด้วยความอ่อนล้า เคลวินรีบเข้ามาพยุงเธอและส่งน้ำให้ดื่ม ลิโอเนลเองก็เดินเข้ามานั่งใกล้ๆ ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“เจ้าดูซีดมากนะเอลาริส” ลิโอเนลเอ่ย “พักผ่อนบ้างเถอะ”

“ข้ายังพักไม่ได้หรอกลิโอเนล” เอลาริสตอบ พยายามยิ้มให้สหาย “เวลาของเรามีจำกัด สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที”

อาจารย์เซียร์เดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เอลาริส ดวงตาของท่านทอดมองไปยังบ่อบำบัดที่สงบนิ่งอีกครั้ง

“ใช่แล้ว เวลาของเรามีจำกัด” อาจารย์เซียร์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เร่งรัดเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี การฝึกฝนพลังต้องควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และปริศนาที่รอการไขกระจ่าง”

“ปริศนาอะไรหรือคะท่านอาจารย์” เอลาริสถามด้วยความสงสัย

“ปริศนาแห่งคทาสุริยันจันทรา และกำเนิดของมาลากอร์” อาจารย์เซียร์ตอบ ดวงตาของท่านฉายแววลึกล้ำ “มาลากอร์ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นราชาปีศาจ เขาก็เหมือนกับเจ้า เป็นผู้มีพลังเวท แต่พลังของเขาถูกบิดเบือน ถูกครอบงำด้วยความมืดมิด”

คำพูดของอาจารย์เซียร์สร้างความประหลาดใจให้กับเอลาริสและสหายอย่างมาก พวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวเบื้องลึกเกี่ยวกับราชาปีศาจมาก่อน

“หมายความว่ามาลากอร์ไม่ได้เป็นปีศาจมาตั้งแต่ต้นหรือครับ” เคลวินถาม

“ถูกต้อง” อาจารย์เซียร์พยักหน้า “นานมาแล้ว ก่อนที่ยุคแห่งเวทมนตร์จะเลือนหายไป มีผู้มีพลังเวทผู้หนึ่งนามว่า ‘อารีส’ เขาเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานและพลังอันมหาศาล เขาปรารถนาที่จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง แต่พลังของเขากลับถูกความริษยาและโลภโมโทสันเข้าครอบงำ”

“แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับมาลากอร์หรือครับ” ลิโอเนลถาม

“อารีสคือมาลากอร์” อาจารย์เซียร์ตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่คำตอบนั้นกลับหนักอึ้งดุจหินผา “เมื่อความมืดมิดกลืนกินจิตวิญญาณของเขาจนสมบูรณ์ ร่างกายของเขาก็แปดเปื้อน พลังของเขาก็บิดเบี้ยว และเขาก็ได้กลายเป็นราชาปีศาจมาลากอร์ ผู้ที่หมายจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง”

เอลาริสรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าราชาปีศาจจะมีที่มาเช่นนี้ เขาก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้มีพลังเวทเหมือนเธอ แต่กลับเลือกเส้นทางแห่งความมืดมิด

“แล้วคทาสุริยันจันทราล่ะคะท่านอาจารย์ มันเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้” เอลาริสถาม

“คทาสุริยันจันทราคือสิ่งเดียวที่สามารถผนึกพลังของมาลากอร์ได้” อาจารย์เซียร์อธิบาย “มันถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของเจ้า ผู้ที่ต่อสู้กับอารีสในอดีต พวกเขารู้ดีว่าพลังของอารีสนั้นยากจะทำลาย จึงเลือกที่จะผนึกมันไว้แทน”

“แล้วทำไมถึงไม่มีใครใช้คทาผนึกมาลากอร์ได้ในตอนนี้ล่ะครับ” เคลวินถาม

“เพราะพลังของคทาต้องการทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของราชวงศ์สุริยันจันทราเท่านั้นที่จะสามารถปลุกพลังที่แท้จริงของมันได้” อาจารย์เซียร์กล่าวพร้อมกับจ้องมองไปที่เอลาริส “และทายาทผู้นั้นก็คือเจ้า เอลาริส”

คำพูดของอาจารย์เซียร์ทำให้เอลาริสรู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งมากขึ้นไปอีก เธอคือความหวังสุดท้ายของโลกใบนี้ แต่เธอยังเป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งค้นพบพลังของตัวเอง

“แต่ท่านอาจารย์คะ” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ายังไม่แน่ใจว่าข้าจะทำได้”

“เจ้าทำได้แน่ เอลาริส” อาจารย์เซียร์ยื่นมือมาวางบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน “เจ้ามีเลือดของราชวงศ์โบราณไหลเวียนอยู่ในกาย และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ นั่นคือสิ่งที่มาลากอร์ไม่มี และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เจ้าแตกต่างจากเขา”

“แล้วเราจะเรียนรู้เรื่องราวของอารีสได้จากที่ไหนครับ” ลิโอเนลถาม “เผื่อว่าเราจะเจอจุดอ่อนของเขา”

“ในห้องสมุดลับของวิหารวารีแห่งนี้” อาจารย์เซียร์ตอบ “แต่ตำราโบราณเหล่านั้นถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์โบราณ มีเพียงทายาทสายเลือดแห่งสุริยันจันทราเท่านั้นที่จะสามารถปลดผนึกและอ่านมันได้”

เอลาริสรู้สึกตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ เธออาจจะค้นพบความจริงที่ซ่อนเร้นอีกมากมายในห้องสมุดลับแห่งนั้น ความจริงที่จะช่วยให้เธอเข้าใจมาลากอร์และวิธีที่จะเอาชนะเขาได้

“พรุ่งนี้ เราจะเข้าไปในห้องสมุดลับ” อาจารย์เซียร์กล่าว “แต่ก่อนอื่น เจ้าทั้งสามควรพักผ่อนให้เต็มที่ การเดินทางที่ผ่านมาและเหตุการณ์ที่เผชิญหน้ามามากมายคงทำให้พวกเจ้าเหนื่อยล้าไม่น้อย”

เคลวินและลิโอเนลพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการเดินทางและการต่อสู้ที่ผ่านมา

“ขอบคุณค่ะท่านอาจารย์” เอลาริสกล่าวด้วยความเคารพ

คืนนั้น เอลาริสนอนไม่หลับ เธอคิดถึงเรื่องราวของอารีสที่กลายเป็นมาลากอร์ มันทำให้เธอตระหนักว่าพลังเวทนั้นเป็นดาบสองคม หากใช้ในทางที่ผิด หรือถูกครอบงำด้วยอารมณ์ด้านลบ ก็อาจนำมาซึ่งหายนะได้ เธอจ้องมองไปยังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ราวกับจะขอคำตอบจากดวงจันทรา

เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่พลังกาย แต่เป็นพลังใจด้วย เธอต้องไม่เดินตามรอยเท้าของอารีส เธอต้องปกป้องโลกใบนี้ให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

ในความมืดมิดของราตรี ดวงตาของมาลากอร์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในหอคอยทมิฬอันห่างไกลก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความชั่วร้าย เขาสัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังจันทราอันบริสุทธิ์ มันเป็นพลังที่เขาคุ้นเคยดี และเป็นพลังที่เขาเกลียดชังที่สุด

“ในที่สุดทายาทแห่งสุริยันจันทราก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วสินะ” เสียงแหบพร่าของมาลากอร์กระซิบในความมืด “แต่เจ้าไม่มีทางขัดขวางข้าได้หรอก เจ้าเด็กน้อย สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังจะมาถึงแล้ว และเมื่อถึงวันนั้น โลกทั้งใบก็จะตกเป็นของข้า”

เสียงหัวเราะอันน่าขนลุกของมาลากอร์ก้องกังวานไปทั่วหอคอยทมิฬ ราวกับจะประกาศชัยชนะที่ใกล้จะมาถึง แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าเอลาริสได้เริ่มเดินทางบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้และการค้นพบความจริงแล้ว และความจริงเหล่านั้น อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การยุติความมืดมิดที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!