การเดินทางสู่ "วิหารแห่งแสงที่สาบสูญ" ดูเหมือนจะยาวนานกว่าที่คาดคิดไว้มากนัก แผนที่โบราณที่ลูน่าถอดรหัสจากจารึกในถ้ำแห่งเสียงกระซิบ ชี้ทางให้พวกเขาต้องข้ามผ่าน "ทะเลทรายแห่งเสียงเพรียก" อันกว้างใหญ่ไพศาล และ "เทือกเขาแห่งเงา" อันสลับซับซ้อนที่เต็มไปด้วยปริศนา
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาบนผืนทรายสีทองอร่ามราวกับอัญมณีที่ถูกโรยทั่วพื้น ทะเลทรายแห่งเสียงเพรียกนั้นงดงาม แต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายที่มองไม่เห็น ลมพายุทรายพัดโหมกระหน่ำเป็นระยะๆ สร้างเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณที่หลงทาง
"ระวังตัวให้ดีนะทุกคน" ลูน่าเตือนขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในทะเลทราย "ทะเลทรายแห่งนี้มีพลังงานเวทมนตร์โบราณที่สามารถสร้างภาพลวงตาและเสียงหลอนได้ง่ายๆ หากใครจิตใจไม่มั่นคงพอ อาจจะหลงทางไปตลอดกาล"
เอลาริสกำผลึกแห่งปฐพีในมือแน่น มันยังคงเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ และให้ความรู้สึกอบอุ่นคล้ายกำลังใจที่สถิตอยู่ข้างกาย พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในตัวนางช่วยให้นางรับรู้ถึงความผิดปกติของสิ่งรอบข้างได้ดีขึ้น
"ข้าจะนำทางเอง" เรเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แม้แต่ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เขาก็ยังคงความองอาจและสุขุมเสมอ
ไคเดินอยู่ข้างเอลาริส คอยสังเกตการณ์รอบด้านอย่างไม่ลดละ "ข้าไม่ชอบสถานที่แบบนี้เลยจริงๆ ไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม"
ไม่นานนัก ภาพลวงตาก็เริ่มปรากฏขึ้น ต้นไม้โอเอซิสเขียวขจีที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เมื่อเดินเข้าไปกลับพบว่าเป็นเพียงภาพลวงตาที่จางหายไปในพริบตา เสียงน้ำไหลรินที่ชวนให้กระหาย เสียงเรียกชื่อของคนที่รักที่ดังแว่วมาในสายลม ทุกสิ่งล้วนเป็นมายาที่พยายามจะหลอกล่อให้จิตใจอ่อนแอ
เอลาริสพยายามใช้พลังเวทของนางเพื่อแยกแยะความจริงออกจากภาพลวงตา ผลึกแห่งปฐพีในมือของนางส่องแสงสว่างขึ้นเมื่อนางใช้สมาธิ มันช่วยให้นางมองเห็นเส้นทางที่แท้จริงท่ามกลางความสับสน
"ทางนี้!" เอลาริสชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางที่ผลึกแห่งปฐชีส่องแสงนำทาง
เรเวนพยักหน้าเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเอลาริส ลูน่าเองก็ก้มลงดูแผนที่เพื่อยืนยัน ไคเดินตามไปอย่างระแวดระวัง
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พายุทรายลูกใหญ่พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว ทัศนวิสัยถูกบดบังจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเม็ดทรายที่ปลิวว่อน
"จับมือกันไว้!" เรเวนตะโกนเสียงดัง "อย่าให้ใครพลัดหลง!"
เอลาริสจับมือของไคแน่น ส่วนอีกมือหนึ่งจับมือของลูน่าไว้ ลูน่าเองก็เอื้อมมือไปจับเรเวน สี่คนจับมือกันเป็นวงกลม พยายามยืนหยัดต้านทานแรงลมของพายุทราย
"มันไม่ใช่แค่พายุธรรมดา!" ลูน่าตะโกนท่ามกลางเสียงลม "มันมีพลังเวทที่พยายามจะแยกเราออกจากกัน!"
เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะฉุดกระชากนางออกจากเพื่อนๆ ความคิดที่ว่านางอาจจะต้องเผชิญหน้ากับทะเลทรายอันกว้างใหญ่เพียงลำพังเริ่มเข้าครอบงำจิตใจ ความกลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
"ไม่!" เอลาริสตะโกนสุดเสียง "ข้าจะไม่ยอมให้พวกเราแยกจากกัน!"
แสงสีทองจากผลึกแห่งปฐพีในมือของเอลาริสพลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง พลังเวทแห่งการปกป้องแผ่ขยายออกไปจากตัวนาง ห่อหุ้มพวกเขาทั้งสี่ไว้ราวกับเกราะป้องกันที่มองไม่เห็น
พายุทรายยังคงโหมกระหน่ำ แต่พลังของเอลาริสก็แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานมันไว้ได้ แรงดึงดูดที่พยายามจะแยกพวกเขาออกจากกันเริ่มอ่อนกำลังลง
ลูน่ามองเอลาริสด้วยความชื่นชม "พลังของเจ้าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจริงๆ เอลาริส"
ในขณะที่พายุทรายค่อยๆ สงบลง พวกเขาก็พบว่าตัวเองมาหยุดอยู่ที่หน้าผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทะเลทราย และเป็นปากทางเข้าสู่ "เทือกเขาแห่งเงา"
"ดูเหมือนพลังของเจ้าจะช่วยนำทางเรามาถึงที่นี่พอดีเลยนะ" ไคกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ข้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างดึงดูดให้ข้ามาที่นี่" เอลาริสกล่าว พลางมองไปยังเทือกเขาเบื้องหน้า เทือกเขาแห่งเงาปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ทำให้มองเห็นแต่เงาตะคุ่มของยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า
พวกเขาเดินเข้าไปในเทือกเขาแห่งเงา บรรยากาศภายในเทือกเขานั้นแตกต่างจากทะเลทรายอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนแสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง พื้นดินปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวชอุ่ม และอากาศเย็นยะเยือก
"เทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยปริศนาและสัตว์วิเศษที่ดุร้าย" ลูน่าเตือน "เราต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว"
ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับ ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยขนสีดำสนิท มีดวงตาสีแดงฉานที่ส่องประกายในความมืด มันคือ "เงาพเนจร" สัตว์วิเศษที่สามารถหายตัวไปในเงามืดและโจมตีได้อย่างรวดเร็ว
"พวกมันโจมตีจากเงามืด ระวังตัว!" เรเวนชักดาบออกมารับการโจมตีจากเงาพเนจรที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
ไคใช้มีดสั้นคู่ใจปัดป้องการโจมตีของเงาพเนจรอย่างคล่องแคล่ว เอลาริสและลูน่าร่ายเวทเพื่อสร้างเกราะป้องกันและโจมตีกลับ
"พลังของพวกมันอ่อนแอลงเมื่อโดนแสง!" เอลาริสสังเกตเห็น นางยกผลึกแห่งปฐพีขึ้น แสงสีทองจากผลึกส่องสว่างออกไปขับไล่เงามืด ทำให้เงาพเนจรที่ซ่อนตัวอยู่ปรากฏร่างออกมา
เรเวนและไคไม่รอช้า พุ่งเข้าโจมตีเงาพเนจรที่ปรากฏตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือกัน พวกเขาก็สามารถเอาชนะเงาพเนจรไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเทือกเขาแห่งเงา พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์วิเศษหลากหลายชนิด และกับดักเวทมนตร์โบราณที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเส้นทาง
ในระหว่างที่กำลังพักเหนื่อย ไคสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ "ดูเหมือนเราจะเดินวนอยู่ในที่เดิมนะทุกคน"
ลูน่าก้มลงดูแผนที่ "เป็นไปไม่ได้ แผนที่บอกว่าเราควรจะอยู่ห่างจากจุดนี้ไปอีกหลายไมล์แล้ว"
"มันคือกับดักแห่งเงา" เอลาริสกล่าว นางรู้สึกได้ถึงพลังเวทที่พยายามจะบิดเบือนพื้นที่รอบตัวพวกเขา "มันทำให้เราหลงทางและเดินวนไปมา"
"แล้วเราจะทำอย่างไรดี" เรเวนถาม
เอลาริสหลับตาลง พยายามจะใช้พลังเวทของนางเพื่อสัมผัสกับแก่นแท้ของสถานที่ นางนึกถึงคำสอนของลูน่าที่ว่า "จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ และมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังภาพลวงตา"
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเอลาริสก็เปล่งประกายสีทอง นางมองเห็นเส้นทางที่แท้จริงที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลวงตาของเทือกเขา
"ทางนี้!" เอลาริสชี้ไปที่หน้าผาหินที่ดูเหมือนจะไม่มีทางไป "มันมีทางลับซ่อนอยู่ตรงนั้น"
เรเวนและไคพยายามตรวจสอบหน้าผาหิน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
"เจ้าแน่ใจนะเอลาริส" ลูน่าถามด้วยความสงสัย
"ข้าแน่ใจ" เอลาริสกล่าวอย่างหนักแน่น นางเดินเข้าไปใกล้หน้าผาหิน และใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงไปที่พื้นผิวของหิน แสงสีทองจากปลายนิ้วของนางแผ่ซ่านเข้าไปในหิน และทันใดนั้นเอง ผนังหินก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นอุโมงค์ลับที่ทอดลึกเข้าไปในใจกลางเทือกเขา
"ยอดเยี่ยมมากเอลาริส!" ไคอุทานด้วยความประหลาดใจ
พวกเขาทั้งสี่เดินเข้าไปในอุโมงค์ลับ ภายในอุโมงค์นั้นมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้นที่ก้องกังวาน
"ดูเหมือนเราจะใกล้ถึงวิหารแห่งแสงที่สาบสูญแล้ว" ลูน่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น
เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังรอคอยนางอยู่เบื้องหน้า ผลึกแห่งปฐพีในมือของนางส่องแสงสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพวกเขาเดินไปถึงปลายสุดของอุโมงค์ พวกเขาก็พบกับทางเข้าสู่โถงถ้ำขนาดใหญ่ ภายในโถงถ้ำนั้นสว่างไสวไปด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ที่ส่องประกายมาจากทุกทิศทาง เบื้องหน้าของพวกเขาคือวิหารโบราณที่แกะสลักจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับประดาด้วยอัญมณีเรืองแสงนับพัน มันคือ "วิหารแห่งแสงที่สาบสูญ" ที่เคยคิดว่ามีอยู่แค่ในตำนาน
"ในที่สุดเราก็มาถึง" เอลาริสเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเหนื่อยล้า ความโล่งใจ และความตื่นเต้น
เบื้องหน้าของวิหารมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ บนแท่นบูชานั้นมีบางสิ่งบางอย่างเปล่งประกายสีแดงอมส้มราวกับดวงอาทิตย์ยามอัสดง มันคือ "อัญมณีแห่งสุริยัน" หนึ่งในสามส่วนของคทาสุริยันจันทราที่พวกเขาออกตามหา
แต่แล้ว เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของวิหาร ร่างเงาดำทะมึนปรากฏขึ้น มันคือ "ชาโดว์ลอร์ด" สมุนเอกของราชาปีศาจมาลากอร์!
"ข้ารอคอยพวกเจ้ามานานแล้ว" ชาโดว์ลอร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย "อัญมณีแห่งสุริยันจะต้องเป็นของท่านมาลากอร์ และพวกเจ้า... จะต้องตายที่นี่!"
การต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยเจอมาทั้งหมด

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก