การเดินทางสู่ "นครใต้พิภพที่สาบสูญ" ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความท้าทายไม่แพ้ครั้งก่อน หลังจากออกจากวิหารแห่งแสง พวกเขาต้องมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่าน "ป่าเวทมนตร์แห่งเงามืด" ที่เล่าลือกันว่าเป็นที่สถิตของสิ่งมีชีวิตโบราณและเวทมนตร์ที่ซับซ้อน และต้องข้าม "ทะเลสาบแห่งความฝัน" ที่กล่าวกันว่าสามารถสะกดจิตผู้คนให้หลับใหลไปชั่วนิรันดร์
ป่าเวทมนตร์แห่งเงามืดนั้นแตกต่างจากป่าทั่วไป ต้นไม้ที่นี่มีขนาดมหึมา ลำต้นบิดเกลียวประหลาด กิ่งก้านแผ่สาขาจนแสงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง พื้นป่าปกคลุมไปด้วยพืชพรรณเรืองแสงสีแปลกตา และอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์โบราณที่เข้มข้น
"ระวังตัวให้ดีนะทุกคน" ลูน่าเตือนขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า "ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยเวทมนตร์โบราณที่สามารถบิดเบือนความเป็นจริงได้ และสิ่งมีชีวิตที่นี่ก็ไม่ได้เป็นมิตรเหมือนที่อื่น"
เอลาริสกำอัญมณีแห่งสุริยันในมือแน่น มันยังคงเปล่งแสงสีแดงอมส้มอบอุ่น และคัมภีร์แห่งแสงที่พกติดตัวก็ให้ความรู้สึกปลอดภัย พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในตัวนางเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ทำให้นางรับรู้ถึงพลังงานรอบข้างได้ดีขึ้น
"ข้าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยจริงๆ" ไคบ่นอุบ เขายิ่งไม่ชอบสถานที่ที่มองไม่เห็นอันตรายที่แท้จริง
เรเวนเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดาบของเขาพร้อมที่จะชักออกมาได้ทุกเมื่อ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่ลดละ
ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาด "ภูตพฤกษา" ร่างกายของมันสร้างขึ้นจากเถาวัลย์และใบไม้ มีดวงตาสีเขียวเรืองแสง มันสามารถหายตัวไปในป่าและโจมตีได้อย่างรวดเร็ว
"พวกมันโจมตีจากทุกทิศทาง!" เรเวนตะโกน เขารับมือกับภูตพฤกษาที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้า
ไคใช้ความเร็วและความคล่องตัวของเขาหลบหลีกการโจมตีของภูตพฤกษาที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน และใช้มีดสั้นตอบโต้กลับไป
ลูน่าร่ายเวทเพื่อสร้างเกราะป้องกันและโจมตีภูตพฤกษาด้วยเวทมนตร์สายฟ้า
เอลาริสใช้พลังของนางเพื่อสร้างลำแสงสีทองพุ่งเข้าใส่ภูตพฤกษา แสงของนางดูเหมือนจะทำให้พวกมันอ่อนแอลง แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดพวกมันได้อย่างเด็ดขาด
"พลังของพวกมันมาจากป่า!" เอลาริสสังเกตเห็น "เราต้องตัดการเชื่อมโยงของพวกมันกับพลังของป่า!"
เอลาริสหลับตาลง พยายามจะสื่อสารกับพลังของป่า นางรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของต้นไม้ที่ถูกบิดเบือนด้วยพลังด้านมืด นางยกอัญมณีแห่งสุริยันขึ้น แสงสีแดงอมส้มจากอัญมณีแผ่ขยายออกไป ส่องสว่างเข้าสู่ใจกลางของป่า
ทันใดนั้นเอง พลังงานด้านมืดที่เคยปกคลุมป่าก็เริ่มจางหายไป ต้นไม้ที่เคยบิดเกลียวประหลาดก็เริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ ภูตพฤกษาที่เคยดุร้ายก็เริ่มสลายตัวกลายเป็นเถ้าถ่านสีเขียวอ่อนๆ
"สุดยอดไปเลยเอลาริส!" ไคอุทานด้วยความประหลาดใจ
"พลังของเจ้าช่วยปลดปล่อยจิตวิญญาณของป่า" ลูน่ากล่าวด้วยความชื่นชม
เมื่อป่ากลับคืนสู่ความสงบ พวกเขาก็เดินทางต่อไปจนกระทั่งมาถึง "ทะเลสาบแห่งความฝัน"
ทะเลสาบแห่งความฝันนั้นงดงามเกินกว่าจะบรรยายได้ ผิวน้ำใสราวกับกระจก สะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามและเมฆหมอกสีขาวราวกับปุยนุ่น เหนือผิวน้ำมีดอกบัวสีเงินเรืองแสงลอยอยู่เต็มไปหมด และมีหมอกสีขาวบางๆ ปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำ
"ทะเลสาบแห่งนี้อันตรายกว่าที่คิด" ลูน่าเตือน "หมอกพวกนั้นไม่ใช่หมอกธรรมดา แต่มันคือ 'คำสาปแห่งความฝัน' ที่จะทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปหลับใหลไปตลอดกาล"
"แล้วเราจะข้ามไปได้อย่างไร" เรเวนถาม
"เราต้องสร้างเกราะป้องกันเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานคำสาปแห่งความฝันได้" ลูน่ากล่าว "แต่พลังของข้าอาจจะไม่เพียงพอ"
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ทะเลสาบ นางรู้สึกได้ถึงพลังงานเวทมนตร์ที่อ่อนโยนแต่ลึกล้ำจากทะเลสาบแห่งนี้ มันไม่ใช่พลังงานด้านมืด แต่มันคือพลังงานที่สามารถบิดเบือนจิตใจและสร้างความฝันได้
นางยกคัมภีร์แห่งแสงขึ้นมาเปิดอ่าน เนื้อหาภายในคัมภีร์บอกเล่าถึงวิธีที่จะใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อปลดปล่อยคำสาปแห่งความฝัน และเดินทางข้ามทะเลสาบแห่งความฝันได้อย่างปลอดภัย
"ข้ารู้แล้ว!" เอลาริสกล่าว "เราไม่จำเป็นต้องสร้างเกราะป้องกัน แต่เราต้องใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อปลุกจิตวิญญาณของทะเลสาบแห่งนี้"
เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่นางมี แสงสีทองจากอัญมณีแห่งสุริยันและคัมภีร์แห่งแสงไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างเต็มเปี่ยม นางยกฝ่ามือขึ้นช้าๆ แสงสีทองเข้มข้นก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนที่จะแผ่ขยายออกไปเป็นลำแสงสีทองอร่ามราวกับลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่กำลังพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางของทะเลสาบแห่งความฝัน
ทันใดนั้นเอง หมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำก็เริ่มจางหายไป ดอกบัวสีเงินเรืองแสงก็เปล่งประกายสว่างจ้ายิ่งขึ้น ผิวน้ำของทะเลสาบเริ่มสั่นไหว ก่อนที่จะปรากฏเป็นสะพานแสงสีทองที่ทอดยาวข้ามทะเลสาบแห่งความฝันไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่ง
"เป็นไปได้ยังไง!" ไคอุทานด้วยความประหลาดใจ "เจ้าสร้างสะพานแสงได้ยังไงกัน!"
"มันไม่ใช่แค่สะพานแสง" ลูน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "แต่มันคือการเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเจ้ากับจิตวิญญาณของทะเลสาบ ทำให้คำสาปแห่งความฝันไม่สามารถทำอันตรายพวกเราได้"
พวกเขาทั้งสี่เดินข้ามสะพานแสงสีทองไปอย่างช้าๆ ทะเลสาบแห่งความฝันนั้นเงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาด ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการเดินทางของพวกเขาได้อีกต่อไป
เมื่อมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ สะพานแสงสีทองก็ค่อยๆ จางหายไป พวกเขาก็พบกับทางเข้าสู่ถ้ำขนาดใหญ่ที่ทอดลึกเข้าไปในใต้ดิน
"นี่คือทางเข้าสู่นครใต้พิภพที่สาบสูญ" ลูน่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น "เราใกล้จะถึงจันทราแห่งจิตวิญญาณแล้ว"
เอลาริสรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังรอคอยนางอยู่เบื้องหน้า อัญมณีแห่งสุริยันในมือของนางส่องแสงสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในถ้ำ พวกเขาก็พบว่าภายในถ้ำนั้นสว่างไสวไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่ส่องประกายมาจากผลึกแร่เรืองแสงที่ประดับประดาอยู่บนผนังถ้ำ เบื้องหน้าของพวกเขาคือเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวและผลึกแร่เรืองแสง มันคือนครใต้พิภพที่สาบสูญ ที่เคยคิดว่ามีอยู่แค่ในตำนาน
"ในที่สุดเราก็มาถึง" เอลาริสเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเหนื่อยล้า ความโล่งใจ และความตื่นเต้น
เบื้องหน้าของพวกเขาคือแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอัญมณีสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายราวกับดวงจันทร์ยามค่ำคืน มันคือ "จันทราแห่งจิตวิญญาณ" หนึ่งในสามส่วนของคทาสุริยันจันทราที่พวกเขาออกตามหา
แต่แล้ว เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของนคร ร่างเงาดำทะมึนปรากฏขึ้น มันคือ "ไนท์ครอว์เลอร์" สมุนอีกตนของราชาปีศาจมาลากอร์!
"ข้ารอคอยพวกเจ้ามานานแล้ว" ไนท์ครอว์เลอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย "จันทราแห่งจิตวิญญาณจะต้องเป็นของท่านมาลากอร์ และพวกเจ้า... จะต้องตายที่นี่!"
การต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยเจอมาทั้งหมด

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก