เดธลอร์ดปรากฏตัวขึ้นภายในโถงทางเข้าหอคอยแห่งกาลเวลา ร่างกายของมันสูงใหญ่กำยำดุจนักรบโบราณ ปกคลุมด้วยชุดเกราะสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงสว่าง ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉานที่ส่องประกายความอำมหิต มันถือดาบใหญ่สีดำสนิทที่เปล่งประกายพลังงานมืดออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
"ข้าคือผู้พิทักษ์ดาราแห่งความสมดุล" เดธลอร์ดกล่าวด้วยเสียงดังกังวานราวกับฟ้าผ่า "และไม่มีผู้ใดจะสามารถผ่านข้าไปได้"
เอลาริสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากพลังงานด้านมืดของเดธลอร์ด พลังของมันรุนแรงกว่าชาโดว์ลอร์ดและไนท์ครอว์เลอร์รวมกัน ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ แต่เมื่อนางมองไปที่อัญมณีแห่งสุริยันและจันทราแห่งจิตวิญญาณในมือของนาง นางก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่จะสู้ไม่ถอย
"เราจะไม่ยอมแพ้!" เรเวนตะโกน เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้า ดาบของเขาส่องประกายสีเงิน "ดาราแห่งความสมดุลจะต้องถูกใช้เพื่อปกป้องโลก!"
ไคเองก็หยิบมีดสั้นออกมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "มาเลยเจ้าปีศาจ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าพลังของมนุษย์นั้นไม่ด้อยไปกว่าปีศาจ!"
ลูน่าเริ่มร่ายเวทป้องกัน แสงสีฟ้าอ่อนๆ เปล่งประกายออกจากมือของนาง ก่อตัวเป็นเกราะเวทมนตร์ที่ห่อหุ้มพวกเขาทั้งสี่ไว้ "มันสามารถควบคุมกาลเวลาได้ ระวังการโจมตีที่คาดไม่ถึง!"
เดธลอร์ดหัวเราะเยาะ "น่าขันนัก พลังอันน้อยนิดของพวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้" มันเงื้อดาบใหญ่ขึ้นเหนือหัว ดาบนั้นเปล่งแสงสีดำทมิฬออกมา ก่อนที่มันจะฟันลงมาที่พื้นหอคอยด้วยพละกำลังมหาศาล
พื้นหอคอยแตกระแหงเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ พลังงานมืดพุ่งเข้าใส่เกราะป้องกันของลูน่าอย่างรุนแรง เกราะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ก็ยังคงต้านทานไว้ได้
"เรเวน! ไค! โจมตีจุดอ่อนของมัน!" เอลาริสตะโกน นางมองเห็นสัญลักษณ์รูปนาฬิกาทรายที่ส่องประกายสีม่วงอยู่กลางหน้าอกของเดธลอร์ด "นั่นคือแหล่งพลังงานของมัน!"
เรเวนไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่เดธลอร์ดด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ดาบของเขาส่องประกายสีเงินกระทบกับเกราะสีดำสนิทของเดธลอร์ด เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แม้ดาบของเขาจะไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเกราะได้มากนัก แต่ก็ทำให้เดธลอร์ดเสียจังหวะ
ไคฉวยโอกาสที่เดธลอร์ดหันไปรับมือกับเรเวน เขาพุ่งเข้าไปด้านหลังของเดธลอร์ดอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่เคลื่อนไหวในความมืด มีดสั้นในมือของเขาแทงเข้าใส่สัญลักษณ์รูปนาฬิกาทรายกลางหน้าอกของเดธลอร์ดอย่างแม่นยำ
"อั่ก!" เดธลอร์ดคำรามด้วยความเจ็บปวด แม้บาดแผลจะไม่ลึกมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายให้กับมันได้
"ดีมาก!" ลูน่ากล่าวด้วยความตื่นเต้น "เอลาริส เจ้าต้องใช้พลังแสงของเจ้าโจมตีมัน!"
เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่นางมี แสงสีทองจากอัญมณีแห่งสุริยัน จันทราแห่งจิตวิญญาณ คัมภีร์แห่งแสง และตำราแห่งจิตวิญญาณไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างเต็มเปี่ยม นางยกฝ่ามือขึ้นช้าๆ แสงสีทองเข้มข้นก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนที่จะแผ่ขยายออกไปเป็นลำแสงสีทองอร่ามราวกับลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่กำลังพุ่งเข้าใส่เดธลอร์ด
ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับร่างของเดธลอร์ดอย่างจัง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหอคอย ร่างของเดธลอร์ดเริ่มสั่นสะเทือน สัญลักษณ์รูปนาฬิกาทรายกลางหน้าอกของมันเริ่มแตกร้าว
"พลังสุริยันจันทราของเจ้าแข็งแกร่งเกินคาด!" เดธลอร์ดคำรามด้วยความโกรธแค้น "แต่ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำลายดาราแห่งความสมดุล!" มันใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่พวกเอลาริสยังไม่โจมตี
ทันใดนั้นเอง ภาพทุกอย่างก็ย้อนกลับไปในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ไคจะแทงมีดใส่เดธลอร์ด เดธลอร์ดกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง!
"มันย้อนเวลากลับไปได้!" ลูน่าอุทานด้วยความตกใจ "เราต้องโจมตีพร้อมกันและต่อเนื่อง มิฉะนั้นมันจะย้อนเวลากลับไปได้เรื่อยๆ!"
เอลาริสรับรู้ถึงความยากลำบากในการต่อสู้กับศัตรูที่สามารถควบคุมกาลเวลาได้ แต่นางก็ไม่ยอมแพ้
"เราต้องโจมตีพร้อมกัน!" เอลาริสตะโกน "เรเวน! ไค! ลูน่า! โจมตีมันพร้อมกัน! ข้าจะใช้พลังทั้งหมดที่มี!"
เรเวนและไคไม่รอช้า พุ่งเข้าโจมตีเดธลอร์ดอีกครั้ง ลูน่าร่ายเวทมนตร์โจมตีอย่างรุนแรงใส่เดธลอร์ด
เอลาริสหลับตาลง พยายามรวบรวมพลังเวททั้งหมดที่นางมี แสงสีทองจากอัญมณีแห่งสุริยัน จันทราแห่งจิตวิญญาณ คัมภีร์แห่งแสง และตำราแห่งจิตวิญญาณไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างเต็มเปี่ยม แสงสีทองเข้มข้นก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนที่จะแผ่ขยายออกไปเป็นลำแสงสีทองอร่ามราวกับลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่กำลังพุ่งเข้าใส่เดธลอร์ด
ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับร่างของเดธลอร์ดอย่างจัง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหอคอย ร่างของเดธลอร์ดเริ่มสั่นสะเทือน สัญลักษณ์รูปนาฬิกาทรายกลางหน้าอกของมันเริ่มแตกร้าวอย่างรวดเร็ว
"ไม่!" เดธลอร์ดคำรามด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ร่างกายของมันเริ่มสลายตัวเป็นเถ้าถ่านสีดำ เมื่อแสงสีทองสาดส่องเข้าใส่จุดศูนย์กลางของพลังงานมืดของมัน
ในที่สุด เดธลอร์ดก็สลายหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความเงียบงันและความหอมหวานของชัยชนะที่คละคลุ้งไปทั่วหอคอย
เอลาริสทรุดตัวลงด้วยความเหนื่อยล้า พลังเวทที่นางใช้ไปนั้นมหาศาลจนแทบจะหมดสิ้น แสงสีทองจากอัญมณีแห่งสุริยัน จันทราแห่งจิตวิญญาณ คัมภีร์แห่งแสง และตำราแห่งจิตวิญญาณค่อยๆ จางหายไป
"เราทำได้แล้ว!" ลูน่าเดินเข้ามาประคองเอลาริส ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความยินดี
เรเวนเก็บดาบเข้าฝัก "เป็นชัยชนะที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา"
ไคเดินตรงไปยังแท่นบูชาที่ประดิษฐานดาราแห่งความสมดุล "ในที่สุด... ดาราแห่งความสมดุล"
ดาราแห่งความสมดุลเปล่งประกายสีม่วงเข้มอย่างงดงาม มันมีขนาดเท่ากำปั้นเด็ก และมีลวดลายคล้ายดวงดาวที่กำลังส่องแสงอยู่ในยามค่ำคืน
เอลาริสเดินเข้าไปใกล้ดาราแห่งความสมดุล นางรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากอัญมณีนั้น เมื่อนางสัมผัสลงไปที่อัญมณี แสงสีทองจากปลายนิ้วของนางก็แผ่ซ่านเข้าไปในอัญมณี ทำให้มันเปล่งประกายสว่างจ้ายิ่งขึ้น
ภาพนิมิตบางอย่างปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเอลาริสอีกครั้ง นางเห็นหญิงสาวบรรพบุรุษของนางกำลังใช้คทาสุริยันจันทราเพื่อผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ พลังของคทานั้นมหาศาลจนสามารถขับไล่ความมืดมิดให้หายไปจากโลกได้
"นี่คือพลังที่แท้จริงของดาราแห่งความสมดุล" ลูน่ากล่าว "มันคือแกนกลางของพลังงานแห่งดวงดาว ที่จะช่วยให้คทาสุริยันจันทรากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง"
เอลาริสค่อยๆ หยิบดาราแห่งความสมดุลขึ้นมาถือไว้ในมือ มันอบอุ่นและส่องประกายระยิบระยับ ความรู้สึกของพลังงานที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายทำให้นางรู้สึกเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม
"เราได้ส่วนสุดท้ายมาแล้ว!" เรเวนกล่าว "ถึงเวลาที่จะต้องประกอบคทาสุริยันจันทราให้สมบูรณ์"
ลูน่าก้มลงดูแผนที่โบราณในคัมภีร์ของนาง "เราต้องไปที่ 'แท่นบูชาแห่งพันธสัญญา' ที่เป็นจุดศูนย์กลางของพลังเวททั้งหมดในโลก ที่นั่นเราจะสามารถประกอบคทาให้สมบูรณ์ได้"
"แท่นบูชาแห่งพันธสัญญา?" เอลาริสทวนคำ "มันอยู่ที่ไหน"
ลูน่าชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของแผนที่ "มันอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 'ยอดเขาแห่งแสงสว่าง' เราต้องรีบไปที่นั่นก่อนที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง"
"สุริยคราสแห่งจันทร์คู่?" ไคเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "มันจะมาถึงเมื่อไหร่"
ลูน่ามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิดลง "อีกไม่นาน... เราต้องรีบไปที่นั่น!"
เอลาริสยิ้มอย่างอ่อนโยน "ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากแค่ไหน เราก็จะไปให้ถึง" นางมองไปยังดาราแห่งความสมดุลในมือของนาง และรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ตกอยู่บนบ่าของนาง
ก่อนจะออกจากหอคอยแห่งกาลเวลา เอลาริสรู้สึกได้ถึงพลังเวทที่สถิตอยู่ในหอคอย นางลองใช้พลังของนางสัมผัสกับแท่นบูชา และทันใดนั้น แท่นบูชาก็ส่องแสงสว่างขึ้นมา มันลอยขึ้นจากพื้นดินและลอยเข้ามาหาเอลาริสอย่างช้าๆ มันคือ 'คัมภีร์แห่งกาลเวลา' ที่บันทึกเรื่องราวและเวทมนตร์ของบรรพบุรุษของนาง
"นี่คือ 'คัมภีร์แห่งกาลเวลา' เอลาริส" ลูน่าอธิบาย "มันจะช่วยให้เจ้าเข้าใจพลังของเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอาจจะช่วยให้เจ้าเรียนรู้เวทมนตร์ใหม่ๆ ได้อีกด้วย"
เอลาริสรับคัมภีร์แห่งกาลเวลามาถือไว้ในมือ มันอบอุ่นและส่องประกายระยิบระยับ ความรู้สึกของพลังที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายทำให้นางรู้สึกเข้มแข็งขึ้น
"ดูเหมือนว่าชัยชนะครั้งนี้จะให้รางวัลแก่เจ้าอย่างงามเลยนะ" ไคกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ไปเถอะ เราจะได้เตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้ายกัน"
พวกเขาทั้งสี่เดินออกจากหอคอยแห่งกาลเวลา ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความเงียบสงัดและแสงสีม่วงอ่อนๆ ที่ยังคงส่องสว่างอยู่ภายในหอคอย ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังที่กำลังจะเบ่งบานขึ้นมาอีกครั้งในโลกที่เวทมนตร์กำลังเลือนหายไป
การเดินทางสู่ยอดเขาแห่งแสงสว่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาเอลาริสและสหายของนางไปเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก