รุ่งอรุณทอแสงสีทองอาบรอยจารึกโบราณในวิหารสุริยันจันทรา เอลาริสและสหายออกเดินทางอีกครั้งหลังจากที่อาริสใช้เวลาทั้งคืนในการถอดรหัสบันทึกเก่าแก่ เขาพบเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘สถานที่ที่เวลาหยุดนิ่ง’ ซึ่งถูกเรียกว่า ‘ป่าต้องมนตร์แห่งเวลา’ ดินแดนลึกลับที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรที่พวกเขากำลังเดินทางผ่าน
“บันทึกกล่าวว่า ป่าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เพื่อปกป้องสิ่งล้ำค่าบางอย่าง” อาริสอธิบายขณะที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่คดเคี้ยวเบื้องหน้า “เวลาในป่าแห่งนี้ไหลเวียนไม่เหมือนกับโลกภายนอก บางพื้นที่อาจเร็วจนทุกสิ่งผุพังในพริบตา บางพื้นที่อาจช้าจนแทบไม่เคลื่อนไหว และบางพื้นที่อาจหยุดนิ่งไปเลย”
“ฟังดูอันตรายกว่าที่คิด” เรเวนพึมพำ เขามองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มมีหมอกหนาทึบลอยอ้อยอิ่ง “เราต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว”
ไคเดินนำหน้า เขากำดาบใหญ่ไว้แน่น “ไม่ว่าอันตรายจะรออยู่แค่ไหน เราก็จะผ่านมันไปให้ได้”
เอลาริสสัมผัสได้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น การเดินทางครั้งนี้แตกต่างออกไปจากครั้งก่อนๆ ความรู้สึกเร่งรีบเริ่มเกาะกุมจิตใจ เพราะสุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที เธอรู้ดีว่าเธอต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องควบคุมพลังในคทาให้ได้สมบูรณ์แบบ เพื่อเผชิญหน้ากับมาลากอร์
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ป่าต้องมนตร์แห่งเวลา บรรยากาศรอบกายก็เริ่มเปลี่ยนไป อากาศเย็นยะเยือกขึ้นอย่างประหลาด ต้นไม้รอบข้างมีรูปร่างแปลกตา ใบของมันมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เขียวสดราวเพิ่งผลิใบ บ้างก็เหลืองซีดราวกับใกล้จะร่วงโรย และบ้างก็กลายเป็นสีเทาซีดราวกับถูกดูดกลืนชีวิต
“ดูนั่นสิ” อาริสชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทางด้านหนึ่งของลำต้นมีดอกไม้กำลังบานสะพรั่ง แต่ด้านตรงข้ามกลับมีกิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวและลำต้นที่ผุพัง “เวลาคงไหลต่างกันในแต่ละส่วนของต้นไม้ต้นเดียว”
พวกเขาตัดสินใจเดินเท้าเข้าไปในป่า ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่ดังกระทบพื้นดิน เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังเวทมนตร์ที่หนาแน่นผิดปกติ มันบิดเบี้ยวและสับสนวุ่นวาย จนทำให้เธอรู้สึกมึนงงเล็กน้อย
ทันใดนั้น ไคที่เดินนำหน้าก็หยุดชะงัก “มีบางอย่างผิดปกติ” เขากระซิบ “ข้าได้ยินเสียง…”
ยังไม่ทันที่ไคจะพูดจบ ต้นไม้รอบกายพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว กิ่งก้านที่ดูเหมือนไร้ชีวิตบิดเบี้ยวไปมา ราวกับกำลังยื่นมือออกมาคว้าจับ เถาวัลย์ที่เลื้อยพันตามลำต้นพุ่งเข้ามารัดขาของเรเวนอย่างรวดเร็ว
“ต้นไม้มีชีวิต!” เรเวนร้อง เขาพยายามปลดเถาวัลย์ออก แต่เถาวัลย์นั้นกลับรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“ระวัง! พวกมันเป็น ‘ไม้เถาพยับเงา’ ปีศาจพืชที่ถูกพลังของป่าแห่งนี้ชุบชีวิตขึ้นมา!” อาริสเตือน เขาร่ายเวทมนตร์เปลวไฟใส่เถาวัลย์ที่กำลังพุ่งเข้ามารัดเขา เปลวไฟลุกท่วมเถาวัลย์ให้มอดไหม้ไปอย่างรวดเร็ว
เอลาริสไม่รอช้า เธอชักคทาสุริยันจันทราออกมา แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากปลายคทาเป็นลำแสงพลังงานเข้าโจมตีไม้เถาพยับเงาที่กำลังรัดเรเวนอยู่ ลำแสงนั้นแผดเผาเถาวัลย์ให้ขาดสะบั้น เรเวนหลุดพ้นจากพันธนาการได้อย่างหวุดหวิด
“พวกมันมีจำนวนมาก!” ไคตะโกน เขากำลังใช้ดาบใหญ่ฟาดฟันเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางอย่างไม่ลดละ แต่ยิ่งฟันเท่าไหร่ เถาวัลย์ก็ยิ่งงอกใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ
“เราต้องหาทางออกไปจากบริเวณนี้!” อาริสกล่าว เขาพยายามมองหาเส้นทางที่ปลอดภัยจากเวทมนตร์แห่งเวลาที่บิดเบี้ยวนี้
ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กับไม้เถาพยับเงา เอลาริสก็รู้สึกถึงกระแสเวลาที่ไหลเวียนไม่สม่ำเสมอ รอบตัวเธอ บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของเธอช้าลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งก็เร็วขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เธอพยายามใช้พลังจากคทาเพื่อสร้างเกราะป้องกัน แต่กระแสเวลาที่ปั่นป่วนทำให้เวทมนตร์ของเธอยากที่จะคงสภาพ
ทันใดนั้น เธอเหลือบไปเห็นดอกไม้สีฟ้าอ่อนดอกหนึ่งที่บานอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา ดอกไม้นั้นเปล่งแสงเรืองรองบางๆ ราวกับมีพลังพิเศษซ่อนอยู่ “ดูนั่นสิ!” เอลาริสชี้ไปที่ดอกไม้ “มันอาจจะเป็นทางออก!”
อาริสมองตามที่เอลาริสชี้ ใบหน้าของเขาปรากฏแววตื่นเต้น “นั่นคือ ‘บุปผาแห่งเวลา’ บันทึกกล่าวไว้ว่ามันสามารถช่วยปรับสมดุลของกระแสเวลาได้ชั่วขณะ แต่มันเป็นดอกไม้ที่หายากมาก!”
“เราต้องไปที่นั่น!” ไคกล่าว เขายังคงฟันเถาวัลย์อย่างไม่ลดละ แต่ดูเหมือนพลังของเขาจะเริ่มลดลง
เอลาริสตัดสินใจ เธอรวบรวมพลังเวทมนตร์ทั้งหมดที่มี และพุ่งตัวออกไปทางดอกไม้นั้น เธอต้องหลบหลีกเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามาราวกับเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้าย เธอใช้คทาปัดป้องและร่ายเวทมนตร์โจมตีเพื่อเปิดทางให้ตัวเอง
เมื่อเอลาริสเข้าใกล้บุปผาแห่งเวลา เธอก็รู้สึกถึงพลังอันอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากดอกไม้นั้น มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์ที่รุนแรง แต่เป็นพลังที่สงบและเยือกเย็น เธอเอื้อมมือไปสัมผัสดอกไม้นั้นอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนจากบุปผาแห่งเวลาก็แผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง กระแสเวลาที่ปั่นป่วนรอบตัวพวกเขาก็เริ่มสงบลง ไม้เถาพยับเงาหยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังบางอย่าง
“นี่แหละ!” อาริสตะโกน “มันช่วยได้! รีบไปกันเถอะ!”
พวกเขาใช้จังหวะนั้นในการหลบหนีออกจากบริเวณที่มีไม้เถาพยับเงาหนาแน่น วิ่งลึกเข้าไปในป่าที่ดูเหมือนจะสงบกว่าเดิม เมื่อพวกเขาพ้นจากรัศมีของบุปผาแห่งเวลา กระแสเวลาก็เริ่มกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาระมัดระวังตัวมากขึ้น
การเดินทางในป่าต้องมนตร์แห่งเวลาเต็มไปด้วยความท้าทาย พวกเขาต้องเผชิญกับภาพลวงตาที่เกิดจากการบิดเบือนของเวลา บางครั้งพวกเขาก็รู้สึกว่ากำลังเดินวนอยู่ในที่เดิมซ้ำๆ บางครั้งพวกเขาก็เห็นภาพอดีตหรืออนาคตที่พร่าเลือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
เอลาริสต้องใช้พลังจากคทาสุริยันจันทราอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้พวกเขารับรู้ถึงกระแสเวลาที่แท้จริง และเพื่อปกป้องพวกเขาจากพลังงานที่บิดเบี้ยว เธอรู้สึกว่าพลังของเธอกำลังพัฒนาไปอีกขั้น เธอสามารถสัมผัสถึงความละเอียดอ่อนของกระแสเวลา และพยายามที่จะปรับสมดุลมันด้วยพลังของคทา
หลังจากเดินเท้ามาหลายชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงบริเวณหนึ่งของป่าที่ดูแตกต่างออกไป ต้นไม้ที่นี่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ลำต้นของพวกมันดูเก่าแก่ราวกับยืนหยัดมานับพันปี แต่ใบของพวกมันกลับดูสดใสราวกับเพิ่งผลิใบใหม่ และที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ทุกสิ่งรอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปหมด
นกที่กำลังจะบินค้างอยู่กลางอากาศ ใบไม้ที่กำลังจะร่วงหล่นหยุดอยู่เหนือพื้นดิน น้ำในลำธารหยุดนิ่งราวกับกระจกใส แม้แต่ละอองเกสรที่ลอยอยู่ในอากาศก็ยังหยุดนิ่ง เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากบริเวณนี้ มันคือ ‘แก่นแท้แห่งเวลา’ อย่างไม่ต้องสงสัย
“ที่นี่แหละ” อาริสกระซิบ “สถานที่ที่เวลาหยุดนิ่ง”
พวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณนั้นอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เดินราวกับกำลังก้าวผ่านผืนผ้าที่มองไม่เห็น ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ทำให้เอลาริสรู้สึกขนลุกเล็กน้อย เธอรู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้าไปในดินแดนแห่งความฝัน
ตรงกลางของบริเวณนั้น มีแท่นหินขนาดเล็กตั้งอยู่ บนแท่นหินนั้นมีแท่นบูชาที่ดูเก่าแก่ และบนแท่นบูชานั้นมีบางสิ่งเปล่งแสงเรืองรองออกมา มันคืออัญมณีสีฟ้าอ่อนขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ประกายแสงของมันวาววับราวกับรวบรวมแสงแรกของโลกไว้ในตัวเอง
“อัญมณีแห่งแสงแรก…” เอลาริสพึมพำ เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดจากอัญมณีนั้น มันคล้ายกับว่าอัญมณีกำลังเรียกหาเธอ
เรเวนและไคมองหน้ากัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์ของอัญมณีเช่นกัน
อาริสก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เขาตรวจสอบแท่นบูชาอย่างละเอียด ก่อนจะหันมามองเอลาริส “บันทึกกล่าวว่า มีเพียงทายาทแห่งสุริยันจันทราเท่านั้นที่จะสัมผัสอัญมณีนี้ได้ หากเป็นผู้อื่น อัญมณีจะดูดกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่านี่คือโชคชะตาของเธอ เธอเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างมั่นคง แสงจากอัญมณีส่องกระทบใบหน้าของเธอ ให้ประกายงดงาม เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัสอัญมณีแห่งแสงแรกอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะต้องอัญมณี พลังงานมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเธอ แสงสีฟ้าอ่อนเปล่งประกายเจิดจ้าออกมาจากอัญมณีและจากร่างของเอลาริสพร้อมกัน แสงนั้นสว่างจ้าจนทุกคนต้องหลับตาลง
เอลาริสรู้สึกราวกับว่าเธอได้เชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเธอเอง เธอเห็นภาพอดีตที่พร่าเลือน ภาพของบรรพชนของเธอที่กำลังร่ายเวทมนตร์อันทรงพลัง ภาพของคทาสุริยันจันทราที่ถูกสร้างขึ้น และภาพของมาลากอร์ที่ถูกผนึกไว้ในเงามืด
เมื่อแสงสว่างจางลง เอลาริสก็พบว่าเธอกำลังถืออัญมณีแห่งแสงแรกไว้ในมือ อัญมณีนั้นส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามราตรี เธอรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในอัญมณี มันคือพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจอย่างแท้จริง
“เราได้มันมาแล้ว” เอลาริสกล่าวเสียงสั่นเครือ ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มแห่งความสำเร็จและความหวัง “เราได้อัญมณีแห่งแสงแรกแล้ว”
พลังจากอัญมณีทำให้เธอรู้สึกสดชื่นและแข็งแกร่งขึ้นอย่างประหลาด ราวกับว่ามันได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในตัวเธอ เธอหันไปมองสหายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของพวกเขามีรอยยิ้มเช่นกัน
“ตอนนี้เราต้องกลับไปที่วิหารสุริยันจันทรา” อาริสกล่าว “เราต้องใช้อัญมณีนี้เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทรา และเพื่อค้นพบความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสุริยคราสแห่งจันทร์คู่”
เอลาริสพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว การเดินทางในป่าต้องมนตร์แห่งเวลาได้สอนให้เธอรู้ว่า พลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในตัวเอง และการเดินทางครั้งนี้ ได้ทำให้เธอเข้าใกล้คำตอบแห่งโชคชะตาของเธอไปอีกก้าวหนึ่ง…

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก