เจ็ดวัน… คำนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเอลาริสและสหาย ทุกย่างก้าวที่พวกเขาเดินจากวิหารสุริยันจันทรา มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังหุบเขาเงาจันทรานั้นเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความมุ่งมั่น อัญมณีแห่งแสงแรกที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของคทาสุริยันจันทราได้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมา ทำให้เอลาริสสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างราบรื่นและทรงพลังยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ คทาสุริยันจันทราได้กลายเป็นเข็มทิศนำทางที่แม่นยำที่สุด ชี้ไปยังจุดที่สุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะสมบูรณ์
เส้นทางสู่หุบเขาเงาจันทรานั้นทุรกันดารและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องผ่านป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ต้องข้ามแม่น้ำเชี่ยวกรากที่กระแสน้ำไหลแรง และต้องปีนป่ายภูเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี แต่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งความมุ่งมั่นของพวกเขาได้
“เราต้องเร็วขึ้นอีก” เอลาริสกล่าวขณะที่พวกเขาหยุดพักเพียงครู่เดียวบนยอดเขาสูง อากาศหนาวเย็นกัดกินผิวหนัง แต่ความเร่งรีบในใจของเธอร้อนแรงกว่าสิ่งใด
ไคพยักหน้า “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติทางทิศนั้น มันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะตื่นขึ้น”
เรเวนกวาดสายตามองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนา “มาลากอร์คงไม่ปล่อยให้เราไปถึงที่นั่นง่ายๆ แน่”
และเป็นไปตามที่เรเวนคาดการณ์ไว้ เมื่อพวกเขาเดินทางลงจากยอดเขาเข้าสู่บริเวณที่ราบสูงที่อยู่ก่อนถึงหุบเขาเงาจันทรา ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวก็เริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆหมอกสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นบดบังแสงอาทิตย์ให้หายไป อากาศเย็นยะเยือกขึ้นอย่างฉับพลัน
“มันกำลังมา” อาริสกระซิบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังเงาตะคุ่มที่เริ่มปรากฏขึ้นจากเมฆหมอกเบื้องหน้า
ทันใดนั้น เงาเหล่านั้นก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง ร่างของปีศาจ ‘อสูรวารี’ ที่มีผิวหนังสีเขียวเข้ม รูปร่างคล้ายปลาหมึกยักษ์ขนาดยักษ์ ปรากฏขึ้นจากเมฆหมอก พวกมันมีหนวดระยางยาวหลายสิบเส้นที่พุ่งเข้ามารัดจับพวกเขาอย่างรวดเร็ว อสูรวารีไม่ใช่ปีศาจจากเงามืด แต่เป็นปีศาจที่มาลากอร์ปลุกขึ้นมาจากห้วงลึกของมหาสมุทร เพื่อใช้เป็นกองหน้าในการสกัดกั้นพวกเขา
“เตรียมตัวให้พร้อม!” ไคตะโกน เขาดึงดาบใหญ่คู่ใจออกมาจากฝัก และพุ่งเข้าใส่ปีศาจตัวแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว
เอลาริสชักคทาสุริยันจันทราออกมาจากเอว แสงสีทองและสีเงินเปล่งประกายออกมาจากคทา เธอร่ายเวทมนตร์ ‘พายุสุริยัน’ คลื่นพลังงานแสงพุ่งเข้าใส่อสูรวารีอย่างรุนแรง พายุแสงนั้นแผดเผาผิวหนังของอสูรวารีให้ไหม้เกรียม พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่จำนวนของพวกมันมีมากเกินไป
เรเวนปล่อยลูกศรออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกศรเงินยวงพุ่งเข้าปักที่ดวงตาของอสูรวารีอย่างแม่นยำ ทำให้มันหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ อาริสกำลังร่ายเวทมนตร์ป้องกัน สร้างเกราะพลังงานล้อมรอบพวกเขาเพื่อป้องกันการโจมตีจากหนวดระยางของอสูรวารี
แต่จำนวนของอสูรวารีมีมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้ หนวดระยางนับร้อยเส้นพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง พยายามจะรัดจับพวกเขาให้แน่น เอลาริสใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างเกราะป้องกัน แต่เกราะนั้นก็เริ่มสั่นคลอน
“เราต้องหาทางผ่านไปให้ได้!” เอลาริสตะโกน “เราไม่มีเวลาจะเสียที่นี่!”
เธอหลับตาลง พยายามเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเธอกับคทาสุริยันจันทรา เธอรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในคทา พลังแห่งสุริยันและจันทราที่สมบูรณ์ เธอสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของบรรพชนที่ต้องการให้เธอใช้พลังนี้เพื่อปกป้องโลก
“พลังแห่งสุริยันจันทรา จงผนึกศัตรู!” เอลาริสเปล่งเสียงก้อง พลังเวทมนตร์มหาศาลพุ่งออกจากคทาเป็นลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ ลำแสงนั้นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะแยกออกเป็นสายใยพลังงานนับพันเส้น พุ่งเข้าพันธนาการอสูรวารีทุกตัวที่อยู่ในบริเวณนั้น
อสูรวารีกรีดร้องด้วยความตกใจ ร่างของพวกมันถูกตรึงไว้ด้วยสายใยพลังงานสีขาวราวกับถูกแช่แข็ง พวกมันพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของพลังสุริยันจันทราได้
“ไปกันเถอะ!” เอลาริสกล่าว เธอรู้สึกอ่อนแรงลงเล็กน้อยจากการใช้พลังมหาศาล แต่ก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
พวกเขาฉวยโอกาสนั้นในการวิ่งผ่านกลุ่มอสูรวารีที่ถูกตรึงไว้ มุ่งหน้าสู่หุบเขาเงาจันทราที่อยู่เบื้องหน้า อากาศรอบกายยิ่งเย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้ามืดมิดราวกับราตรีที่ไม่มีดวงดาว และพลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากหุบเขาเงาจันทราก็เข้มข้นขึ้นจนสัมผัสได้
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้หุบเขาเงาจันทรามากขึ้น ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าก็ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึง
หุบเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดที่ดูดกลืนทุกสิ่ง แสงจันทร์และแสงดาวไม่สามารถส่องทะลุผ่านความมืดนั้นได้ ต้นไม้รอบข้างเหี่ยวเฉาและกลายเป็นสีดำสนิท ราวกับถูกดูดกลืนชีวิต ผืนดินแตกระแหงและมีรอยแยกขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีแดงฉานออกมาจากเบื้องล่าง กลิ่นกำมะถันและกลิ่นอายแห่งความตายคละคลุ้งไปทั่ว
และตรงกลางของหุบเขา มีแท่นศิลาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นศิลานั้นมีสัญลักษณ์ของสุริยันและจันทราที่ถูกบิดเบี้ยวจนน่ากลัว และเหนือแท่นศิลานั้นคือสิ่งที่ทำให้เอลาริสต้องหัวใจเต้นแรง…
ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะสมบูรณ์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์กำลังเคลื่อนมาบรรจบกันอย่างช้าๆ มีเพียงขอบแสงสีทองและสีเงินที่ยังคงเรืองรองอยู่รอบขอบมืดของดวงอาทิตย์ และจากจุดศูนย์กลางของสุริยคราสนั้น ประตูมิติขนาดมหึมาที่เปล่งแสงสีแดงฉานก็กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“นั่นคือประตูมิติ…” เอลาริสกระซิบ เธอรู้สึกถึงพลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากประตูมิตินั้น พลังงานที่บริสุทธิ์ของมาลากอร์ที่กำลังจะกลับมาสู่โลก
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ เบื้องล่างของประตูมิติ บนแท่นศิลาขนาดใหญ่ มีร่างของสิ่งมีชีวิตที่สูงใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกำลังยืนอยู่ มันคือ ‘มาลากอร์’ ราชาปีศาจในตำนาน ร่างของเขามีเกล็ดสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานเปล่งประกายความชั่วร้าย และมีปีกขนาดมหึมาที่แผ่กว้างออกไปราวกับจะปกคลุมท้องฟ้า
มาลากอร์หันมามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย “ข้าเฝ้ารอคอยเจ้ามานานแล้ว ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ราวกับเสียงฟ้าร้อง “เจ้าคิดหรือว่าจะมาหยุดยั้งข้าได้?”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่น หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“ข้าจะหยุดยั้งเจ้าให้ได้ มาลากอร์!” เอลาริสประกาศเสียงก้อง “ข้าจะผนึกประตูมิติ และข้าจะไม่ยอมให้เจ้ากลับมาทำลายโลกนี้!”
มาลากอร์หัวเราะเสียงดังสนั่น “เจ้าช่างไร้เดียงสานัก! ประตูมิติกำลังจะสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าเจ้าจะมีคทาที่ทรงพลังแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะหยุดยั้งข้าได้!”
พลังงานสีดำพวยพุ่งออกมาจากร่างของมาลากอร์ แผ่กระจายไปทั่วหุบเขา ราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
“เราจะสู้ไปกับเจ้า เอลาริส!” ไคตะโกน เขากำดาบใหญ่แน่น พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับราชาปีศาจ
เรเวนดึงลูกศรออกมาจากกระบอกธนู ดวงตาของเขามุ่งมั่นเต็มเปี่ยม “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันยอมแพ้!”
อาริสหยิบคัมภีร์เวทมนตร์ออกมาจากย่าม เขาเริ่มร่ายเวทมนตร์ป้องกัน เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง
เอลาริสมองสหายที่ยืนเคียงข้างเธอ ความกลัวในใจของเธอลดน้อยลงไป เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้เดียวดาย เธอมีสหายที่พร้อมจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเธอ และเธอคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา ผู้แบกรับพันธสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์
แสงจากคทาสุริยันจันทราเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับจะขับไล่ความมืดมิดที่มาลากอร์สร้างขึ้น การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อชะตากรรมของทุกอาณาจักรได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ หุบเขาเงาจันทรา ภายใต้สุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะสมบูรณ์…

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก