คทาสุริยัน

ตอนที่ 282 — ปริศนาแห่งแก่นแท้สุดท้าย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 980 คำ

การเดินทางเพื่อตามล่า ‘แก่นแท้แห่งความมืดมิด’ ของมาลากอร์ได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน เอลาริสและสหายได้เดินทางไปทั่วทุกมุมของอาณาจักร ช่วยเหลือผู้คนที่ถูกคุกคามจากปีศาจเงา และทำลายแก่นแท้แห่งความมืดมิดไปแล้วหลายชิ้น ในแต่ละครั้งที่พวกเขาทำสำเร็จ เอลาริสจะรู้สึกถึงพลังของมาลากอร์ที่อ่อนแอลง ‌และคทาสุริยันจันทราก็จะเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น

บัดนี้ พวกเขาได้ทำลายแก่นแท้แห่งความมืดมิดไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือเพียงชิ้นสุดท้ายที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ อาริสใช้บันทึกโบราณและพลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อค้นหาตำแหน่งของแก่นแท้สุดท้าย

“มันอยู่ที่ ‘ปราสาทเงาสะท้อน’!” อาริสอุทาน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของปราสาทแห่งนี้ ​มันเป็นปราสาทที่ถูกสาป ถูกทิ้งร้างมานานนับพันปี ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้”

“ทำไมถึงเป็นปราสาทที่ถูกสาป?” เอลาริสถาม เธอรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากชื่อของปราสาท

“บันทึกกล่าวว่า ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ผู้ที่พยายามจะควบคุมพลังแห่งความมืดมิด แต่เขากลับถูกพลังนั้นกลืนกินไป” ‍อาริสอธิบาย “และปราสาทแห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาและความจริงที่บิดเบือน”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้ว่ามาลากอร์จะซ่อนแก่นแท้สุดท้ายของเขาไว้ที่นั่น” เรเวนกล่าว “เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าถึงมันได้”

“เราต้องไปที่นั่น” เอลาริสกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เราต้องทำลายแก่นแท้สุดท้าย เพื่อให้มาลากอร์อ่อนแอลงอย่างแท้จริง”

การเดินทางสู่ปราสาทเงาสะท้อนนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่น่าขนลุก เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ปราสาทมากขึ้น ‌บรรยากาศรอบกายก็เริ่มเปลี่ยนไป อากาศเย็นยะเยือกขึ้นอย่างประหลาด ต้นไม้รอบข้างเหี่ยวเฉาและมีรูปร่างบิดเบี้ยว ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน ราวกับว่าแสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องทะลุผ่านเข้ามาได้

และเบื้องหน้าของพวกเขาคือปราสาทขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูง ปราสาทแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม แต่กลับถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสสีดำสนิท หน้าต่างของปราสาทแตกหักและมืดมิด ‍ราวกับดวงตาที่ว่างเปล่าที่จ้องมองมายังพวกเขา

“ปราสาทแห่งนี้… มันดูเหมือนมีชีวิต” ไคพึมพำ เขากำดาบใหญ่แน่น

เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ประตูทางเข้าปราสาท ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ถูกสนิมกัดกร่อนก็พลันเปิดออกเองอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิดและเงียบสงบ

“ระวังตัวให้ดี” อาริสเตือน “พลังของปราสาทแห่งนี้สามารถเล่นงานจิตใจของพวกเราได้”

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในปราสาท ​เอลาริสก็รู้สึกถึงกระแสพลังงานที่แปลกประหลาด มันบิดเบี้ยวและสับสนวุ่นวาย ทำให้เธอรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ภาพรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวไปมา ผนังปราสาทดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ บันไดเลื่อนขึ้นเลื่อนลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“มันคือภาพลวงตา!” เรเวนตะโกน “อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น!”

เอลาริสหลับตาลง ​เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมด เธอใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อสร้างเกราะป้องกันจิตใจ เธอสัมผัสได้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลวงตาเหล่านั้น

“เราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง” เอลาริสกล่าว “อย่าให้ภาพลวงตาเหล่านี้หลอกล่อพวกเราได้”

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในปราสาทอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวที่เดินราวกับกำลังก้าวผ่านผืนผ้าที่มองไม่เห็น ภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าพวกเขาเริ่มรุนแรงขึ้น บางครั้งพวกเขาก็เห็นภาพของตนเองในอดีต ​ภาพของความผิดพลาดที่เคยทำไว้ บางครั้งพวกเขาก็เห็นภาพของสิ่งที่กลัวที่สุด

เอลาริสเห็นภาพของมาลากอร์ที่กำลังหัวเราะเยาะเธอ ภาพของโลกที่ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด ภาพของสหายที่ต้องตายไปต่อหน้าต่อตาเธอ ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของเธอ แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตา

“มันพยายามจะเล่นงานจิตใจของพวกเรา” ไคกล่าว เขากำดาบใหญ่แน่น ใบหน้าของเขามีเหงื่อผุดขึ้น แต่ดวงตาของเขาก็ยังคงมุ่งมั่น

เรเวนใช้ธนูของเขาเพื่อยิงลูกศรใส่ภาพลวงตาที่พุ่งเข้ามา แต่ลูกศรเหล่านั้นกลับทะลุผ่านภาพลวงตาไปอย่างไร้ผล

อาริสพยายามจะร่ายเวทมนตร์เพื่อขับไล่ภาพลวงตา แต่เวทมนตร์ของเขากลับถูกบิดเบือนไปอย่างประหลาด

เอลาริสรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะปราสาทแห่งนี้ได้ด้วยพละกำลัง เธอต้องใช้พลังของคทาสุริยันจันทราเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่

เธอหลับตาลงอีกครั้ง เธอส่งพลังของคทาออกไป สัมผัสถึงแก่นแท้ของปราสาทแห่งนี้ เธอรู้สึกถึงจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยวของจอมเวทผู้เคยครอบครองปราสาทแห่งนี้ จิตวิญญาณที่ถูกความมืดมิดกลืนกินไป

ทันใดนั้น เธอเหลือบไปเห็นแสงเรืองรองบางๆ ที่ส่องออกมาจากกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงหลัก กระจกบานนั้นมีลวดลายที่ซับซ้อน และสะท้อนภาพของพวกเขาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่บิดเบี้ยว

“นั่นคือ ‘กระจกเงาสะท้อน’!” อาริสอุทาน “มันเป็นหัวใจสำคัญของปราสาทแห่งนี้ มันสามารถสะท้อนความจริงและความลวงได้”

“แก่นแท้แห่งความมืดมิดจะต้องซ่อนอยู่เบื้องหลังกระจกบานนั้น” เอลาริสกล่าว เธอเดินเข้าไปใกล้กระจกเงาสะท้อนอย่างมั่นคง

เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้กระจก ภาพสะท้อนของเธอก็เริ่มบิดเบี้ยวไปมา บางครั้งเธอก็เห็นตัวเองในชุดราชินีผู้ยิ่งใหญ่ บางครั้งก็เห็นตัวเองเป็นเด็กสาวกำพร้าที่หวาดกลัว บางครั้งก็เห็นตัวเองเป็นปีศาจที่ถูกความมืดมิดกลืนกิน

เอลาริสหลับตาลง เธอรวบรวมสมาธิทั้งหมด เธอรู้ดีว่าเธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่เบื้องหลังภาพลวงตาเหล่านี้ เธอต้องยอมรับทุกส่วนของตัวเอง ทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอ ทั้งแสงสว่างและความมืดมิด

“ข้าคือเอลาริส ทายาทแห่งสุริยันจันทรา” เอลาริสประกาศเสียงก้อง “ข้าจะไม่ยอมให้ภาพลวงตาเหล่านี้หลอกล่อข้าได้!”

เธอเปิดตาขึ้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอชักคทาสุริยันจันทราออกมา แสงสีทองและสีเงินเปล่งประกายเจิดจ้า พุ่งเข้าใส่กระจกเงาสะท้อน

ทันทีที่แสงจากคทาแตะต้องกระจก กระจกก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพลวงตาที่ปรากฏอยู่บนกระจกเริ่มแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกสาปดังก้องไปทั่วปราสาท

กระจกเงาสะท้อนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นทางเดินลับที่อยู่เบื้องหลัง ทางเดินนั้นนำไปสู่ห้องลับขนาดเล็ก และตรงกลางของห้องนั้น มีบางสิ่งเปล่งแสงสีดำทะมึนออกมา มันคือ ‘แก่นแท้แห่งความมืดมิด’ ชิ้นสุดท้ายของมาลากอร์ มันมีรูปร่างคล้ายคริสตัลสีดำขนาดเล็ก ที่เต้นระรัวราวกับมีชีวิต

“เราพบมันแล้ว!” ไคอุทาน

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แก่นแท้แห่งความมืดมิดอย่างระมัดระวัง เธอรู้สึกถึงพลังชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากมัน พลังที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว แต่เธอก็ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว

“พลังแห่งสุริยันจันทรา… จงทำลายความมืดมิด!” เอลาริสเปล่งเสียงก้อง เธอชักคทาสุริยันจันทราออกไป แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทาเป็นลำแสงบริสุทธิ์ พุ่งเข้าใส่แก่นแท้แห่งความมืดมิด

แก่นแท้แห่งความมืดมิดกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะระเบิดออกเป็นละอองธุลีสีดำ และหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า

ทันทีที่แก่นแท้แห่งความมืดมิดถูกทำลาย ปราสาทเงาสะท้อนก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพลวงตาที่เคยปรากฏอยู่ก็หายไปสิ้น ผนังปราสาทที่เคยเคลื่อนไหวได้กลับมาหยุดนิ่ง ต้นไม้รอบข้างที่เคยเหี่ยวเฉาและบิดเบี้ยวก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แสงอาทิตย์เริ่มส่องทะลุผ่านเมฆหมอกลงมาในปราสาท

เอลาริสยืนหอบ เธอรู้สึกอ่อนแรงลงเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่สามารถทำลายแก่นแท้แห่งความมืดมิดชิ้นสุดท้ายได้

“เราทำสำเร็จแล้ว เอลาริส!” ไคกล่าว เขาวิ่งเข้ามาสวมกอดเธออย่างแน่นหนา

เรเวนและอาริสเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าของพวกเขามีรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

“มาลากอร์ถูกผนึกไว้ในเงามืดอย่างแท้จริงแล้ว” อาริสกล่าว “พลังของเขาอ่อนแอลงอย่างมาก และเขาจะไม่มีทางกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่โลกนี้ได้อีก”

เอลาริสยิ้ม เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง แสงอาทิตย์ที่อบอุ่นสาดส่องลงมาในปราสาทเงาสะท้อน ขับไล่ความมืดมิดให้หายไป

การเดินทางของเธอได้สิ้นสุดลงแล้ว เธอได้ทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์อย่างสมบูรณ์ เธอได้ปกป้องโลกจากความมืดมิด และได้นำแสงสว่างกลับคืนสู่ทุกอาณาจักร

แต่เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ของเธอ ในฐานะผู้พิทักษ์แห่งสุริยันจันทรา ผู้ที่จะดูแลและปกป้องดุลยภาพของโลกใบนี้ตลอดไป…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!