เช้าตรู่ของอีกวัน เสียงนกน้อยขับขานเพลงก้องกังวานไปทั่วพงไพรเอลดอเรีย แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านหมอกหนาทึบ สร้างภาพงดงามราวกับอยู่ในความฝัน เอลาริสตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ากว่าทุกวัน เธอรู้ดีว่าวันนี้คือวันเริ่มต้นของบททดสอบที่แท้จริง บททดสอบที่จะพิสูจน์ว่าเธอคู่ควรกับพลังแห่งสุริยันจันทราหรือไม่
เอลดารายืนรออยู่ที่ลานกว้างเบื้องหน้าแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าของนางสงบนิ่ง แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เอลาริส การฝึกฝนเบื้องต้นของเจ้าจบลงแล้ว วันนี้เจ้าจะต้องเผชิญกับบททดสอบแห่งพฤกษามายา”
“พฤกษามายา?” เอลาริสทวนคำ เธอหันไปมองสหายของเธอ ลีโอ คาเรน และเซเรฟ ต่างก็ยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“มันคือเขาวงกตที่สร้างขึ้นจากพืชพันธุ์โบราณที่ถูกร่ายมนตร์” เอลดาราอธิบาย “ภายในนั้นเต็มไปด้วยภาพลวงตา ความกลัวในจิตใจของเจ้าจะถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบที่น่าหวาดหวั่นที่สุด เพื่อให้เจ้าได้เผชิญหน้ากับมัน”
“แล้วข้าต้องทำอะไรในนั้นคะ?” เอลาริสถาม
“เจ้าจะต้องค้นหา ‘เมล็ดพันธุ์แห่งแสง’ ที่ซ่อนอยู่ใจกลางเขาวงกต” เอลดารากล่าว “เมื่อเจ้าหามันพบและนำมันกลับมาที่นี่ บททดสอบก็จะสิ้นสุดลง”
“แต่เมล็ดพันธุ์แห่งแสงคืออะไรกันคะ?”
“มันคือสัญลักษณ์ของความหวัง ความบริสุทธิ์ และพลังที่แท้จริงในตัวเจ้า” เอลดารายิ้มบางๆ “หากเจ้าสามารถผ่านพ้นความกลัวและภาพลวงตาไปได้ จิตวิญญาณของเจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้น และพลังแห่งสุริยันจันทราก็จะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์”
เอลดาราเดินนำเอลาริสไปยังทางเข้าเขาวงกต มันเป็นกำแพงต้นไม้สูงใหญ่ที่บิดเกลียวพันกันจนทึบหนา ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดที่อยู่ด้านในได้เลย เพียงแค่ยืนอยู่หน้าทางเข้า ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับที่แผ่ออกมา
“จำไว้ว่าเอลาริส” เอลดารากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิ่งที่เจ้าเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง จงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเจ้า และจงใช้หัวใจนำทาง”
เอลาริสพยักหน้า เธอหันไปมองสหายของเธออีกครั้ง ลีโอส่งยิ้มให้เธอ คาเรนพยักหน้าให้กำลังใจ ส่วนเซเรฟเพียงแค่จ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“ข้าจะกลับมาให้ได้ค่ะ” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในเขาวงกตแห่งพฤกษามายา
ทันทีที่เธอก้าวผ่านกำแพงต้นไม้เข้าไป บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปในพริบตา แสงสว่างจางหายไป กลายเป็นความมืดสลัวที่ปกคลุมทุกสิ่ง ต้นไม้รอบตัวดูเหมือนจะมีชีวิต พวกมันขยับกิ่งก้านอย่างช้าๆ ราวกับกำลังเฝ้ารอคอยเหยื่อ เอลาริสพยายามใช้พลังเวทของเธอเพื่อส่องทาง แต่พลังนั้นกลับถูกดูดกลืนไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นจากทุกทิศทาง มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย เสียงที่มักจะตามหลอกหลอนเธอในความฝัน เสียงของความโดดเดี่ยว ความกลัว และความรู้สึกไร้ค่าที่เธอเคยมีในวัยเด็ก
“เจ้ามันก็แค่เด็กกำพร้า...”
“ไม่มีใครต้องการเจ้าหรอก...”
“เจ้าไม่มีทางทำอะไรสำเร็จได้เลย...”
เอลาริสเม้มปากแน่น พยายามสลัดเสียงเหล่านั้นออกไปจากความคิด เธอรู้ว่านี่คือภาพลวงตา นี่คือเสียงที่มาจากความกลัวในจิตใจของเธอเอง
เธอเดินลึกเข้าไปในเขาวงกต ความมืดมิดยิ่งทวีความหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้รอบตัวดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม กิ่งก้านของพวกมันดูเหมือนมือที่ยื่นออกมาเพื่อจะคว้าจับเธอ ราวกับพวกมันคือปีศาจที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
แล้วภาพลวงตาก็เริ่มปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเธอ ภาพแรกคือหมู่บ้านที่เธอเคยอยู่ ภาพของชาวบ้านที่มองเธอด้วยสายตาเย็นชาและรังเกียจ ภาพของเด็กคนอื่นๆ ที่วิ่งหนีเธอราวกับเธอเป็นตัวประหลาด
ความเจ็บปวดในอดีตปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เอลาริสรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งอีกครั้ง น้ำตาเริ่มคลอหน่วย แต่เธอก็พยายามข่มกลั้นมันเอาไว้
“นี่ไม่ใช่เรื่องจริง” เธอพึมพำกับตัวเอง “นี่คือภาพลวงตา”
เธอรวบรวมสติทั้งหมดที่มี พยายามเพ่งมองทะลุผ่านภาพลวงตาเหล่านั้น แล้วเธอก็เห็น แสงสว่างจางๆ ที่ส่องออกมาจากด้านหลังภาพลวงตา
“แสงสว่าง...” เธอคิด “เมล็ดพันธุ์แห่งแสง”
เอลาริสก้าวเดินผ่านภาพเหล่านั้นไปอย่างไม่ลังเล เธอรู้ว่าเธอต้องไม่ยอมให้ความกลัวในอดีตมาฉุดรั้งเธอไว้
ภาพลวงตาเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของราชาปีศาจมาลากอร์ มันยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ ร่างกายของมันใหญ่โตมโหฬาร ดวงตาแดงก่ำราวกับถ่านเพลิง และเสียงหัวเราะของมันดังก้องไปทั่วเขาวงกต
“เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก เจ้าเด็กน้อย!” เสียงของมาลากอร์ดังกึกก้อง “โลกใบนี้จะต้องตกเป็นของข้า และเจ้าจะไม่มีวันหยุดยั้งข้าได้!”
ความกลัวเข้าครอบงำเอลาริสอย่างรุนแรง เธอรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง ขาของเธอหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ ภาพของสุริยคราสจันทร์คู่ที่เธอเห็นในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ผุดขึ้นมาในความคิด มันเป็นหายนะที่เธอต้องหยุดยั้ง แต่มาลากอร์ดูน่าเกรงขามเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้
“ไม่!” เอลาริสตะโกนสุดเสียง “ข้าจะไม่ยอมแพ้!”
เธอปิดตาลง พยายามรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในกาย เธอจินตนาการถึงแสงสว่างอันบริสุทธิ์ของดวงอาทิตย์ และความสงบนิ่งของดวงจันทร์ พลังเวทในกายเธอเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้ง แสงสีฟ้าอ่อนๆ แผ่ออกมาจากตัวเธอ
เมื่อเธอลืมตาขึ้น ภาพของมาลากอร์ก็เริ่มสั่นไหว เธอเพ่งมองไปที่มันอย่างไม่เกรงกลัว เธอรู้ว่านี่คือภาพลวงตา นี่คือความกลัวที่มาลากอร์พยายามจะปลูกฝังลงในจิตใจของเธอ
“เจ้าไม่มีอำนาจเหนือข้า!” เอลาริสประกาศก้อง “ข้าคือทายาทแห่งสุริยันจันทรา และข้าจะไม่ยอมให้ความมืดมิดเข้าครอบงำโลกใบนี้!”
ทันใดนั้น แสงสว่างสีทองก็ปะทุขึ้นจากร่างของเอลาริส มันเป็นแสงที่อบอุ่นและทรงพลัง แสงนั้นพุ่งตรงไปยังภาพลวงตาของมาลากอร์ ทำให้มันสลายหายไปในพริบตา
เมื่อภาพลวงตาหายไป เขาวงกตก็กลับมาสู่สภาพเดิม ต้นไม้รอบตัวกลับมาเป็นสีเขียวสดใส แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมา และเสียงนกน้อยก็กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง
เอลาริสรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอรู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมไหลเวียนอยู่ในกาย พลังแห่งความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในตัวเอง
เธอเดินต่อไปอีกไม่นาน ก็มาถึงลานกว้างใจกลางเขาวงกต ที่นั่นมีดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งกำลังผลิบานอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ และใจกลางของดอกไม้นั้น คือเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่เปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับ
“เมล็ดพันธุ์แห่งแสง...” เอลาริสพึมพำด้วยความตื่นเต้น
เธอค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสเมล็ดพันธุ์นั้น ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะต้อง เมล็ดพันธุ์ก็ส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ก่อนจะลอยขึ้นมาอยู่ในมือของเธอ
เอลาริสรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในกาย พลังเวทในตัวเธอพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับเมล็ดพันธุ์นี้คือส่วนหนึ่งของเธอเอง
เธอเดินทางกลับออกจากเขาวงกตโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป ต้นไม้และพืชพรรณรอบตัวดูเหมือนจะโค้งคำนับให้เธอ ราวกับยอมรับในพลังที่ตื่นขึ้นของเธอ
เมื่อเธอก้าวออกมาจากเขาวงกต เอลดาราก็ยืนรออยู่ตรงหน้า พร้อมด้วยลีโอ คาเรน และเซเรฟ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าทำได้แล้วเอลาริส” เอลดารากล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ “เจ้าผ่านบททดสอบแห่งพฤกษามายาได้อย่างงดงาม”
“ข้าเจอเมล็ดพันธุ์แห่งแสงแล้วค่ะ” เอลาริสชูเมล็ดพันธุ์ในมือให้เอลดาราดู
เอลดาราพยักหน้า “มันมิใช่เพียงเมล็ดพันธุ์ธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของเจ้า และพลังแห่งสุริยันจันทราที่กำลังจะตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์”
ทันใดนั้น เมล็ดพันธุ์ในมือของเอลาริสก็ส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ก่อนจะลอยขึ้นไปบนอากาศ มันหมุนวนอยู่เหนือศีรษะของเธอ ปลดปล่อยละอองแสงสีทองนับพันที่โปรยปรายลงมาปกคลุมร่างของเธอ
เอลาริสรู้สึกถึงกระแสพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่กายเธอ มันเป็นพลังที่ร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ และเยือกเย็นราวกับดวงจันทร์ มันเป็นพลังที่สมดุลและทรงอำนาจ เธอรู้สึกราวกับว่าเธอสามารถควบคุมธาตุทั้งมวลในโลกได้
เมื่อแสงนั้นจางหายไป เอลาริสก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ ดวงตาของเธอดูกระจ่างใสและเปล่งประกายกว่าเดิม เรือนผมสีน้ำตาลแดงของเธอดูเหมือนจะมีประกายสีทองเรืองรองแฝงอยู่จางๆ
“พลังของเจ้าตื่นขึ้นแล้วเอลาริส” เอลดารากล่าว “เจ้าพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รอคอยเจ้าอยู่”
เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมั่นที่เปี่ยมล้นในหัวใจ เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอยังอีกยาวไกล และอุปสรรคเบื้องหน้าอาจจะยิ่งใหญ่กว่าที่เธอเคยเจอมา แต่ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอมีสหายผู้กล้าหาญเคียงข้าง และเธอได้ค้นพบพลังที่แท้จริงในตัวเธอแล้ว พลังที่จะหยุดยั้งราชาปีศาจมาลากอร์ และปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก