โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 923 คำ
หลังจากผ่านบททดสอบแห่งพฤกษามายา พลังเวทในกายของเอลาริสก็ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกเชื่อมโยงกับธาตุต่างๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น เธอสามารถร่ายมนตร์พื้นฐานได้อย่างง่ายดาย และสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานในธรรมชาติที่ไหลเวียนรอบตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เอลดาราพาคณะของเอลาริสไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของพงไพรเอลดอเรีย ที่ซึ่ง ‘หอคอยแห่งความทรงจำ’ ตั้งตระหง่านอยู่
หอคอยแห่งนี้มิได้สร้างขึ้นจากหินหรืออิฐ แต่มันถูกสร้างขึ้นจากรากไม้โบราณที่บิดเกลียวพันกันขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชีวิต มีเถาวัลย์เรืองแสงปกคลุมทั่วทั้งหอคอย ทำให้มันดูเรืองรองในยามราตรี ราวกับดวงดาวที่ตกลงมาอยู่บนพื้นโลก
“นี่คือหอคอยแห่งความทรงจำ สถานที่ที่เก็บรวบรวมภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุริยันจันทราเอาไว้” เอลดาราอธิบายขณะที่พวกเขาก้าวเข้าไปใกล้ “เจ้าจะต้องเข้าไปข้างในเอลาริส เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา และพันธสัญญาที่บรรพบุรุษของเจ้าได้ทำไว้”
“แล้วสหายของข้าล่ะคะ?” เอลาริสถาม เธอหันไปมองลีโอ คาเรน และเซเรฟ
“พวกเขาจะรอเจ้าอยู่ข้างนอก” เอลดารากล่าว “หอคอยแห่งนี้จะเปิดรับเฉพาะผู้ที่มีสายเลือดแห่งสุริยันจันทราเท่านั้น”
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นปนความกังวล การต้องเข้าไปในสถานที่ลึกลับแห่งนี้เพียงลำพังเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพื่อค้นหาคำตอบที่เธอต้องการ
เมื่อเอลาริสก้าวผ่านประตูทางเข้า ซึ่งเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่เปิดออกบนรากไม้ หอคอยก็ปิดลงอย่างช้าๆ แสงสว่างภายในหอคอยนั้นนวลตาและอบอุ่น ราวกับแสงของดวงอาทิตย์ยามเช้า ภายในหอคอยนั้นกว้างขวางและสูงเสียดฟ้า มีบันไดเวียนขนาดใหญ่ที่ทำจากรากไม้ทอดยาวขึ้นไปเบื้องบน
เอลาริสเริ่มเดินขึ้นบันไดอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอดังก้องไปทั่วหอคอย ผนังหอคอยเต็มไปด้วยภาพแกะสลักที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต ภาพของราชวงศ์สุริยันจันทราตั้งแต่ยุคเริ่มต้น การสร้างคทาแห่งอำนาจ การต่อสู้กับความมืดมิด และการผนึกราชาปีศาจมาลากอร์
เธอหยุดอยู่ที่ภาพสลักภาพหนึ่ง ภาพนั้นแสดงให้เห็นราชินีผู้หนึ่งกำลังถือคทาสุริยันจันทรา ดวงตาของราชินีในภาพนั้นดูคล้ายกับเธออย่างน่าประหลาดใจ
ทันใดนั้น ภาพสลักก็เริ่มส่องแสง แสงสีทองและสีเงินหมุนวนรอบภาพ ก่อนที่เสียงกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ “ผู้สืบทอด... เจ้ามาถึงแล้ว”
เสียงนั้นอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตา แต่ก็แฝงด้วยความรู้สึกโศกเศร้าบางอย่าง เอลาริสรู้สึกราวกับกำลังเชื่อมโยงกับวิญญาณของราชินีในภาพ
“ข้าคือเอลาริส” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าคือทายาทของท่านหรือเพคะ?”
“ใช่... เจ้าคือสายเลือดสุดท้ายของข้า” เสียงนั้นตอบ “ข้าคือราชินีเอลารีน บรรพบุรุษของเจ้า”
“ท่านราชินีเอลารีน” เอลาริสกล่าวด้วยความเคารพ “โปรดบอกข้าเถิดเพคะ เกี่ยวกับคทาสุริยันจันทรา และวิธีที่จะผนึกมาลากอร์”
“คทาสุริยันจันทรามิใช่เพียงอาวุธ” ราชินีเอลารีนกล่าว “แต่มันคือกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลของโลกใบนี้ มันมีพลังแห่งสุริยันและจันทราอยู่ในตัว มันสามารถสร้างสรรค์และทำลายล้างได้ในคราวเดียวกัน”
“แต่ข้าจะใช้มันได้อย่างไรเพคะ?” เอลาริสถาม “ข้ายังไม่เคยสัมผัสคทานั้นเลย”
“คทาจะปรากฏตัวเมื่อถึงเวลาอันสมควร” ราชินีเอลารีนตอบ “แต่มันจะตอบสนองต่อจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์และมุ่งมั่นเท่านั้น”
“แล้วราชาปีศาจมาลากอร์ล่ะเพคะ?” เอลาริสถามด้วยความกังวล “เขาคืออะไรกันแน่?”
“มาลากอร์มิใช่เพียงแค่ปีศาจ” ราชินีเอลารีนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง “เขาคือเงาของโลกใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดที่เกิดจากความโลภ ความเกลียดชัง และความสิ้นหวังของเหล่าสิ่งมีชีวิต เมื่อความมืดมิดเหล่านี้สะสมจนถึงขีดสุด มาลากอร์ก็จะถือกำเนิดขึ้น”
“แล้วเราจะผนึกเขาได้อย่างไรเพคะ?”
“การผนึกมาลากอร์มิใช่การทำลายล้าง” ราชินีเอลารีนอธิบาย “เพราะความมืดมิดมิอาจถูกทำลายได้ แต่จะต้องถูกผนึกไว้ในที่ที่เหมาะสม ด้วยพลังแห่งสุริยันและจันทรา เพื่อรักษาสมดุลของโลก”
“สุริยคราสแห่งจันทร์คู่คือช่วงเวลาที่มิติระหว่างโลกของเราและมิติแห่งความมืดมิดจะเชื่อมต่อกัน” ราชินีเอลารีนกล่าวต่อ “ในวันนั้น พลังของมาลากอร์จะแข็งแกร่งที่สุด และเป็นช่วงเวลาเดียวที่คทาสุริยันจันทราจะสามารถผนึกเขาได้”
เอลาริสรับฟังอย่างตั้งใจ ภาพของสุริยคราสจันทร์คู่ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ และอาจจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาของโลกใบนี้
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าพลังเวทเอลาริส” ราชินีเอลารีนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “นั่นคือความรัก ความเมตตา และความเชื่อมั่นในตัวเอง มันคือแสงสว่างที่แท้จริงที่จะนำทางเจ้าผ่านความมืดมิดไปได้”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็เริ่มจางหายไป ภาพสลักก็กลับคืนสู่สภาพเดิม เอลาริสรู้สึกถึงความเศร้าสร้อยที่เข้ามาแทนที่ แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับโชคชะตาของเธอ
เธอเดินขึ้นบันไดต่อไปเรื่อยๆ ผ่านภาพสลักมากมายที่เล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษของเธอ และเรียนรู้ถึงบทเรียนต่างๆ ที่พวกเขาได้ทิ้งไว้ให้ เธอรับรู้ถึงความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่เธอต้องแบกรับ แต่เธอก็รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในจิตใจเช่นกัน
เมื่อเธอมาถึงยอดหอคอย เธอพบกับห้องโถงกว้างใหญ่ที่มีแท่นหินตั้งอยู่ตรงกลาง บนแท่นหินนั้นมีแท่นโลหะเปล่าเปลือยอยู่ ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น แสงสว่างสีทองและสีเงินก็สาดส่องลงมาจากเพดานหอคอย มันส่องตรงมาที่แท่นโลหะนั้น และจากแสงสว่างนั้น คทาสุริยันจันทราก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
คทาแห่งนี้งดงามเกินกว่าที่เอลาริสจะจินตนาการได้ ลำคทาทำจากโลหะสีทองอร่าม ประดับด้วยอัญมณีสีแดงเพลิงที่เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์ และอัญมณีสีเงินนวลที่ส่องแสงราวกับดวงจันทร์ ส่วนยอดคทาเป็นรูปทรงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เกี่ยวพันกันอย่างสง่างาม
เอลาริสค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสคทานั้น ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอแตะต้อง คทาก็ส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น พลังงานอันมหาศาลไหลผ่านจากคทาเข้าสู่กายของเธอ มันเป็นพลังที่ร้อนแรงและเยือกเย็นในคราวเดียวกัน เป็นพลังที่สมดุลและทรงอำนาจอย่างแท้จริง
เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับคทานี้ ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเธอ เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเธอ คทาสุริยันจันทรามิได้เป็นเพียงอาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความรับผิดชอบ และพันธสัญญาที่เธอต้องแบกรับ
“ข้าพร้อมแล้ว” เอลาริสพึมพำกับตัวเอง เธอจับคทาไว้แน่นในมือ ดวงตาของเธอฉายแววความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อเธอถือคทานั้นไว้ในมือ หอคอยแห่งความทรงจำก็เริ่มส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับกำลังเฉลิมฉลองการปรากฏตัวของผู้สืบทอดแห่งสุริยันจันทรา
เอลาริสเดินลงมาจากหอคอยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากตอนที่เธอเข้ามา เธอไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เธอคือนักรบผู้กล้าหาญ ผู้พิทักษ์แห่งโลก ผู้ถือครองคทาสุริยันจันทรา
เมื่อเธอก้าวออกมาจากหอคอย ลีโอ คาเรน และเซเรฟ ก็รีบเข้ามาหาเธอ ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นคทาสุริยันจันทราในมือของเธอ
“เจ้าทำได้แล้วเอลาริส!” ลีโออุทานด้วยความตื่นเต้น
“คทานั่น...” คาเรนพึมพำ “มันงดงามเหลือเกิน”
เซเรฟเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้กับเธอ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เอลดารายิ้มอย่างอ่อนโยน “ถึงเวลาแล้วเอลาริส ที่เจ้าจะต้องออกเดินทางอีกครั้ง สุริยคราสแห่งจันทร์คู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที และเจ้าจะต้องผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินโลกใบนี้”
เอลาริสพยักหน้า เธอจับคทาสุริยันจันทราไว้แน่นในมือ หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลังที่เปี่ยมล้น เธอรู้ว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะมาถึง และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าอุปสรรคเบื้องหน้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก