โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
344 ตอน · 913 คำ
ความมืดมิดจากสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้กลืนกินแสงสว่างของดินแดนสนธยาจนหมดสิ้น ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเงาของดวงจันทร์ทั้งสองที่บดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ แสงสีม่วงดำจากรอยร้าวแห่งมิติสาดส่องลงมายังแท่นบูชาโบราณที่ซึ่งราชาปีศาจมาลากอร์กำลังปรากฏกายอย่างสมบูรณ์ ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาของมันดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เอลาริสเคยเห็นในภาพลวงตา ดวงตาแดงก่ำของมันจ้องมองมาที่เธอราวกับจะกลืนกินวิญญาณ
“ในที่สุด... เจ้าก็มาถึง” เสียงของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วดินแดนสนธยา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจ “แต่เจ้ามาสายไปแล้ว เด็กน้อย พลังของข้าได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายใต้แสงแห่งสุริยคราสนี้ ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งข้าได้อีกต่อไป”
เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่นในมือ แสงสีทองและสีเงินจากคทาส่องสว่างเป็นรัศมีคุ้มกันเธอและสหายไว้จากรัศมีแห่งความชั่วร้ายของมาลากอร์ “ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าทำลายโลกใบนี้ มาลากอร์! ข้าคือผู้สืบทอดแห่งสุริยันจันทรา และข้าจะผนึกเจ้าไว้ในเงามืดชั่วนิรันดร์!”
“ฮ่าๆๆๆ!” มาลากอร์หัวเราะกึกก้อง เสียงหัวเราะของมันสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ “เจ้าคิดหรือว่าคทาโบราณนั่นจะทำอะไรข้าได้? พลังเวทในโลกใบนี้มันอ่อนแอลงแล้ว ไม่มีใครมีพลังมากพอที่จะผนึกข้าได้อีกต่อไป!”
“อย่าประมาทพลังของเอลาริส!” ลีโอตะโกน เขาก้าวออกมาข้างหน้า มือของเขากำดาบคู่ใจแน่น “เราจะสู้เคียงข้างเธอ!”
เซเรฟง้างคันธนู ลูกธนูอาบพลังเวทส่องแสงสีฟ้าอ่อนๆ “เราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก!”
คาเรนร่ายมนตร์ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง แสงสีเขียวอ่อนๆ แผ่ออกมาจากตัวเธอ “พลังแห่งธรรมชาติจะปกป้องเรา!”
มาลากอร์ไม่ตอบ มันเพียงแค่ยกแขนขนาดมหึมาขึ้น พลังงานสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นในฝ่ามือของมัน ก่อนจะพุ่งตรงมาที่คณะของเอลาริสอย่างรวดเร็ว
“ระวัง!” เอลาริสตะโกน เธอโบกคทาสุริยันจันทรา แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกไปปะทะกับคลื่นพลังงานสีดำอย่างจัง เกิดระเบิดแสงขนาดใหญ่สว่างวาบไปทั่วบริเวณ แรงระเบิดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวรอบตัวแตกเป็นเสี่ยงๆ
เอลาริสรู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรง เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง คทาสุริยันจันทราส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับกำลังตอบสนองต่อพลังของมาลากอร์
“พลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่ข้าคาดไว้” มาลากอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “แต่ก็ยังไม่พอที่จะเอาชนะข้าได้!”
มาลากอร์ปล่อยพลังงานสีดำออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า แสงสีม่วงดำจากรอยร้าวแห่งมิติยิ่งสาดส่องลงมา ทำให้พลังของมันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เอลาริสรู้ว่าเธอไม่สามารถรับมือกับพลังนั้นเพียงลำพังได้ เธอหันไปมองสหายของเธอ “ทุกคน! รวมพลังกัน!”
ลีโอพุ่งเข้าหามาลากอร์อย่างกล้าหาญ เขาฟาดฟันดาบไปที่ร่างของมัน แต่ดาบของเขากลับทะลุผ่านร่างเงาของมาลากอร์ไปอย่างไม่มีผล
“ไร้ประโยชน์!” มาลากอร์หัวเราะเย้ยหยัน มันยกแขนขึ้นจะฟาดลีโอ
“ลีโอ! ถอย!” เซเรฟตะโกน ลูกธนูอาบพลังเวทพุ่งตรงไปยังดวงตาของมาลากอร์อย่างรวดเร็ว
มาลากอร์สะบัดศีรษะ หลบลูกธนูได้อย่างง่ายดาย
คาเรนเริ่มร่ายมนตร์โจมตี เธอเรียกสายฟ้าสีเขียวพุ่งตรงไปยังมาลากอร์ แต่สายฟ้าก็สลายหายไปเมื่อปะทะกับรัศมีแห่งความชั่วร้ายของมัน
“พลังของพวกเจ้ามันอ่อนแอเกินไป!” มาลากอร์เยาะเย้ย “ยอมแพ้ซะเถอะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
“ไม่มีทาง!” เอลาริสประกาศก้อง เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราทั้งหมดไว้ที่คทา แสงสีทองและสีเงินรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่ในโลกที่มืดมิด
“จงรับพลังแห่งสุริยันจันทรา!” เอลาริสตะโกน เธอพุ่งลำแสงนั้นเข้าใส่มาลากอร์อย่างเต็มแรง
ลำแสงนั้นปะทะเข้ากับร่างของมาลากอร์อย่างจัง เกิดระเบิดแสงที่สว่างวาบไปทั่วดินแดนสนธยา แรงระเบิดทำให้พื้นดินแตกระแหง ต้นไม้ล้มระเนนระนาด เสียงคำรามของมาลากอร์ดังก้องไปทั่ว
เมื่อแสงจางหายไป ร่างของมาลากอร์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันยังคงยืนหยัดอยู่บนแท่นบูชา แต่ร่างของมันดูเลือนลางและสั่นไหวเล็กน้อย รัศมีแห่งความชั่วร้ายของมันดูอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“เป็นไปไม่ได้!” มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ “เจ้าทำอะไรข้า!”
เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก พลังเวทในกายของเธอแทบจะหมดสิ้น แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงส่องแสงเจิดจ้า
“พลังแห่งสุริยันจันทรามิได้เพียงแค่ทำลายล้าง” เอลาริสกล่าว “แต่มันยังสามารถผนึกความมืดมิดได้ด้วย!”
“เจ้าคิดว่าจะผนึกข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?” มาลากอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าคือความมืดมิดที่ไม่อาจถูกทำลายได้! ข้าคือส่วนหนึ่งของโลกใบนี้!”
“นั่นคือเหตุผลที่เราต้องผนึกเจ้า ไม่ใช่ทำลายเจ้า” เอลาริสกล่าว “เพื่อรักษาสมดุลของโลกใบนี้!”
เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีในการผนึกมาลากอร์ มันคือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย และเธอต้องทำให้สำเร็จ
“ทุกคน!” เอลาริสตะโกน “ข้าต้องการพลังจากพวกเจ้า!”
ลีโอ คาเรน และเซเรฟ พยักหน้า พวกเขารู้ว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด พวกเขารวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีส่งผ่านไปยังเอลาริส พลังของลีโอคือความแข็งแกร่งและความกล้าหาญ พลังของคาเรนคือความรู้และสติปัญญา พลังของเซเรฟคือความแม่นยำและความมุ่งมั่น พลังเหล่านั้นไหลรวมเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา ทำให้คทาส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น
เอลาริสรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ มันเป็นพลังที่ร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ และเยือกเย็นราวกับดวงจันทร์ เป็นพลังที่สมดุลและทรงอำนาจอย่างแท้จริง เธอปิดตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี
“มาลากอร์!” เอลาริสตะโกน เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายแสงสีทองและสีเงิน คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องแสงเจิดจ้าจนแทบจะมองไม่เห็น
“จงกลับคืนสู่เงามืดที่เจ้าจากมา!” เอลาริสโบกคทาลงบนแท่นบูชา แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทา สร้างวงแหวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ส่องประกายเจิดจ้า วงแหวนนั้นหมุนวนรอบมาลากอร์อย่างรวดเร็ว
มาลากอร์คำรามด้วยความเจ็บปวด มันพยายามจะหลบหนี แต่พลังของวงแหวนเวทมนตร์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ร่างเงาของมาลากอร์ถูกดึงดูดเข้าสู่วงแหวนอย่างช้าๆ
“ไม่! ข้าไม่ยอม!” มาลากอร์คำราม มันปล่อยคลื่นพลังงานสีดำออกมาจากร่างอย่างไม่หยุดยั้ง พยายามจะทำลายวงแหวนเวทมนตร์
แต่เอลาริสก็ไม่ยอมแพ้ เธอใช้พลังทั้งหมดที่มีในการควบคุมวงแหวนเวทมนตร์ คทาสุริยันจันทราส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับกำลังดูดซับพลังงานจากสุริยคราสแห่งจันทร์คู่
ลีโอ คาเรน และเซเรฟ ต่างก็ยืนหยัดอยู่ข้างเอลาริส พวกเขาส่งพลังใจและพลังเวทที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับเธอ
มาลากอร์คำรามเป็นครั้งสุดท้าย ร่างเงาของมันถูกดึงดูดเข้าสู่วงแหวนเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่วงแหวนนั้นจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลูกแก้วสีดำขนาดเล็กที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชา
สุริยคราสแห่งจันทร์คู่เริ่มจางหายไป แสงอาทิตย์ค่อยๆ สาดส่องลงมายังดินแดนสนธยาอีกครั้ง ความมืดมิดและความชั่วร้ายที่เคยปกคลุมสถานที่แห่งนี้เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ
เอลาริสยืนหอบหายใจ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงส่องแสงจางๆ ก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆ ดับลง
“เรา... ทำได้แล้ว...” ลีโอพึมพำด้วยความโล่งใจ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดิน
คาเรนยิ้มอย่างอ่อนล้า “เราผนึกมาลากอร์ได้แล้ว”
เซเรฟเพียงแค่พยักหน้าให้เอลาริส ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เอลาริสมองไปที่ลูกแก้วสีดำที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชา มันคือที่ที่มาลากอร์ถูกผนึกไว้ มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่เธอก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด การรักษาสมดุลของโลกใบนี้เป็นภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเธอจะต้องแบกรับพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์นี้ไปตลอดชีวิต

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก