คทาสุริยัน

ตอนที่ 155 — สุริยคราสแห่งจันทร์คู่: บทเริ่มต้นของการต่อสู้

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 913 คำ

ความมืดมิดจากสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ได้กลืนกินแสงสว่างของดินแดนสนธยาจนหมดสิ้น ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเงาของดวงจันทร์ทั้งสองที่บดบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ แสงสีม่วงดำจากรอยร้าวแห่งมิติสาดส่องลงมายังแท่นบูชาโบราณที่ซึ่งราชาปีศาจมาลากอร์กำลังปรากฏกายอย่างสมบูรณ์ ร่างเงาสีดำขนาดมหึมาของมันดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เอลาริสเคยเห็นในภาพลวงตา ดวงตาแดงก่ำของมันจ้องมองมาที่เธอราวกับจะกลืนกินวิญญาณ

“ในที่สุด... เจ้าก็มาถึง” เสียงของมาลากอร์ดังก้องไปทั่วดินแดนสนธยา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจ ‌“แต่เจ้ามาสายไปแล้ว เด็กน้อย พลังของข้าได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายใต้แสงแห่งสุริยคราสนี้ ไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งข้าได้อีกต่อไป”

เอลาริสกำคทาสุริยันจันทราแน่นในมือ แสงสีทองและสีเงินจากคทาส่องสว่างเป็นรัศมีคุ้มกันเธอและสหายไว้จากรัศมีแห่งความชั่วร้ายของมาลากอร์ “ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าทำลายโลกใบนี้ มาลากอร์! ข้าคือผู้สืบทอดแห่งสุริยันจันทรา ​และข้าจะผนึกเจ้าไว้ในเงามืดชั่วนิรันดร์!”

“ฮ่าๆๆๆ!” มาลากอร์หัวเราะกึกก้อง เสียงหัวเราะของมันสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ “เจ้าคิดหรือว่าคทาโบราณนั่นจะทำอะไรข้าได้? พลังเวทในโลกใบนี้มันอ่อนแอลงแล้ว ไม่มีใครมีพลังมากพอที่จะผนึกข้าได้อีกต่อไป!”

“อย่าประมาทพลังของเอลาริส!” ลีโอตะโกน เขาก้าวออกมาข้างหน้า ‍มือของเขากำดาบคู่ใจแน่น “เราจะสู้เคียงข้างเธอ!”

เซเรฟง้างคันธนู ลูกธนูอาบพลังเวทส่องแสงสีฟ้าอ่อนๆ “เราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก!”

คาเรนร่ายมนตร์ป้องกันอีกชั้นหนึ่ง แสงสีเขียวอ่อนๆ แผ่ออกมาจากตัวเธอ “พลังแห่งธรรมชาติจะปกป้องเรา!”

มาลากอร์ไม่ตอบ ‌มันเพียงแค่ยกแขนขนาดมหึมาขึ้น พลังงานสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นในฝ่ามือของมัน ก่อนจะพุ่งตรงมาที่คณะของเอลาริสอย่างรวดเร็ว

“ระวัง!” เอลาริสตะโกน เธอโบกคทาสุริยันจันทรา แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกไปปะทะกับคลื่นพลังงานสีดำอย่างจัง เกิดระเบิดแสงขนาดใหญ่สว่างวาบไปทั่วบริเวณ แรงระเบิดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ‍ต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวรอบตัวแตกเป็นเสี่ยงๆ

เอลาริสรู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรง เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง คทาสุริยันจันทราส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับกำลังตอบสนองต่อพลังของมาลากอร์

“พลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่ข้าคาดไว้” มาลากอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “แต่ก็ยังไม่พอที่จะเอาชนะข้าได้!”

มาลากอร์ปล่อยพลังงานสีดำออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า ​แสงสีม่วงดำจากรอยร้าวแห่งมิติยิ่งสาดส่องลงมา ทำให้พลังของมันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เอลาริสรู้ว่าเธอไม่สามารถรับมือกับพลังนั้นเพียงลำพังได้ เธอหันไปมองสหายของเธอ “ทุกคน! รวมพลังกัน!”

ลีโอพุ่งเข้าหามาลากอร์อย่างกล้าหาญ เขาฟาดฟันดาบไปที่ร่างของมัน แต่ดาบของเขากลับทะลุผ่านร่างเงาของมาลากอร์ไปอย่างไม่มีผล

“ไร้ประโยชน์!” มาลากอร์หัวเราะเย้ยหยัน ​มันยกแขนขึ้นจะฟาดลีโอ

“ลีโอ! ถอย!” เซเรฟตะโกน ลูกธนูอาบพลังเวทพุ่งตรงไปยังดวงตาของมาลากอร์อย่างรวดเร็ว

มาลากอร์สะบัดศีรษะ หลบลูกธนูได้อย่างง่ายดาย

คาเรนเริ่มร่ายมนตร์โจมตี เธอเรียกสายฟ้าสีเขียวพุ่งตรงไปยังมาลากอร์ แต่สายฟ้าก็สลายหายไปเมื่อปะทะกับรัศมีแห่งความชั่วร้ายของมัน

“พลังของพวกเจ้ามันอ่อนแอเกินไป!” มาลากอร์เยาะเย้ย ​“ยอมแพ้ซะเถอะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”

“ไม่มีทาง!” เอลาริสประกาศก้อง เธอรวบรวมพลังแห่งสุริยันจันทราทั้งหมดไว้ที่คทา แสงสีทองและสีเงินรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่ในโลกที่มืดมิด

“จงรับพลังแห่งสุริยันจันทรา!” เอลาริสตะโกน เธอพุ่งลำแสงนั้นเข้าใส่มาลากอร์อย่างเต็มแรง

ลำแสงนั้นปะทะเข้ากับร่างของมาลากอร์อย่างจัง เกิดระเบิดแสงที่สว่างวาบไปทั่วดินแดนสนธยา แรงระเบิดทำให้พื้นดินแตกระแหง ต้นไม้ล้มระเนนระนาด เสียงคำรามของมาลากอร์ดังก้องไปทั่ว

เมื่อแสงจางหายไป ร่างของมาลากอร์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันยังคงยืนหยัดอยู่บนแท่นบูชา แต่ร่างของมันดูเลือนลางและสั่นไหวเล็กน้อย รัศมีแห่งความชั่วร้ายของมันดูอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย

“เป็นไปไม่ได้!” มาลากอร์คำรามด้วยความโกรธ “เจ้าทำอะไรข้า!”

เอลาริสรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก พลังเวทในกายของเธอแทบจะหมดสิ้น แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงส่องแสงเจิดจ้า

“พลังแห่งสุริยันจันทรามิได้เพียงแค่ทำลายล้าง” เอลาริสกล่าว “แต่มันยังสามารถผนึกความมืดมิดได้ด้วย!”

“เจ้าคิดว่าจะผนึกข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?” มาลากอร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ข้าคือความมืดมิดที่ไม่อาจถูกทำลายได้! ข้าคือส่วนหนึ่งของโลกใบนี้!”

“นั่นคือเหตุผลที่เราต้องผนึกเจ้า ไม่ใช่ทำลายเจ้า” เอลาริสกล่าว “เพื่อรักษาสมดุลของโลกใบนี้!”

เอลาริสรู้ว่าเธอต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีในการผนึกมาลากอร์ มันคือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย และเธอต้องทำให้สำเร็จ

“ทุกคน!” เอลาริสตะโกน “ข้าต้องการพลังจากพวกเจ้า!”

ลีโอ คาเรน และเซเรฟ พยักหน้า พวกเขารู้ว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุด พวกเขารวบรวมพลังเวททั้งหมดที่มีส่งผ่านไปยังเอลาริส พลังของลีโอคือความแข็งแกร่งและความกล้าหาญ พลังของคาเรนคือความรู้และสติปัญญา พลังของเซเรฟคือความแม่นยำและความมุ่งมั่น พลังเหล่านั้นไหลรวมเข้าสู่คทาสุริยันจันทรา ทำให้คทาส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น

เอลาริสรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอ มันเป็นพลังที่ร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ และเยือกเย็นราวกับดวงจันทร์ เป็นพลังที่สมดุลและทรงอำนาจอย่างแท้จริง เธอปิดตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี

“มาลากอร์!” เอลาริสตะโกน เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายแสงสีทองและสีเงิน คทาสุริยันจันทราในมือของเธอส่องแสงเจิดจ้าจนแทบจะมองไม่เห็น

“จงกลับคืนสู่เงามืดที่เจ้าจากมา!” เอลาริสโบกคทาลงบนแท่นบูชา แสงสีทองและสีเงินพุ่งออกจากคทา สร้างวงแหวนเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ส่องประกายเจิดจ้า วงแหวนนั้นหมุนวนรอบมาลากอร์อย่างรวดเร็ว

มาลากอร์คำรามด้วยความเจ็บปวด มันพยายามจะหลบหนี แต่พลังของวงแหวนเวทมนตร์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ร่างเงาของมาลากอร์ถูกดึงดูดเข้าสู่วงแหวนอย่างช้าๆ

“ไม่! ข้าไม่ยอม!” มาลากอร์คำราม มันปล่อยคลื่นพลังงานสีดำออกมาจากร่างอย่างไม่หยุดยั้ง พยายามจะทำลายวงแหวนเวทมนตร์

แต่เอลาริสก็ไม่ยอมแพ้ เธอใช้พลังทั้งหมดที่มีในการควบคุมวงแหวนเวทมนตร์ คทาสุริยันจันทราส่องแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับกำลังดูดซับพลังงานจากสุริยคราสแห่งจันทร์คู่

ลีโอ คาเรน และเซเรฟ ต่างก็ยืนหยัดอยู่ข้างเอลาริส พวกเขาส่งพลังใจและพลังเวทที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับเธอ

มาลากอร์คำรามเป็นครั้งสุดท้าย ร่างเงาของมันถูกดึงดูดเข้าสู่วงแหวนเวทมนตร์อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่วงแหวนนั้นจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลูกแก้วสีดำขนาดเล็กที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชา

สุริยคราสแห่งจันทร์คู่เริ่มจางหายไป แสงอาทิตย์ค่อยๆ สาดส่องลงมายังดินแดนสนธยาอีกครั้ง ความมืดมิดและความชั่วร้ายที่เคยปกคลุมสถานที่แห่งนี้เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ

เอลาริสยืนหอบหายใจ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะยืนไม่ไหว คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงส่องแสงจางๆ ก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆ ดับลง

“เรา... ทำได้แล้ว...” ลีโอพึมพำด้วยความโล่งใจ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดิน

คาเรนยิ้มอย่างอ่อนล้า “เราผนึกมาลากอร์ได้แล้ว”

เซเรฟเพียงแค่พยักหน้าให้เอลาริส ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

เอลาริสมองไปที่ลูกแก้วสีดำที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชา มันคือที่ที่มาลากอร์ถูกผนึกไว้ มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่เธอก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด การรักษาสมดุลของโลกใบนี้เป็นภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเธอจะต้องแบกรับพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์นี้ไปตลอดชีวิต

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!