คทาสุริยัน

ตอนที่ 187 — รุ่งอรุณแห่งความหวังและรอยแผลที่ยังคงอยู่

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 778 คำ

เมื่อสุริยคราสแห่งจันทร์คู่จางหายไป แสงอาทิตย์อันอบอุ่นก็สาดส่องลงมายังดินแดนสนธยาอีกครั้ง ความมืดมิดที่เคยปกคลุมสถานที่แห่งนี้เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ ต้นไม้ที่เคยแห้งเหี่ยวตายซาก เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ ดอกไม้ป่าเริ่มผลิบาน และเสียงนกน้อยก็กลับมาขับขานเพลงก้องกังวานอีกครั้ง ราวกับธรรมชาติกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะของคณะผู้กล้า

เอลาริสทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง ‌เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะขยับตัวไม่ไหว พลังเวทในกายของเธอถูกใช้ไปจนหมดสิ้น คทาสุริยันจันทราในมือของเธอยังคงส่องแสงจางๆ ก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆ ดับลง บ่งบอกว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จลุล่วงแล้ว

ลีโอ คาเรน และเซเรฟ ​ต่างก็ทรุดตัวลงพักผ่อนเช่นกัน พวกเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีใครได้รับอันตรายร้ายแรง สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความเหนื่อยล้าและความโล่งใจที่ถาโถมเข้ามา

“เราทำได้แล้วจริงๆ สินะ” ลีโอพึมพำ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังลูกแก้วสีดำที่ลอยอยู่เหนือแท่นบูชา ลูกแก้วนั้นเปล่งแสงสีม่วงดำจางๆ ‍บ่งบอกว่าราชาปีศาจมาลากอร์ถูกผนึกไว้ภายในนั้นอย่างสมบูรณ์

“ใช่แล้ว” คาเรนตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยความสุข “โลกของเราปลอดภัยแล้ว”

เซเรฟเพียงแค่พยักหน้า เขามองไปที่เอลาริส ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและชื่นชม เอลาริสไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เธอคือนักรบผู้กล้าหาญ ผู้พิทักษ์แห่งโลก ‌ผู้ที่ได้ทำตามพันธสัญญาแห่งราชวงศ์สุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์

เอลาริสมองไปที่ลูกแก้วสีดำนั้นเช่นกัน เธอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอเอง เธอไม่ได้กลัวความมืดมิดอีกต่อไป เธอได้เผชิญหน้ากับความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเอาชนะมันได้ด้วยพลังแห่งแสงสว่างในตัวเธอเอง

“มาลากอร์ถูกผนึกไว้แล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า “แต่เราต้องแน่ใจว่ามันจะไม่มีวันกลับมาอีก”

“ใช่” คาเรนเห็นด้วย ‍“ลูกแก้วนี้จะต้องถูกนำไปเก็บไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถเข้าถึงมันได้”

“พงไพรเอลดอเรีย” เอลาริสกล่าว “เอลดาราจะรู้ว่าควรทำอย่างไรกับมัน”

หลังจากพักผ่อนได้ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางกลับออกจากดินแดนสนธยา ทุกย่างก้าวของพวกเขารู้สึกเบาและมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าตอนที่เข้ามา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ดินแดนที่เคยน่ากลัวแห่งนี้ดูสวยงามขึ้นมาเล็กน้อย

ระหว่างทางกลับ ​พวกเขาได้พบกับเอลดาราที่กำลังรอพวกเขาอยู่ที่ชายแดนของพงไพรเอลดอเรีย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นพวกเขา

“ข้ารู้แล้วว่าพวกเจ้าทำสำเร็จ” เอลดารากล่าว “ข้ารู้สึกได้ถึงความสมดุลของโลกที่กลับคืนมา”

เอลาริสยื่นลูกแก้วสีดำให้เอลดารา “ท่านเอลดารา โปรดเก็บสิ่งนี้ไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดเถิดเพคะ”

เอลดารารับลูกแก้วนั้นมาไว้ในมือ ดวงตาของนางจับจ้องไปที่มันอย่างพิจารณา “มันจะถูกเก็บไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของพงไพรเอลดอเรีย ​ที่ซึ่งไม่มีใครสามารถเข้าถึงมันได้”

เอลดารายิ้มให้เอลาริส “เจ้าทำได้ดีมากเอลาริส เจ้าได้ทำตามพันธสัญญาของบรรพบุรุษเจ้าได้อย่างสมบูรณ์”

เอลาริสรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเมื่อได้ยินคำชมจากเอลดารา เธอรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“แต่การเดินทางของเจ้ายังไม่สิ้นสุดลงแค่นี้” เอลดารากล่าวต่อ “โลกใบนี้ยังคงต้องการผู้พิทักษ์ และเจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเธอจะต้องแบกรับหน้าที่นี้ไปตลอดชีวิต ​เธอได้ค้นพบความหมายของชีวิตแล้ว มันคือการปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด และรักษาสมดุลของธาตุทั้งมวล

ในวันรุ่งขึ้น คณะผู้กล้าได้บอกลาเอลดาราและพงไพรเอลดอเรีย พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางกลับไปยังอาณาจักรของพวกเขา เพื่อบอกข่าวดีให้กับผู้คน และเพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่

การเดินทางกลับนั้นแตกต่างออกไปจากขามา พวกเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความหวังและความสุข พวกเขาได้เห็นโลกที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ได้เห็นผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส และได้เห็นแสงสว่างที่กลับคืนมา

เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงอาณาจักรของลีโอ ผู้คนต่างก็ออกมาต้อนรับพวกเขาอย่างคับคั่ง ข่าวการผนึกมาลากอร์ได้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนต่างพากันดีใจและเฉลิมฉลองชัยชนะ

เอลาริสได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เธอไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าอีกต่อไป แต่เป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญ ผู้พิทักษ์แห่งโลก ผู้คนต่างพากันสรรเสริญและยกย่องเธอ

แต่ในใจของเอลาริส เธอก็ยังคงรู้สึกถึงรอยแผลที่ยังคงอยู่ แม้ว่ามาลากอร์จะถูกผนึกไว้แล้ว แต่ความมืดมิดก็ยังคงมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ความโลภ ความเกลียดชัง และความสิ้นหวัง ยังคงเป็นสิ่งที่เธอต้องเฝ้าระวัง

ในคืนนั้น เอลาริสยืนอยู่บนระเบียงของปราสาท มองไปยังดวงดาวนับล้านที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า เธอจับคทาสุริยันจันทราไว้ในมือ คทาแห่งนี้ไม่ได้ส่องแสงเจิดจ้าอีกต่อไป แต่มันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความรับผิดชอบของเธอ

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เอลาริส?” เสียงของคาเรนดังขึ้น เธอเดินเข้ามาหาเอลาริสพร้อมกับถ้วยชาอุ่นๆ

“ข้ากำลังคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาค่ะ” เอลาริสตอบ “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้”

“เจ้าได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากเอลาริส” คาเรนกล่าว “เจ้าได้ช่วยโลกใบนี้เอาไว้”

“แต่ความมืดมิดก็ยังคงมีอยู่ในใจของมนุษย์ใช่ไหมคะ?” เอลาริสถาม

คาเรนพยักหน้า “ใช่แล้วเอลาริส ความมืดมิดมิอาจถูกทำลายได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะไม่ให้มันครอบงำจิตใจเราได้”

“หน้าที่ของข้ายังไม่จบลงแค่นี้ใช่ไหมคะ?”

“ไม่เลยเอลาริส” คาเรนยิ้ม “หน้าที่ของผู้พิทักษ์คือการเฝ้าระวังและปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่อาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อ”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าเธอจะต้องแบกรับหน้าที่นี้ไปตลอดชีวิต เธอไม่ได้รู้สึกหนักใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แรงกล้า เธอได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเธอแล้ว และเธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ลีโอและเซเรฟเดินเข้ามาสมทบกับพวกเขา ทั้งสี่คนยืนอยู่บนระเบียงปราสาท มองไปยังดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า พวกเขามิได้เป็นเพียงสหายร่วมเดินทางอีกต่อไป แต่เป็นครอบครัวที่ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งมิตรภาพและความกล้าหาญ

รุ่งอรุณแห่งความหวังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โลกใบนี้ปลอดภัยจากมาลากอร์ แต่การเดินทางของเอลาริสและสหายของเธอยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดที่อาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อ และเพื่อรักษาสมดุลของธาตุทั้งมวลให้คงอยู่ตลอดไป

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!