สายลมหนาวพัดโชยต้องกายเอลาริส ท่ามกลางยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งหุบเขาเอลโดเรีย เสียงกระซิบของสายลมดูราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวโบราณที่สาบสูญไปกับกาลเวลา เบื้องหน้าของเธอคือปราการหินทมิฬที่ตั้งตระหง่านราวกับป้อมปราการของยักษ์โบราณ ผิวหินสลักเสลาด้วยอักขระเวทมนตร์ที่เลือนรางตามกาลเวลา เถาวัลย์หนาทึบเลื้อยพันขึ้นไปจนสุดสายตา บดบังทางเข้าที่ปกคลุมด้วยเงามืดมิดจนน่าสะพรึงกลัว ที่นี่คือ "แดนลับแลแห่งหุบเขาต้องคำสาป" สถานที่ซึ่งเหล่าจอมเวทบรรพกาลเคยใช้เป็นที่บ่มเพาะพลัง และเป็นที่ที่ ‘คัมภีร์สุริยันจันทรา’ ตำนานแห่งพลังเวทที่เอลาริสต้องค้นหาถูกกล่าวขานว่าถูกซ่อนไว้
“ที่นี่ดูน่าขนลุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ” ฟินน์ นักธนูหนุ่มผู้ร่าเริง ปกติแล้วมักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่บัดนี้เขากลับขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังทางเข้ามืดมิดด้วยความระแวง ลูกธนูถูกง้างเตรียมพร้อมอยู่เสมอ “ความมืดมิดที่นี่ไม่ใช่แค่เงาของหินผา แต่เป็นเงาของพลังงานบางอย่างที่หลับใหลอยู่” ไครอน อัศวินผู้เงียบขรึมกล่าวเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบแน่น ใบหน้าคมคายฉายแววเคร่งเครียดเกินกว่าปกติ เอลาริสสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากหุบเขา มันไม่ใช่พลังงานที่ชั่วร้ายเสียทีเดียว แต่เป็นความอึมครึม หนักอึ้ง ราวกับมีบางสิ่งกำลังเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่ เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงดูดเธอให้ก้าวเข้าไป ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังเรียกหาทายาทของมัน
“เราต้องเข้าไปข้างใน” เอลาริสกล่าวเสียงหนักแน่น แม้ในใจจะมีความประหวั่นพรั่นพรึง แต่ความมุ่งมั่นที่จะค้นหาคัมภีร์สุริยันจันทรานั้นแรงกล้ากว่าสิ่งใด เธอรู้ดีว่าคัมภีร์เล่มนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เธอควบคุมพลังของคทาสุริยันจันทราได้อย่างสมบูรณ์ และผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ได้ทันกาลก่อนสุริยคราสแห่งจันทร์คู่จะมาถึง เหล่าสหายพยักหน้า ไครอนก้าวขึ้นนำ เปิดทางเบื้องหน้าด้วยการใช้ปลายดาบแหวกเถาวัลย์หนาทึบที่ปิดกั้นทางเข้า แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาเมื่อครู่พลันเลือนหายไปทันทีที่พวกเขาก้าวผ่านพ้นธรณีประตู ความมืดมิดเข้าปกคลุมราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท อากาศภายในถ้ำเย็นเยียบและชื้นจัด กลิ่นอับชื้นของดินและพืชพรรณโบราณคละคลุ้งไปทั่ว
“จุดคบไฟ!” ฟินน์เอ่ยขึ้นพลางหยิบแท่งไม้ที่พันด้วยผ้าชุบน้ำมันออกมาจากย่าม ไครอนจุดไฟให้ด้วยประกายเวทจากปลายนิ้ว เปลวไฟสีส้มแดงสว่างวาบขึ้น แสงริบหรี่ช่วยขับไล่ความมืดมิดไปได้เพียงชั่วครู่ เผยให้เห็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด ผนังถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตา เงาตะคุ่มของพวกมันเต้นระยิบระยับไปตามการเคลื่อนไหวของเปลวไฟ สร้างภาพลวงตาประหลาดจนยากจะแยกแยะว่าสิ่งใดคือของจริง สิ่งใดคือจินตนาการ
ขณะที่พวกเขากำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เอลาริสรู้สึกราวกับมีสายตานับร้อยคู่กำลังจับจ้องมองมาที่เธอ เธอพยายามสอดส่องสายตาไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยเงามืด “รู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองเราอยู่ไหม” เอลาริสกระซิบถามฟินน์ที่เดินอยู่ข้างๆ ฟินน์พยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่... ข้าก็รู้สึก” ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ใช่เสียงของสายลมก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเอลาริส มันเป็นเสียงที่ไพเราะราวกับเสียงเพลง แต่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยและเหน็บหนาว ราวกับเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำ ‘เจ้า... ทายาทแห่งแสง... เจ้ามาทำอะไรที่นี่...’ เอลาริสสะดุ้งสุดตัว เธอหยุดชะงักทันที “มีอะไรหรือเอลาริส?” ไครอนหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “เสียง... ข้าได้ยินเสียง...” เอลาริสตอบ ใบหน้าซีดเผือด ‘เสียงแห่งความจริง... หรือเสียงแห่งมายา...’ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ราวกับอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก เอลาริสรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ทันใดนั้น เงาสีดำทะมึนรูปร่างคล้ายมนุษย์ก็ผุดขึ้นมาจากเงามืดรอบตัวพวกเขา มันปรากฏกายขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้เสียงราวกับอากาศธาตุ พวกมันมีดวงตาสีแดงฉานเรืองรองราวกับถ่านไฟที่กำลังคุโชน ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับถูกสร้างขึ้นมาจากความหวาดกลัวที่บริสุทธิ์ “เงามายา!” ฟินน์ร้องเตือนพลางง้างคันธนูยิงออกไปทันที ลูกธนูพุ่งเข้าปักกลางอกของเงาตนหนึ่ง ทว่ามันกลับทะลุผ่านไปราวกับยิงใส่หมอกควัน เงามายาไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “พวกมันไม่ใช่กายเนื้อ!” ไครอนคำรามพลางชักดาบออกมาเตรียมพร้อม “ระวังตัวไว้ พวกมันโจมตีจิตใจ!” เงามายาพุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทาง เอลาริสรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจ ความรู้สึกหวาดกลัว ความเศร้าโศก และความโดดเดี่ยวที่เธอเคยฝังกลบเอาไว้ลึกสุดใจพลันผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กที่เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ซึ่งครอบครัวและที่พึ่ง ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
‘เจ้า... ไม่คู่ควร... พลังนี้... จะทำลายเจ้า...’ เสียงกระซิบที่เคยไพเราะบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่บิดเบี้ยวและน่ากลัว มันพยายามบงการให้เธอละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมจำนนต่อความหวาดกลัว และปล่อยให้ความมืดมิดกัดกินจิตใจ เอลาริสกรีดร้องในใจ เธอพยายามผลักไสภาพเหล่านั้นออกไป แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพมายาเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนและรุนแรงขึ้นเท่านั้น เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง “เอลาริส! ตั้งสติ!” เสียงของไครอนดังขึ้นอย่างกังวาน ราวกับสายฟ้าฟาดที่ปลุกเธอให้ตื่นจากฝันร้าย เอลาริสลืมตาขึ้น เธอมองเห็นไครอนกำลังต่อสู้กับเงามายาด้วยดาบเวทมนตร์ของเขา ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะสร้างความเสียหายให้แก่พวกมันได้ แต่ก็เพียงแค่ทำให้พวกมันถอยร่นไปชั่วขณะเท่านั้น ฟินน์เองก็พยายามยิงธนูเวทมนตร์ใส่พวกมัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร “พวกมันโจมตีจุดอ่อนในใจของเจ้า! อย่าปล่อยให้พวกมันควบคุมได้!” ไครอนตะโกน เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง เธอพยายามรวบรวมสติ เธอรู้ดีว่านี่คือบททดสอบ เธอต้องเอาชนะความหวาดกลัวในใจของตัวเองให้ได้ เธอคือทายาทแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา เธอไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว เธอมีสหาย มีพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องแบกรับ
เธอสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์ในกายของเธอ มันเต้นระรัวราวกับหัวใจที่กำลังตื่นขึ้น เธอพยายามนึกถึงรอยยิ้มของสหาย นึกถึงความหวังที่จะปกป้องโลกใบนี้ เธอไม่สามารถยอมแพ้ได้! ทันใดนั้น แสงสีทองอร่ามก็เริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเอลาริส แสงนั้นอบอุ่นและทรงพลัง ราวกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่ขับไล่ความมืดมิด แสงสีทองที่บริสุทธิ์แผ่ออกไปรอบตัวเธอ เงามายาที่กำลังพุ่งเข้ามาพลันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พวกมันแตกสลายกลายเป็นละอองสีดำสนิทและเลือนหายไปในอากาศ เอลาริสลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง เธอรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่หลั่งไหลอย่างอิสระภายในกาย ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกุมจิตใจพลันมลายหายไป เหลือไว้เพียงความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง “ยอดเยี่ยมมากเอลาริส!” ฟินน์ปรบมือด้วยความชื่นชม ไครอนพยักหน้าเล็กน้อย มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก “นี่เป็นเพียงบททดสอบแรกเท่านั้นเอลาริส สถานที่แห่งนี้จะทดสอบจิตใจของเจ้าในทุกย่างก้าวที่เราเดินไปข้างหน้า” ไครอนกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกสิ่งที่เธอรัก พวกเขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แสงสีทองจากร่างของเอลาริสช่วยส่องสว่างเส้นทางเบื้องหน้า ความมืดมิดที่เคยน่ากลัวบัดนี้กลับดูอ่อนแรงลงในสายตาของเธอ โถงถ้ำนำพวกเขาไปสู่ทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน ลึกเข้าไปในใจกลางของหุบเขา ผนังทางเดินเต็มไปด้วยรูปสลักโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าจอมเวทในอดีต พวกเขาเห็นภาพการฝึกฝนเวทมนตร์ การต่อสู้กับความชั่วร้าย และการใช้พลังแห่งสุริยันจันทราเพื่อรักษาความสมดุลของโลก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้นเท่านั้น และความเงียบก็ยิ่งปกคลุมจนน่าอึดอัด เอลาริสรู้สึกได้ถึงกระแสพลังเวทที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าพวกเขาเข้าใกล้แหล่งพลังงานบางอย่าง ในที่สุด ทางเดินก็สิ้นสุดลงที่ห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักขึ้นจากหินออบซิเดียนสีดำสนิท ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่าน บนแท่นบูชานั้นมีแท่นคริสตัลขนาดใหญ่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนเรืองรองอยู่
“แท่นคริสตัลแห่งปัญญา” ไครอนเอ่ยขึ้น “กล่าวกันว่ามันสามารถเผยความจริงที่ถูกซ่อนเร้น และเป็นทางเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของหุบเขา” ขณะที่พวกเขากำลังสำรวจรอบๆ ห้องโถง เสียงกระซิบอีกครั้งก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเอลาริส คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่เต็มไปด้วยความมืดมิด แต่เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและภูมิปัญญา ‘ผู้มาเยือน... ผู้เป็นทายาทแห่งแสง... หากเจ้าปรารถนาความจริง... จงวางมือบนแท่นคริสตัล... และเผชิญหน้ากับตนเอง...’ เอลาริสลังเลชั่วครู่ เธอมองไปยังสหายเพื่อขอความเห็น “ข้าไม่รู้สึกถึงอันตรายจากแท่นคริสตัลนี้” ไครอนกล่าว “แต่จงระวังให้ดี พลังของมันอาจจะเปิดเผยสิ่งที่ไม่คาดฝัน” ฟินน์พยักหน้าเห็นด้วย “ข้าจะคุ้มกันเจ้าเองเอลาริส”
ด้วยความมุ่งมั่น เอลาริสก้าวไปที่แท่นคริสตัล เธอวางมือลงบนพื้นผิวที่เย็นเฉียบของมัน ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับคริสตัล แสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างจ้าขึ้นอย่างรุนแรง พลังงานมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเธอ เอลาริสรู้สึกราวกับจิตวิญญาณของเธอกำลังถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงลึกของคริสตัล ภาพต่างๆ ฉายวาบเข้ามาในจิตใจของเธอ มันไม่ใช่ภาพมายาที่น่ากลัวเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นภาพความทรงจำที่เลือนรางของราชวงศ์สุริยันจันทรา เธอเห็นบรรพบุรุษของเธอใช้พลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องโลก เธอเห็นภาพการสร้างคทาสุริยันจันทรา เห็นพิธีกรรมโบราณที่ใช้ในการผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ แต่แล้ว ภาพก็เปลี่ยนไป เธอเห็นภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ ดวงจันทร์สองดวงโคจรมาบดบังดวงอาทิตย์พร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง เงาของมาลากอร์ที่เคยถูกผนึกไว้กำลังคืบคลานออกมาจากความมืด มันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวจนทำให้หัวใจของเธอเต้นรัว
‘เวลาเหลือน้อยแล้ว... ทายาทแห่งแสง... จงเร่งมือ... ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง...’ เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและก้องกังวานอยู่ในจิตใจของเธอ เอลาริสดึงมือออกจากแท่นคริสตัลด้วยความตกใจ แสงสีฟ้าอ่อนจางลง แต่ภาพในจิตใจของเธอยังคงชัดเจน เธอรู้แล้วว่าคัมภีร์สุริยันจันทรามีความสำคัญเพียงใด และเวลาที่เธอเหลืออยู่นั้นมีจำกัดแค่ไหน “เจ้าเห็นอะไรเอลาริส?” ไครอนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง เอลาริสเล่าสิ่งที่เธอเห็นให้สหายฟัง ตั้งแต่ภาพของบรรพบุรุษไปจนถึงภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่กำลังจะมาถึง “สุริยคราสแห่งจันทร์คู่... มันใกล้เข้ามาแล้วสินะ” ฟินน์กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล ไครอนพยักหน้า “เราต้องรีบแล้ว คัมภีร์สุริยันจันทราจะต้องอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาแห่งนี้ และเราต้องหามันให้พบก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เอลาริสพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความหวังและแรงกล้า เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับความกลัวในใจและได้รับรู้ถึงพันธกิจอันยิ่งใหญ่ เธอรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา พวกเขาก้าวเข้าไปในอุโมงค์มืดมิดอีกแห่งหนึ่งที่เปิดออกหลังแท่นคริสตัล อุโมงค์แห่งนี้ดูเก่าแก่กว่าที่ผ่านมา ผนังถ้ำเต็มไปด้วยรากไม้ขนาดใหญ่ที่เลื้อยพันกันยุ่งเหยิง บางแห่งมีน้ำหยดลงมาจากเพดานถ้ำ สร้างเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ เอลาริสรู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ หุบเขาเอลโดเรียแห่งนี้ เธอจะต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับคัมภีร์สุริยันจันทรา เรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของเธออย่างสมบูรณ์ และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับราชาปีศาจมาลากอร์ เธอจะไม่ทำให้บรรพบุรุษและสหายของเธอต้องผิดหวัง เธอจะทำตามพันธสัญญาแห่งผู้พิทักษ์ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก