การเดินทางสู่ส่วนลึกของหุบเขาเอลโดเรียดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง อุโมงค์ที่พวกเขาเดินผ่านดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด มันคดเคี้ยวและวกวนราวกับเขาวงกตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อผู้บุกรุก อากาศภายในอุโมงค์เริ่มแห้งและเย็นจัดกว่าเดิม กลิ่นดินและหินปูนคละคลุ้งไปทั่ว สร้างบรรยากาศที่น่าอึดอัดและชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว
เอลาริสยังคงสัมผัสได้ถึงพลังเวทมนตร์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นพลังงานเก่าแก่ที่ถูกบ่มเพาะมานับพันปี ราวกับว่าผนังถ้ำและก้อนหินทุกก้อนล้วนดูดซับเอาพลังนั้นไว้ในตัว เธอรู้สึกถึงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นในโสตประสาทเป็นระยะๆ ไม่ใช่เสียงขู่กรรโชกหรือเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เคยเจอ แต่เป็นเสียงที่คล้ายกับบทเพลงโบราณที่เล่าขานถึงตำนานและเรื่องราวในอดีต
“เสียงพวกนี้... มันบอกอะไรกับเจ้าบ้างเอลาริส?” ฟินน์กระซิบถาม เมื่อสังเกตเห็นว่าเอลาริสมักจะหยุดชะงักและหลับตาลงราวกับกำลังตั้งใจฟังบางสิ่งบางอย่าง เอลาริสลืมตาขึ้น เธอมองไปยังฟินน์ด้วยแววตาครุ่นคิด “มันเหมือนบทเพลง... บทเพลงที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์ของเรา ของคทาสุริยันจันทรา... และของคัมภีร์ที่พวกเรากำลังตามหา” “แล้วมันบอกอะไรเกี่ยวกับคัมภีร์บ้าง?” ไครอนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันบอกว่าคัมภีร์ไม่ได้เป็นแค่ตำราเวทมนตร์ธรรมดา แต่มันคือ ‘จิตวิญญาณแห่งปัญญา’ ที่จะนำทางผู้ถือครองไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริงของพลังสุริยันจันทรา” เอลาริสตอบ เธอรู้สึกราวกับว่าความรู้เหล่านั้นกำลังถูกถ่ายทอดเข้ามาในจิตใจของเธออย่างช้าๆ “และมันยังบอกอีกว่า... คัมภีร์จะเผยตัวเมื่อจิตใจของผู้ถือครองเป็นหนึ่งเดียวกับแสงและเงา”
คำพูดของเอลาริสทำให้ไครอนและฟินน์ขบคิดกันอย่างหนัก “เป็นหนึ่งเดียวกับแสงและเงาอย่างนั้นหรือ?” ฟินน์ทวนคำ “หมายถึงเราต้องเข้าใจทั้งพลังแห่งสุริยันและจันทราอย่างถ่องแท้สินะ” “ข้าคิดว่าอย่างนั้น” เอลาริสพยักหน้า “พลังแห่งสุริยันคือความร้อนแรง ความแข็งแกร่ง การทำลายล้าง... ส่วนพลังแห่งจันทราคือความเยือกเย็น ความอ่อนโยน การเยียวยา และการมองเห็นในสิ่งที่ถูกซ่อนเร้น” ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ทางเดินก็มาบรรจบกับโถงถ้ำขนาดใหญ่อีกครั้ง แต่คราวนี้โถงถ้ำแห่งนี้ดูแตกต่างออกไป ผนังถ้ำถูกประดับประดาด้วยภาพวาดฝาผนังสีสันสดใสที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ราวกับเพิ่งวาดเสร็จเมื่อวาน ภาพวาดเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม การก่อตั้งอาณาจักร การสร้างคทา ไปจนถึงการต่อสู้กับมาลากอร์ครั้งแรก ตรงกลางโถงถ้ำมีแท่นหินขนาดใหญ่วางอยู่ บนแท่นนั้นมีแท่นโลหะสีดำสนิทที่แกะสลักลวดลายซับซ้อน ปลายแท่นโลหะชี้ขึ้นไปบนเพดานถ้ำ ซึ่งมีช่องว่างขนาดเล็กที่แสงจันทร์สีเงินยวงส่องลอดลงมาพอดี ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับแสงจันทร์โดยเฉพาะ
“นี่คือ ‘แท่นบูชาแห่งจันทรา’ ” ไครอนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เป็นที่ที่เหล่าจอมเวทบรรพกาลใช้ในการทำพิธีอัญเชิญพลังแห่งจันทรา” เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นโลหะ เธอยื่นมือออกไปสัมผัสกับพื้นผิวที่เย็นเฉียบของมัน ทันใดนั้น ลวดลายบนแท่นโลหะก็เปล่งแสงสีเงินเรืองรอง เสียงกระซิบในจิตใจของเธอก็ทวีความดังขึ้น มันไม่ใช่แค่บทเพลงอีกต่อไป แต่มันคือ ‘เสียงแห่งจันทรา’ ที่กำลังบอกเล่าถึงความลับอันลึกซึ้ง ‘จงมองเข้าไปในเงา... จงค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนเร้น...’ เอลาริสหลับตาลง เธอปล่อยให้จิตใจของเธอล่องลอยไปตามกระแสพลังแห่งจันทรา เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างด้วยดวงตาที่สาม เธอเห็นภาพของคัมภีร์สุริยันจันทราที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำรา แต่เป็นดวงจิตที่มีชีวิต มันถูกซ่อนไว้ในมิติที่ซ้อนทับกัน และจะเผยตัวออกมาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทันใดนั้น ภาพก็เปลี่ยนไป เธอเห็นภาพของมาลากอร์ที่กำลังฟื้นคืนชีพในความมืดมิด กองทัพปีศาจของเขากำลังรวมพลเตรียมพร้อมสำหรับการบุกโจมตีโลก ภาพของสุริยคราสแห่งจันทร์คู่ที่ใกล้เข้ามาทุกที ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่แล้ว ภาพสุดท้ายก็ปรากฏขึ้น มันเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าของเธอคล้ายคลึงกับเอลาริสอย่างน่าประหลาด เธอสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์และถือคทาที่เปล่งแสงสีทองและเงิน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเมตตาและพลังอันไร้ขีดจำกัด ‘จงเชื่อมั่นในตนเอง... ทายาทแห่งแสง... เจ้าคือความหวังสุดท้าย...’
เอลาริสลืมตาขึ้น เธอรู้สึกราวกับว่าเธอเพิ่งกลับมาจากอีกมิติหนึ่ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความมุ่งมั่น “เจ้าเห็นอะไรอีกเอลาริส?” ฟินน์ถามด้วยความเป็นห่วง “ข้าเห็น... หญิงสาวคนหนึ่ง... เธอเหมือนข้ามาก” เอลาริสตอบ “และข้าเห็นมาลากอร์... เขากำลังจะฟื้นคืนชีพ” ไครอนพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด “เป็นอย่างที่คาดไว้ เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที” “แล้วคัมภีร์ล่ะ? เจ้าเห็นมันไหม?” ฟินน์ถาม เอลาริสหลับตาลงอีกครั้ง พยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากพลังแห่งจันทรา “มันไม่ได้อยู่ที่นี่... มันถูกซ่อนไว้ในมิติที่ซ้อนทับกัน มันจะปรากฏขึ้นเมื่อผู้ถือครองเข้าใจพลังแห่งแสงและเงาอย่างสมบูรณ์” “มิติที่ซ้อนทับกันอย่างนั้นหรือ?” ไครอนขมวดคิ้ว “หมายความว่าเราต้องหามันเจอในอีกมิติหนึ่งงั้นหรือ?” “ข้าคิดว่าอย่างนั้น” เอลาริสพยักหน้า “และมันยังบอกอีกว่า... เราจะต้องเดินทางไปยัง ‘วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พลังแห่งสุริยันเข้มข้นที่สุด ที่นั่น... ข้าจะสามารถเชื่อมโยงกับพลังแห่งสุริยันได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อนั้น... คัมภีร์จะเผยตัวออกมา”
ไครอนมองไปยังภาพวาดฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นจุดกำเนิดของราชวงศ์สุริยันจันทรา “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ... เป็นสถานที่ที่อันตรายและเข้าถึงได้ยากยิ่งนัก ไม่มีใครเคยกลับออกมาจากที่นั่นได้เลย” “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เอลาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราต้องไปที่นั่น ไม่ว่ามันจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม” ฟินน์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ข้าจะไปกับเจ้าเอลาริส ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม” ไครอนถอนหายใจยาว “เอาล่ะ... ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่มีเวลาจะมามัวรีรอแล้ว” ก่อนที่จะเดินทางออกจากแท่นบูชาแห่งจันทรา เอลาริสรู้สึกราวกับมีพลังงานบางอย่างกำลังไหลเข้ามาในร่างกายของเธอ มันเป็นพลังที่เย็นยะเยือกและอ่อนโยน แต่ก็ทรงพลังอย่างน่าประหลาด เธอรู้ได้ทันทีว่านี่คือพรจากพลังแห่งจันทรา ที่จะช่วยให้เธอสามารถมองเห็นในสิ่งที่ซ่อนเร้น และเข้าใจความลับของจักรวาลได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
พวกเขาออกเดินทางจากโถงถ้ำแห่งจันทรา มุ่งหน้าสู่ทางออกอีกด้านหนึ่งของหุบเขาเอลโดเรีย ระหว่างทาง พวกเขาพบกับสิ่งมีชีวิตประหลาดมากมาย บางตัวมีลักษณะคล้ายค้างคาวขนาดใหญ่ที่บินวนเวียนอยู่บนเพดานถ้ำ บางตัวเป็นแมงมุมยักษ์ที่ถักใยขนาดใหญ่ขวางทางเดิน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากไครอนและฟินน์ พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ เอลาริสรู้สึกว่าพลังเวทมนตร์ในตัวเธอกำลังตื่นขึ้นอย่างแท้จริง พลังแห่งสุริยันที่ร้อนแรงและพลังแห่งจันทราที่เยือกเย็นกำลังหลอมรวมกันอยู่ในร่างกายของเธอ เธอสามารถใช้พลังแสงสว่างเพื่อขับไล่ความมืดมิด และใช้พลังเงาเพื่ออำพรางตัวจากศัตรู เมื่อพวกเขาเดินมาถึงทางออกของหุบเขาเอลโดเรีย แสงตะวันยามเช้าก็สาดส่องเข้ามา ท้องฟ้าเป็นสีส้มทองอร่ามตัดกับสีครามของท้องฟ้า เมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า เอลาริสหายใจเข้าลึกๆ เธอรู้สึกถึงความสดชื่นและพลังงานที่เปี่ยมล้น เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า คัมภีร์สุริยันจันทราคือเป้าหมายของเธอ และวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญคือจุดหมายต่อไป เธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เธอจะต้องควบคุมพลังของเธอได้อย่างสมบูรณ์ และเธอจะต้องผนึกราชาปีศาจมาลากอร์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก