หลังจากการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในหุบเขาเอลโดเรีย เอลาริสและสหายก็ได้ทราบถึงจุดหมายต่อไป นั่นคือ “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ” สถานที่ในตำนานที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นแหล่งกำเนิดพลังแห่งสุริยันอันบริสุทธิ์ และเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกพลังที่แท้จริงของคัมภีร์สุริยันจันทรา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายเลย เพราะวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญนั้นตั้งอยู่ใจกลาง “ผืนทรายแห่งบรรพกาล” ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยพายุทรายอันบ้าคลั่ง และสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ดุร้าย
“ผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะเดินเท้าไปได้ทั้งหมด” ไครอนกล่าวขณะกางแผนที่โบราณที่เขาได้รับมาจากคลังของอัศวินแห่งแสง แผนที่นั้นทำจากหนังสัตว์ที่เก่าแก่จนเกือบผุพัง แต่ก็ยังคงมองเห็นเส้นทางและสัญลักษณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน “เราจำเป็นต้องใช้ ‘อูฐทะเลทราย’ ซึ่งเป็นสัตว์พาหนะที่แข็งแกร่งและทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายของทะเลทราย” พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บริเวณชายขอบของผืนทรายแห่งบรรพกาล เมืองเล็กๆ แห่งนี้ชื่อว่า “โอเอซิสแห่งแสงตะวัน” เป็นเมืองที่คึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งพ่อค้าเร่ นักผจญภัย และชาวทะเลทรายพื้นเมืองที่สวมชุดคลุมหนาเพื่อปกป้องร่างกายจากแสงแดดอันแผดเผา กลิ่นเครื่องเทศ กาแฟ และอาหารทะเลทรายคละคลุ้งไปทั่วตลาด ผู้คนส่งเสียงเจื้อยแจ้ว บางคนกำลังต่อรองราคาสินค้า บางคนกำลังเล่าเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เสียงดนตรีพื้นเมืองดังแว่วมาตามสายลม สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเอลาริสผู้ซึ่งไม่เคยเห็นเมืองที่คึกคักเช่นนี้มาก่อน
“เราต้องหาอูฐทะเลทรายที่แข็งแรงและมีไกด์นำทางที่เชี่ยวชาญ” ไครอนกล่าวขณะพาเอลาริสและฟินน์เดินฝ่าฝูงชนในตลาด ระหว่างที่พวกเขากำลังมองหาอูฐทะเลทรายอยู่นั้น สายตาของเอลาริสก็ไปสะดุดกับชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นปาล์ม ชายชราผู้นั้นมีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ดวงตาของเขาลึกโหล แต่กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งปัญญา เขาสวมชุดคลุมสีน้ำตาลซีด และมีไม้เท้าที่แกะสลักลวดลายซับซ้อนวางพิงอยู่ข้างกาย เอลาริสรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงดูดเธอให้เดินเข้าไปหาชายชราผู้นั้น ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาเธอ “ท่านผู้อาวุโส” เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยความสุภาพ “ท่านพอจะทราบไหมว่าเราจะหาไกด์นำทางสู่ผืนทรายแห่งบรรพกาลได้ที่ไหน” ชายชราลืมตาขึ้นช้าๆ เขามองเอลาริสด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ราวกับว่าเขามองเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงจิตวิญญาณของเธอ “ข้ารอเจ้าอยู่... ทายาทแห่งแสง” เอลาริสตกใจ เธอหันไปมองไครอนและฟินน์ ทั้งสองคนเองก็ดูประหลาดใจไม่แพ้กัน “ท่านรู้จักข้าได้อย่างไร?” เอลาริสถามด้วยความสงสัย ชายชราแย้มรอยยิ้มบางๆ “ดวงดาวได้บอกกล่าวถึงการมาของเจ้า... ผู้ที่จะนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลก” เขาชี้ไปยังดวงจันทร์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า “ข้าคือ ‘ชีคาร์’ ผู้พิทักษ์แห่งผืนทรายแห่งบรรพกาล และข้าจะนำทางเจ้าสู่เส้นทางแห่งสุริยันที่สาบสูญ”
เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในใจทันที เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ชีคาร์คือผู้ที่ถูกลิขิตให้มาช่วยเหลือเธอ ชีคาร์พาพวกเขาไปยังคอกอูฐที่อยู่ไม่ไกลจากตลาด ที่นั่นมีอูฐทะเลทรายตัวใหญ่สามตัวยืนรออยู่ อูฐแต่ละตัวมีขนสีน้ำตาลทอง และดวงตาที่ฉลาดเฉลียว “อูฐเหล่านี้จะพาเจ้าไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย” ชีคาร์กล่าว “แต่จงจำไว้ว่า ผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นไม่ใช่แค่ทะเลทรายธรรมดา มันคือดินแดนแห่งความทรงจำและพลังงานโบราณ มันจะทดสอบจิตใจและร่างกายของเจ้า” หลังจากเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ออกเดินทางสู่ผืนทรายแห่งบรรพกาล แสงแดดอันแผดเผาของทะเลทรายสาดส่องลงมาอย่างไม่ปรานี ผืนทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ราวกับมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุด เอลาริสรู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากผืนทราย แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนทราย มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง ราวกับว่าผืนทรายแห่งนี้กำลังหลับใหลอยู่และรอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้น “พลังแห่งสุริยันที่สาบสูญ... มันอยู่ที่นี่” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่วเบา ชีคาร์พยักหน้า “ใช่แล้ว... ผืนทรายแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานของดวงอาทิตย์ มันคือหัวใจของวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ” การเดินทางผ่านผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก พายุทรายขนาดใหญ่พัดกระหน่ำเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้ทัศนวิสัยเลือนรางและยากต่อการมองเห็น แต่ด้วยความช่วยเหลือของชีคาร์ผู้เชี่ยวชาญเส้นทาง และพลังเวทมนตร์ของเอลาริสที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากอันตราย พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้
ในบางครั้ง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดแห่งทะเลทราย เช่น งูทรายยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย และแมงป่องทะเลทรายพิษร้าย แต่ด้วยฝีมือการต่อสู้ของไครอนและการยิงธนูอันแม่นยำของฟินน์ พวกเขาก็สามารถเอาชนะพวกมันได้ เอลาริสเองก็เริ่มใช้พลังเวทมนตร์ของเธอได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น เธอสามารถสร้างโล่แสงเพื่อป้องกันการโจมตี และใช้พลังแห่งจันทราเพื่อมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย เธอรู้สึกว่าพลังแห่งสุริยันและจันทราในตัวเธอกำลังหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างการเดินทาง ชีคาร์ได้เล่าเรื่องราวของวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญให้พวกเขาฟัง “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญถูกสร้างขึ้นโดยราชินีองค์แรกของราชวงศ์สุริยันจันทรา นางคือผู้ที่ค้นพบพลังแห่งสุริยันและจันทรา และเป็นผู้สร้างคทาสุริยันจันทรา” “แล้วทำไมวิหารถึงสาบสูญไป?” เอลาริสถามด้วยความสงสัย ชีคาร์ถอนหายใจยาว “หลังจากที่ราชินีองค์แรกสิ้นพระชนม์ วิหารแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งและถูกปกคลุมด้วยผืนทรายแห่งบรรพกาล ไม่มีใครสามารถหามันเจอได้อีกเลย นอกจากผู้ที่ถูกเลือกโดยพลังแห่งสุริยัน” “แล้วทำไมท่านถึงรู้เส้นทาง?” ฟินน์ถาม “ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งผืนทรายแห่งบรรพกาล ข้าได้รับมอบหมายให้เฝ้ารอคอยการกลับมาของทายาทแห่งแสง” ชีคาร์ตอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หลายวันผ่านไป ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพที่น่าอัศจรรย์ใจ วิหารขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีทองอร่าม ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย ราวกับว่ามันผุดขึ้นมาจากผืนทรายเอง วิหารแห่งนี้ถูกประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อย่างวิจิตรบรรจง แสงแดดยามอัสดงสาดส่องลงมาต้องวิหาร สร้างประกายระยิบระยับราวกับว่าวิหารกำลังเปล่งแสงออกมาจากภายใน “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ...” เอลาริสพึมพำด้วยความตื่นตะลึง เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากวิหาร มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เธอเคยสัมผัสมา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังงานที่ชั่วร้ายบางอย่างที่แฝงตัวอยู่รอบๆ วิหาร มันเป็นพลังงานที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่ “ระวังตัวไว้” ไครอนกล่าวเสียงเรียบ “ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือป้อมปราการที่ถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณ และข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานของมาลากอร์ที่ซ่อนเร้นอยู่” ชีคาร์พยักหน้า “ใช่แล้ว... มาลากอร์รู้ว่าเจ้าจะมาที่นี่ เขาได้ส่งสมุนของเขามาเฝ้ารอคอยเจ้าแล้ว” เอลาริสกำหมัดแน่น เธอรู้ดีว่านี่คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญ เธอจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเธอคู่ควรกับพลังแห่งสุริยันจันทรา และเธอจะต้องปลดล็อกความลับของคัมภีร์สุริยันจันทราให้ได้ เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์ พวกเขาก้าวลงจากหลังอูฐ และเดินตรงไปยังทางเข้าวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ แสงแดดยามอัสดงสาดส่องลงมาต้องร่างของพวกเขา สร้างเงาทอดยาวไปบนผืนทรายเบื้องหน้า เอลาริสรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้น เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า

คทาสุริยัน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก