คทาสุริยัน

ตอนที่ 93 — การเดินทางสู่ผืนทรายแห่งบรรพกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 926 คำ

หลังจากการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในหุบเขาเอลโดเรีย เอลาริสและสหายก็ได้ทราบถึงจุดหมายต่อไป นั่นคือ “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ” สถานที่ในตำนานที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นแหล่งกำเนิดพลังแห่งสุริยันอันบริสุทธิ์ และเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกพลังที่แท้จริงของคัมภีร์สุริยันจันทรา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายเลย เพราะวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญนั้นตั้งอยู่ใจกลาง ‌“ผืนทรายแห่งบรรพกาล” ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยพายุทรายอันบ้าคลั่ง และสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ดุร้าย

“ผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะเดินเท้าไปได้ทั้งหมด” ไครอนกล่าวขณะกางแผนที่โบราณที่เขาได้รับมาจากคลังของอัศวินแห่งแสง แผนที่นั้นทำจากหนังสัตว์ที่เก่าแก่จนเกือบผุพัง แต่ก็ยังคงมองเห็นเส้นทางและสัญลักษณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน “เราจำเป็นต้องใช้ ​‘อูฐทะเลทราย’ ซึ่งเป็นสัตว์พาหนะที่แข็งแกร่งและทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายของทะเลทราย” พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บริเวณชายขอบของผืนทรายแห่งบรรพกาล เมืองเล็กๆ แห่งนี้ชื่อว่า “โอเอซิสแห่งแสงตะวัน” เป็นเมืองที่คึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งพ่อค้าเร่ นักผจญภัย ‍และชาวทะเลทรายพื้นเมืองที่สวมชุดคลุมหนาเพื่อปกป้องร่างกายจากแสงแดดอันแผดเผา กลิ่นเครื่องเทศ กาแฟ และอาหารทะเลทรายคละคลุ้งไปทั่วตลาด ผู้คนส่งเสียงเจื้อยแจ้ว บางคนกำลังต่อรองราคาสินค้า บางคนกำลังเล่าเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เสียงดนตรีพื้นเมืองดังแว่วมาตามสายลม สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเอลาริสผู้ซึ่งไม่เคยเห็นเมืองที่คึกคักเช่นนี้มาก่อน

“เราต้องหาอูฐทะเลทรายที่แข็งแรงและมีไกด์นำทางที่เชี่ยวชาญ” ‌ไครอนกล่าวขณะพาเอลาริสและฟินน์เดินฝ่าฝูงชนในตลาด ระหว่างที่พวกเขากำลังมองหาอูฐทะเลทรายอยู่นั้น สายตาของเอลาริสก็ไปสะดุดกับชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นปาล์ม ชายชราผู้นั้นมีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ดวงตาของเขาลึกโหล แต่กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งปัญญา เขาสวมชุดคลุมสีน้ำตาลซีด และมีไม้เท้าที่แกะสลักลวดลายซับซ้อนวางพิงอยู่ข้างกาย เอลาริสรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงดูดเธอให้เดินเข้าไปหาชายชราผู้นั้น ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาเธอ “ท่านผู้อาวุโส” ‍เอลาริสเอ่ยขึ้นด้วยความสุภาพ “ท่านพอจะทราบไหมว่าเราจะหาไกด์นำทางสู่ผืนทรายแห่งบรรพกาลได้ที่ไหน” ชายชราลืมตาขึ้นช้าๆ เขามองเอลาริสด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ราวกับว่าเขามองเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงจิตวิญญาณของเธอ “ข้ารอเจ้าอยู่... ทายาทแห่งแสง” เอลาริสตกใจ เธอหันไปมองไครอนและฟินน์ ทั้งสองคนเองก็ดูประหลาดใจไม่แพ้กัน “ท่านรู้จักข้าได้อย่างไร?” ​เอลาริสถามด้วยความสงสัย ชายชราแย้มรอยยิ้มบางๆ “ดวงดาวได้บอกกล่าวถึงการมาของเจ้า... ผู้ที่จะนำแสงสว่างกลับคืนสู่โลก” เขาชี้ไปยังดวงจันทร์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า “ข้าคือ ‘ชีคาร์’ ผู้พิทักษ์แห่งผืนทรายแห่งบรรพกาล และข้าจะนำทางเจ้าสู่เส้นทางแห่งสุริยันที่สาบสูญ”

เอลาริสรู้สึกถึงความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในใจทันที ​เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ชีคาร์คือผู้ที่ถูกลิขิตให้มาช่วยเหลือเธอ ชีคาร์พาพวกเขาไปยังคอกอูฐที่อยู่ไม่ไกลจากตลาด ที่นั่นมีอูฐทะเลทรายตัวใหญ่สามตัวยืนรออยู่ อูฐแต่ละตัวมีขนสีน้ำตาลทอง และดวงตาที่ฉลาดเฉลียว “อูฐเหล่านี้จะพาเจ้าไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย” ชีคาร์กล่าว “แต่จงจำไว้ว่า ผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นไม่ใช่แค่ทะเลทรายธรรมดา ​มันคือดินแดนแห่งความทรงจำและพลังงานโบราณ มันจะทดสอบจิตใจและร่างกายของเจ้า” หลังจากเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ออกเดินทางสู่ผืนทรายแห่งบรรพกาล แสงแดดอันแผดเผาของทะเลทรายสาดส่องลงมาอย่างไม่ปรานี ผืนทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ราวกับมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุด เอลาริสรู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากผืนทราย แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนทราย มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง ราวกับว่าผืนทรายแห่งนี้กำลังหลับใหลอยู่และรอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้น “พลังแห่งสุริยันที่สาบสูญ... มันอยู่ที่นี่” เอลาริสกล่าวเสียงแผ่วเบา ชีคาร์พยักหน้า “ใช่แล้ว... ผืนทรายแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานของดวงอาทิตย์ มันคือหัวใจของวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ” การเดินทางผ่านผืนทรายแห่งบรรพกาลนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก พายุทรายขนาดใหญ่พัดกระหน่ำเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้ทัศนวิสัยเลือนรางและยากต่อการมองเห็น แต่ด้วยความช่วยเหลือของชีคาร์ผู้เชี่ยวชาญเส้นทาง และพลังเวทมนตร์ของเอลาริสที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากอันตราย พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปได้

ในบางครั้ง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดแห่งทะเลทราย เช่น งูทรายยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย และแมงป่องทะเลทรายพิษร้าย แต่ด้วยฝีมือการต่อสู้ของไครอนและการยิงธนูอันแม่นยำของฟินน์ พวกเขาก็สามารถเอาชนะพวกมันได้ เอลาริสเองก็เริ่มใช้พลังเวทมนตร์ของเธอได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น เธอสามารถสร้างโล่แสงเพื่อป้องกันการโจมตี และใช้พลังแห่งจันทราเพื่อมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย เธอรู้สึกว่าพลังแห่งสุริยันและจันทราในตัวเธอกำลังหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างการเดินทาง ชีคาร์ได้เล่าเรื่องราวของวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญให้พวกเขาฟัง “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญถูกสร้างขึ้นโดยราชินีองค์แรกของราชวงศ์สุริยันจันทรา นางคือผู้ที่ค้นพบพลังแห่งสุริยันและจันทรา และเป็นผู้สร้างคทาสุริยันจันทรา” “แล้วทำไมวิหารถึงสาบสูญไป?” เอลาริสถามด้วยความสงสัย ชีคาร์ถอนหายใจยาว “หลังจากที่ราชินีองค์แรกสิ้นพระชนม์ วิหารแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งและถูกปกคลุมด้วยผืนทรายแห่งบรรพกาล ไม่มีใครสามารถหามันเจอได้อีกเลย นอกจากผู้ที่ถูกเลือกโดยพลังแห่งสุริยัน” “แล้วทำไมท่านถึงรู้เส้นทาง?” ฟินน์ถาม “ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งผืนทรายแห่งบรรพกาล ข้าได้รับมอบหมายให้เฝ้ารอคอยการกลับมาของทายาทแห่งแสง” ชีคาร์ตอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

หลายวันผ่านไป ท่ามกลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพที่น่าอัศจรรย์ใจ วิหารขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีทองอร่าม ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย ราวกับว่ามันผุดขึ้นมาจากผืนทรายเอง วิหารแห่งนี้ถูกประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อย่างวิจิตรบรรจง แสงแดดยามอัสดงสาดส่องลงมาต้องวิหาร สร้างประกายระยิบระยับราวกับว่าวิหารกำลังเปล่งแสงออกมาจากภายใน “วิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ...” เอลาริสพึมพำด้วยความตื่นตะลึง เธอรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากวิหาร มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เธอเคยสัมผัสมา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงพลังงานที่ชั่วร้ายบางอย่างที่แฝงตัวอยู่รอบๆ วิหาร มันเป็นพลังงานที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่ “ระวังตัวไว้” ไครอนกล่าวเสียงเรียบ “ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือป้อมปราการที่ถูกปกป้องด้วยเวทมนตร์โบราณ และข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานของมาลากอร์ที่ซ่อนเร้นอยู่” ชีคาร์พยักหน้า “ใช่แล้ว... มาลากอร์รู้ว่าเจ้าจะมาที่นี่ เขาได้ส่งสมุนของเขามาเฝ้ารอคอยเจ้าแล้ว” เอลาริสกำหมัดแน่น เธอรู้ดีว่านี่คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญ เธอจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเธอคู่ควรกับพลังแห่งสุริยันจันทรา และเธอจะต้องปลดล็อกความลับของคัมภีร์สุริยันจันทราให้ได้ เพื่อปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิดของมาลากอร์ พวกเขาก้าวลงจากหลังอูฐ และเดินตรงไปยังทางเข้าวิหารแห่งสุริยันที่สาบสูญ แสงแดดยามอัสดงสาดส่องลงมาต้องร่างของพวกเขา สร้างเงาทอดยาวไปบนผืนทรายเบื้องหน้า เอลาริสรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้น เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!