คทาสุริยัน

ตอนที่ 62 — บททดสอบในหอคอยแห่งปัญญา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

344 ตอน · 1,025 คำ

รุ่งเช้าของวันถัดมา กลุ่มผู้พิทักษ์แห่งแสงได้ออกเดินทางจากวิหารสุริยัน ท่านอาจารย์เอลดรินนำทางพวกเขาไปยังสถานที่แห่งใหม่ที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาเวทมนตร์อันเงียบสงบ ที่นั่นตั้งตระหง่านอยู่ หอคอยหินสีเทาเข้มขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวขจี มันดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยปริศนา ราวกับเป็นผู้เฝ้ารอคอยมานับพันปี

“นี่คือหอคอยแห่งปัญญา” ท่านอาจารย์เอลดรินกล่าว ‌เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วบริเวณ “มันถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา เพื่อเก็บรวบรวมความรู้ เวทมนตร์ และบททดสอบที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะถือครองคทาสุริยันจันทราอย่างแท้จริง”

เอลาริสมองไปยังหอคอยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตื่นเต้น หวาดหวั่น และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ​เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากหอคอย มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความท้าทาย

“บททดสอบ?” เคเอลเอ่ยถาม สีหน้าเคร่งขรึม มือของเขากำดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวแน่น “มันอันตรายแค่ไหนขอรับ ท่านอาจารย์?”

“บททดสอบที่แท้จริงมิได้อยู่ที่พละกำลังเพียงอย่างเดียว ‍เคเอล” ท่านอาจารย์ตอบ “แต่เป็นความกล้าหาญทางจิตใจ ปัญญา และความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ หอคอยแห่งปัญญาจะเปิดรับเฉพาะผู้ที่คู่ควรเท่านั้น”

ฟาเอแลนดวงตาเป็นประกาย “ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณว่าหอคอยแห่งนี้มีห้องลับและปริศนามากมายที่ต้องใช้ความรู้ทางเวทมนตร์และการตีความอักขระโบราณเพื่อผ่านไปให้ได้”

“นั่นคือส่วนหนึ่งของบททดสอบฟาเอแลน” ท่านอาจารย์พยักหน้า ‌“เอลาริส เจ้าจะต้องเข้าไปเพียงลำพัง ส่วนพวกเจ้าทั้งสามจะต้องเฝ้ารออยู่ด้านนอก”

เอลาริสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ลำพังหรือคะ ท่านอาจารย์?”

“ใช่ศิษย์รัก” ท่านอาจารย์เอลดรินตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “บททดสอบบางอย่างจะต้องเผชิญหน้าด้วยตนเอง มันคือการค้นหาความแข็งแกร่งที่แท้จริงภายในตัวเจ้า ‍และคทาสุริยันจันทราจะนำทางเจ้าไป”

เอลาริสสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ข้าจะทำอย่างเต็มที่”

เธอเดินนำหน้าเข้าไปยังทางเข้าหอคอยที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงช่องว่างมืดมิด ทันทีที่เท้าของเธอก้าวข้ามธรณีประตูหินโบราณ แสงสีเงินเรืองรองก็สว่างวาบขึ้นรอบตัวเธอ ผนังหินที่เคยดูมืดหม่นกลับกลายเป็นผนังแก้วใสที่สะท้อนภาพของท้องฟ้ายามเช้า และเถาวัลย์ที่เคยเกาะกินก็แปรเปลี่ยนเป็นลวดลายอักขระโบราณที่ส่องแสงระยิบระยับ

“น่าอัศจรรย์!” ​ฟาเอแลนอุทานด้วยความตื่นเต้น

“ขอให้เจ้าปลอดภัยนะ เอลาริส” ไลราเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

เอลาริสพยักหน้าให้สหายของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ประตูหินจะปิดลงอย่างเงียบเชียบ เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและปริศนาที่รอคอยอยู่ภายใน

ภายในหอคอยแห่งปัญญา เอลาริสพบว่าตนเองยืนอยู่บนโถงทางเดินกว้าง ผนังทั้งสองข้างประดับด้วยภาพวาดฝาผนังที่เล่าเรื่องราวของราชวงศ์สุริยันจันทราตั้งแต่จุดเริ่มต้น การต่อสู้กับความมืดมิด ​การสร้างพันธสัญญา และการปกป้องโลกใบนี้ คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งแสงอ่อนๆ ราวกับตอบรับกับพลังงานของสถานที่แห่งนี้

เธอเดินไปตามทางเดินอย่างช้าๆ พินิจพิเคราะห์ภาพวาดแต่ละภาพอย่างละเอียด ราวกับกำลังเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษของเธอเอง พลังงานเวทมนตร์ที่อยู่ในอากาศทำให้เธอรู้สึกสงบและแข็งแกร่งขึ้น

ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในหูของเธอ ​ไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากภายในจิตใจของเธอเอง “ผู้พิทักษ์แห่งสุริยะ...เจ้ามาถึงแล้วหรือ...”

เอลาริสหยุดเดิน เธอหันซ้ายหันขวา แต่ไม่พบใคร เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงของหอคอยแห่งนี้ เสียงของจิตวิญญาณแห่งปัญญาที่หลับใหลอยู่ภายใน

“ข้าคือเอลาริส ทายาทคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา” เธอตอบกลับไปในใจอย่างกล้าหาญ “ข้ามาที่นี่เพื่อเข้ารับบททดสอบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพันธสัญญา”

เสียงกระซิบนั้นหัวเราะเบาๆ “ดี...ดีแล้ว...ความกล้าหาญคือสิ่งสำคัญ แต่ปัญญาและความเข้าใจคือหัวใจของการเป็นผู้พิทักษ์”

ทันใดนั้น ภาพวาดฝาผนังที่อยู่ตรงหน้าของเธอก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับตัวอักษรโบราณที่ปรากฏขึ้นมาบนผนัง มันเป็นปริศนาที่ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับตำนานและเวทมนตร์โบราณในการไข

เอลาริสพยายามทำความเข้าใจอักขระเหล่านั้น ซึ่งเป็นภาษาที่เธอไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่ด้วยพลังของคทาและสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ เธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังกระตุ้นความทรงจำที่หลับใหลอยู่ภายใน ทำให้เธอค่อยๆ ตีความอักขระเหล่านั้นได้ทีละตัว

ปริศนาแรกถามถึงชื่อของดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในยามรัตติกาล และดวงดาวที่นำทางผู้เดินทางในทะเลทราย เอลาริสใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปในใจ “ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์”

ทันทีที่เธอตอบ แสงสีทองก็ส่องสว่างจากอักขระเหล่านั้น และทางเดินที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่ห้องถัดไป

ตลอดทาง เอลาริสต้องเผชิญหน้ากับปริศนาและบททดสอบมากมาย บางครั้งเป็นคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ บางครั้งเป็นการใช้เวทมนตร์พื้นฐานเพื่อเปิดประตู หรือแม้แต่การใช้สัญชาตญาณในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง เธอเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในคทาในมือของเธอ และในเสียงกระซิบแห่งปัญญาที่นำทางเธอ

ในห้องหนึ่ง เธอต้องเผชิญหน้ากับภาพลวงตาของความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเธอ ภาพของหมู่บ้านที่ถูกทำลาย ผู้คนที่เธอรักที่ต้องพลัดพรากจากไป เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของมาลากอร์ที่ดังก้องอยู่ในหัวใจ มันเป็นบททดสอบที่ยากลำบากที่สุด เธอต้องรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมด เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้น และปฏิเสธไม่ให้มันเข้าครอบงำจิตใจของเธอ

“เจ้าจะพ่ายแพ้! เจ้าจะไร้พลัง! โลกจะจมดิ่งสู่ความมืดมิด!” เสียงของมาลากอร์ดังก้องในโสตประสาทของเธอ

“ไม่!” เอลาริสตะโกนกลับไปในใจ “ข้าจะไม่ยอมแพ้! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายโลกใบนี้!”

คทาสุริยันจันทราในมือของเธอเปล่งแสงสว่างจ้า พลังแห่งสุริยะแผ่กระจายออกไป ขับไล่ภาพลวงตาแห่งความมืดมิดให้มลายไปสิ้น แสงสว่างจ้าจนเธอต้องหลับตาลง และเมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องโถงกว้างใหญ่ที่สุดของหอคอย

ห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ตรงกลางมีแท่นบูชาหินอ่อนโบราณ บนแท่นนั้นมีหนังสือเล่มใหญ่ที่ทำจากหนังสัตว์เก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่ มันดูเหมือนจะรอคอยเธอมานับพันปี

“เจ้าได้ผ่านบททดสอบทั้งหมดแล้ว เอลาริส” เสียงกระซิบแห่งปัญญากล่าวอย่างอ่อนโยน คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่ดังก้องในหัว แต่เป็นเสียงที่มาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าหอคอยทั้งหอคอยกำลังพูดกับเธอ “เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคู่ควรกับพลังของราชวงศ์สุริยันจันทรา และคู่ควรที่จะถือครองคทาแห่งแสง”

เอลาริสเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เธอเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาปกของมันทำจากหนังสีเข้ม ประดับด้วยอัญมณีรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ส่องประกายระยิบระยับ เมื่อเธอเปิดหนังสือออก เธอก็พบว่ามันไม่ได้มีแต่ตัวอักษร แต่ยังมีภาพวาด แผนที่ และอักขระเวทมนตร์ที่ซับซ้อน มันคือ “คัมภีร์สุริยันจันทรา” ที่เก็บรวบรวมความรู้และตำนานทั้งหมดของราชวงศ์เอาไว้

“นี่คือของกำนัลแห่งปัญญาจากบรรพบุรุษของเจ้า” เสียงกระซิบกล่าว “มันจะนำทางเจ้าไปสู่ความจริง และช่วยให้เจ้าปลดล็อคพลังที่แท้จริงของคทาสุริยันจันทราได้”

เอลาริสกอดคัมภีร์เล่มนั้นไว้แน่น เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับความรู้ที่อยู่ภายใน เธอรู้ว่าการเดินทางยังอีกยาวไกล แต่คัมภีร์เล่มนี้คือสิ่งที่จะช่วยให้เธอเข้าใจถึงภารกิจที่แท้จริงของเธอ และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับมาลากอร์

ทันใดนั้น แสงสีทองก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง และประตูหอคอยก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของท่านอาจารย์เอลดริน เคเอล ไลรา และฟาเอแลนที่กำลังยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ

“เอลาริส! เจ้าปลอดภัยดีหรือ?” ไลราเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

เอลาริสยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ข้าปลอดภัยดีทุกคน” เธอยกคัมภีร์สุริยันจันทราขึ้นมาให้พวกเขาดู “และข้าก็ได้สิ่งนี้มาด้วย”

สหายทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและชื่นชม ท่านอาจารย์เอลดรินเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขาฉายแววภาคภูมิใจ

“ยอดเยี่ยมมากศิษย์รัก” ท่านอาจารย์กล่าว “บัดนี้เจ้าได้ก้าวผ่านบททดสอบแห่งปัญญาแล้ว และคัมภีร์เล่มนี้จะช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงความจริงเกี่ยวกับเวทมนตร์ที่เลือนหายไป และหนทางที่จะนำมันกลับคืนมา”

เอลาริสพยักหน้า เธอรู้ว่าการผจญภัยที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การเดินทางเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนเร้น และการกอบกู้โลกใบนี้จากเงื้อมมือของราชาปีศาจมาลากอร์ คัมภีร์สุริยันจันทราในมือของเธอคือแสงนำทาง คือความหวัง และคือพันธสัญญาที่เธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ

หน้านิยาย
หน้านิยาย
คทาสุริยัน

คทาสุริยัน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!